- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 14 งั้นฉันตายดีกว่า
บทที่ 14 งั้นฉันตายดีกว่า
บทที่ 14 งั้นฉันตายดีกว่า
ค่ำคืนนี้ ไร้ซึ่งแสงดาวและแสงจันทร์
กว่าจะให้ปากคำเสร็จก็ดึกมากแล้ว ฉีเตี่ยนไม่ได้กลับไปที่เมืองหลัก แต่หาโรงแรมในเมืองหมายเลขเจ็ดเพื่อพักผ่อนชั่วคราว
ขณะนอนอยู่บนเตียงใหญ่ในโรงแรม พลางนึกถึงเรื่องราวที่เผชิญมาในวันนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้ใจ
ตั้งแต่เด็กเขาก็เป็นคนหยิ่งทะนง มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นจอมกระบี่ชื่อก้องโลก ผดุงคุณธรรม ปราบปรามสิ่งชั่วร้าย นับตั้งแต่เข้าสำนักเคียงนที เขาก็เป็นศิษย์ที่โดดเด่นในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกันมาโดยตลอด
ประกอบกับการที่ศิษย์สำนักเซียนไปที่ไหนก็มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ยิ่งทำให้เขาหลงคิดไปว่าตัวเองมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นยอดคนแห่งยุคได้จริงๆ
เพียงแต่ในเขตเทียนเป่ย ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนรกร้างแห่งการฝึกเซียนแห่งนี้ มีสำนักเซียนอยู่น้อยเกินไป เขาจึงแทบไม่มีโอกาสได้ประลองฝีมือกับอัจฉริยะรุ่นราวคราวเดียวกันเลย
งานชุมนุมชิงซิวในปีหน้า คือเวทีที่เขาเฝ้ารอคอยที่จะได้แสดงฝีมือมาโดยตลอด ถึงตอนนั้นขอเพียงเอาชนะยอดฝีมือในศึกคัดเลือกตัวแทนเมืองได้ เขาก็จะได้เป็นตัวแทนของเมืองเจียงเฉิงไปประลองกับเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกทิศ
เขามั่นใจว่าตัวเองไม่เป็นรองใครหน้าไหนทั้งนั้น!
ความจริงแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาทำภารกิจตามลำพัง ทางสำนักอยากให้เขาได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้จริง เดิมทีคิดว่าสุสานโทรมๆ ในเมืองบริวารคงไม่มีสิ่งชั่วร้ายระดับบิ๊กบอสอะไร
ใครจะไปคาดคิด
เพิ่งก้าวออกจากหอคอยงาช้างด้วยความหยิ่งผยอง ดันมาเจอผู้ฝึกตนสายมารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดซะงั้น
สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาเยว่เหวิน ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรุ่นราวคราวเดียวกันมาช่วยชีวิตไว้
เฮ้อ
ความจริงการแพ้ให้ผู้ฝึกตนสายมาร เขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ผู้ฝึกตนสายมารคนนั้นไม่รู้ว่าฝึกฝนมาแล้วกี่ปี ก็แค่ขอบเขตหลอมรวมขั้นปลาย เคล็ดวิชาสายมารก็มักจะดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้เพื่อแลกกับพลังต่อสู้อยู่แล้ว
การที่ผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะในสามขอบเขตล่างจะสู้ผู้ฝึกตนสายมารไม่ได้ ถือเป็นเรื่องปกติมาก
แต่เยว่เหวินที่ไร้ซึ่งทรัพยากร ไร้ซึ่งภูมิหลัง กลับมีทั้งระดับตบะและพลังต่อสู้ที่เหนือกว่าเขาในทุกด้าน... แถมหน้าตายังหล่อกว่าเขาตั้งแปดช่วงตึก
เมืองเจียงเฉิงเล็กๆ แห่งนี้ กลับมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่สามารถบดขยี้เขาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เรื่องนี้ทำให้ฉีเตี่ยนอดไม่ได้ที่จะเริ่มสงสัยในตัวเอง
หรือว่าพรสวรรค์ของเรามันจะไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ?
ฉีเตี่ยนนอนซึมเศร้าอยู่พักใหญ่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มปลอบตัวเองเงียบๆ ในใจ
เคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระมีทั้งดีและร้ายปะปนกันไป บางทีเยว่เหวินอาจจะฝึกเคล็ดวิชาประเภทที่ช่วยให้ฝึกเร็วและมีพลังต่อสู้สูงลิบลิ่วในช่วงสามขอบเขตล่างก็ได้
ท่านอาจารย์เคยบอกไว้ว่า เคล็ดวิชาแบบสุดโต่งที่เก่งช่วงต้นแต่แผ่วปลายนั้นมีอยู่มากมาย ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหลายคนไม่ได้วางแผนระยะยาวตั้งแต่แรก ส่วนเคล็ดวิชาของสำนักเคียงนทีของพวกเขาเน้นความมั่นคง จะไปเก่งกาจเอาในช่วงหลัง
ขอเพียงมีความเข้าใจที่มากพอจนก้าวเข้าสู่สามขอบเขตกลางได้ ก็จะสามารถเปล่งประกายเจิดจรัสได้อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว
ฉีเตี่ยนกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง สิ่งที่เขาโดดเด่นที่สุดในสำนักก็คือความเข้าใจนี่แหละ! วิชาอาคมที่ศิษย์คนอื่นต้องใช้เวลาฝึกตั้งสามวัน เขาใช้เวลาแค่วันเดียว เคล็ดวิชาที่คนอื่นต้องใช้เวลาฝึกเป็นเดือน เขาใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียว
การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณกังถือเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ขอเพียงก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง รอจนถึงวันเปิดงานชุมนุมชิงซิว ตัวเขาที่อยู่ขอบเขตที่สี่ จะต้องเป็นตัวแทนของเมืองเจียงเฉิงได้อย่างแน่นอน!
ดังที่ปราชญ์ในวงการผู้ฝึกตนเคยกล่าวไว้ว่า อ้วนก่อนไม่ถือว่าอ้วน อ้วนทีหลังสิทับเตียงพังเลย
พอคิดมาถึงตรงนี้ด้วยความตื่นเต้น เขาก็อยากจะล็อกอินเข้าคลังคัมภีร์ของสำนัก เพื่อศึกษาทำความเข้าใจวิชาอาคมต่อทันที แต่พอกดเข้าไป เขาก็พบประวัติการฝึกฝนของเยว่เหวิน... เมื่อไม่นานมานี้ อีกฝ่ายใช้เวลาเรียนไปแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น
ไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งได้แน่
แม้ว่าวิชาเสียงอสนีบาตกับวิชาแสงเจิดจรัสจะเป็นแค่วิชาอาคมเล็กๆ สองบท แต่ศิษย์สำนักเคียงนทีโดยทั่วไปก็ต้องใช้เวลาเรียนกันหลายวัน ขนาดตัวเขาเองยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจตั้งสิบกว่าชั่วโมงถึงจะเชี่ยวชาญ
"พี่เยว่ช่างมีน้ำใจจริงๆ" ฉีเตี่ยนพึมพำ "เขาเรียนแค่แป๊บเดียว คงจะเกรงใจกลัวว่าจะเปลืองเงินเราล่ะมั้ง"
แม้ฉีเตี่ยนจะถูกเยว่เหวินกระตุ้นต่อมความอยากเอาชนะ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาริษยาที่อีกฝ่ายเก่งกว่าตน อีกอย่างอีกฝ่ายยังเคยช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย ในใจเขาจึงมีแต่ความซาบซึ้งใจ
ดังนั้นเขาจึงตั้งใจส่งข้อความไปหาเยว่เหวิน
[จอมยุทธ์น้อยฉีท่องยุทธภพ: "พี่เยว่ ดูภาพเพ่งสมาธิของวิชาอาคมสองบทนั้นให้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องกลัวเปลืองเงินหรอก สำนักเราเก็บค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผลมาก"]
[AAA ผู้ดูแลสำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่: ขอบคุณมากครับพี่ฉี เรียนจบหมดแล้วล่ะครับ]
[จอมยุทธ์น้อยฉีท่องยุทธภพ: อ้าว]
ฉีเตี่ยนปิดมือถือ เงยหน้าขึ้น จ้องมองเพดานอย่างเงียบงัน ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง
"งั้นฉันตายดีกว่า"
...
เยว่เหวินหารู้ไม่ว่า ข้อความตอบกลับแบบไม่ได้คิดอะไรของเขา ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ในใจให้กับจอมยุทธ์น้อยฉีมากมายเพียงใด
เขานอนหลับไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใสในยามเช้าตรู่ พออาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะถึงเวลาเปิดร้าน เขาเลยถือโอกาสทบทวนเคล็ดวิชาที่ตัวเองมีอยู่ตอนนี้บนชั้นสอง
อันดับแรกคือฝ่ามือมังกรล่องลอยที่เริ่มฝึกเป็นวิชาแรก ถือเป็นวิชาระดับท็อปในบรรดาเคล็ดวิชาวรยุทธ์ ครอบคลุมทั้งท่าร่างและเพลงหมัด พลิกแพลงได้หลากหลาย สามารถรับมือกับเคล็ดวิชาวรยุทธ์ทุกรูปแบบเมื่อต้องต่อสู้ระยะประชิด
ต่อมาคือวิชาควบคุมกระบี่อันเฉียบคมดุดัน รวดเร็วและรุนแรง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นเรื่องความพลิกแพลงที่น้อยไปหน่อย ไว้คราวหน้าค่อยไปหาซื้อเคล็ดวิชากระบี่ขั้นสูงมาเพิ่ม
ตอนนี้อาศัยแค่สองวิชานี้ ก็เพียงพอให้เขาโฉบเฉี่ยวไปทั่วสามขอบเขตล่างแล้ว
ต่อไปคือวิชาเสียงอสนีบาตกับวิชาแสงเจิดจรัสที่เพิ่งเรียนไปเมื่อคืน
เยว่เหวินกำหมัดเบาๆ ก็มีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องแว่วมาจากกลางฝ่ามือ ราวกับกำลังบีบเมฆฝนฟ้าคะนองเอาไว้ในมือ
เมื่อคลายเสียงฟ้าร้องออก เขาดีดนิ้วอีกครั้ง ประกายแสงดาวกระเด็นออกจากปลายนิ้ว ก่อนจะระเบิดดังปัง กลายเป็นแสงสีขาวเจิดจ้าบาดตา อาบชโลมไปทั่วทั้งห้อง
เมื่อคืนตอนที่เห็นวิชาอาคมสองบทนี้ เขาเกิดไอเดียบางอย่างขึ้นมาในหัว แม้ว่านี่จะเป็นแค่วิชาอาคมเล็กๆ สองบท แต่ในบางสถานการณ์อาจจะมีประโยชน์มหาศาล
อย่างเช่นในพื้นที่แคบๆ แบบนี้ หากจู่ๆ เขาก็สาดวิชาแสงเจิดจรัสออกไป ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนก็เถอะ ตาบอดขาวโพลนไปชั่วขณะแน่ๆ มองอะไรไม่เห็นไปพักใหญ่ ถึงแม้ผู้ฝึกตนจะสามารถใช้พลังจิตล็อกเป้าหมายจากกลิ่นอายได้ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมไม่มีทางตอบสนองได้ทันท่วงทีอย่างแน่นอน
และนั่นก็คือโอกาสให้เขาลงมือ แทงกระบี่ทะลวงขั้วหัวใจ!
ส่วนวิชาเสียงอสนีบาตที่ดังกึกก้อง นอกจากจะข่มขวัญคู่ต่อสู้ได้แล้ว ยังสามารถกลบเสียงอื่นๆ ได้อีกด้วย หากรู้จักประยุกต์ใช้ก็ถือเป็นไม้ตายสำคัญเช่นกัน
ถ้าเอาวิชาสองบทนี้มาใช้แค่เก๊กหล่อ มันก็ออกจะเสียของไปหน่อย
วิชาอาคมวิเศษที่ซื้อมาจากต้าหลงนั้นเป็นของดีมีคุณภาพแต่ราคาแพงหูฉี่ จะซื้อสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ดังนั้นวิชาอาคมเล็กๆ พวกนี้จึงเป็นสิ่งที่เขาขาดแคลนพอดี และการขอวิชาอาคมเล็กๆ สองบทนี้มาจากฉีเตี่ยน ก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียดายเลยสักนิด
นอกจากจะได้ประโยชน์แล้ว ยังได้สานสัมพันธ์อันดีอีกด้วย
ถ้าขืนไปเรียกร้องเงินทองหรือของมีค่าเป็นรางวัลตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต บางทีฉีเตี่ยนอาจจะยอมจ่ายให้ แต่ความสัมพันธ์อันดีก็คงสูญสิ้นไปเช่นกัน
เยว่เหวินคิดคำนวณในใจอย่างถี่ถ้วน
นอกจากนี้ ยังมีภาพเพ่งสมาธิอีกสองภาพที่ต้าหลงประทับไว้ในหัวของเขา ซึ่งยังทำความเข้าใจไม่สำเร็จ
วิธีถอนคำสาปบนหนังมารแผ่นนั้นซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาเพิ่งจะลองเพ่งสมาธิดู ชั่วพริบตาก็ราวกับร่วงหล่นลงสู่ถ้ำเลือดในแดนมาร รอบด้านเต็มไปด้วยเลือดสีม่วงข้นคลั่กส่งกลิ่นเหม็นคาว เงาปีศาจทับซ้อนกันไปมา แผ่ปกคลุมไปทั่วสารทิศ
การจะทำความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่ง คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน
บางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าภาพเพ่งสมาธิกับผู้ฝึกมีความเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน วิธีถอนคำสาปนี้จัดอยู่ในวิถีมารอันมืดมิดและชั่วร้าย เยว่เหวินจึงต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติในการทำความเข้าใจ
ถ้าเปลี่ยนเป็นวิชาอาคมที่ดูสดใสหล่อเหลา เขาคงทำความเข้าใจได้ง่ายกว่านี้เยอะ
ส่วนอีกภาพหนึ่ง ก็คือคัมภีร์วิถีมังกรแท้จริงบทปราณกัง
ไม่แปลกใจที่เคล็ดวิชาบทปราณกังถึงได้ราคาแพงหูฉี่ เพราะความซับซ้อนของมันไม่ใช่สิ่งที่เคล็ดวิชาในสามขอบเขตล่างจะเทียบได้เลย
ถ้าเปรียบเทียบภาพเพ่งสมาธิของวิชาแสงเจิดจรัสเป็นหนังสือเรียนชั้นประถม คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริงบทปราณกังก็คงเหมือนกับวรรณกรรมอีโรติกคลาสสิกฉบับดั้งเดิม นอกจากเนื้อหาจะเยอะขึ้นมหาศาลแล้ว ยังเป็นภาษาโบราณที่ต้องมานั่งแปลอีกต่างหาก
การจะทะลวงระดับเข้าสู่ขอบเขตปราณกัง สิ่งสำคัญคือการหลอมปราณกังของตัวเองขึ้นมา เคล็ดวิชาแต่ละบทจะหลอมปราณกังออกมาไม่เหมือนกัน
ปราณกังที่หลอมจากคัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง มีชื่อเรียกว่า "ปราณกังมังกรโกลาหล"
ดังคำกล่าวที่ว่าไฟใหญ่หลอมปราณกัง หากต้องการหลอมปราณกัง จะต้องจุดไฟวิญญาณขึ้นในทะเลปราณเสียก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเตรียมวัตถุดิบมากมายสำหรับการทะลวงระดับเข้าสู่ขอบเขตปราณกัง
การฝึกปราณกังมังกรโกลาหลจำเป็นต้องใช้ "กิ่งหยกม่วง" "ผงอัคคีแผดเผา" "ชาดเพลิงดำรงไท่อี่" และ "เมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกร"
ทั้งหมดเป็นของหายากราคาแพงทั้งสิ้น
ตอนนี้เยว่เหวินรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตัดสินใจขอผ่อนชำระเพื่อเอาเคล็ดวิชามาไว้ในมือก่อน ไม่งั้นถ้าขืนรอจนกว่าจะเก็บเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายครบ แล้วค่อยไปตามหาวัตถุดิบพวกนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอจนถึงชาติไหน
เขาลองค้นหาในเว็บบอร์ดซิวเหลียวคร่าวๆ ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องราคาแพง แต่ของพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่มีขายตามท้องตลาดเลยด้วยซ้ำ
ดูท่าคงต้องค่อยๆ ตามหาไปเรื่อยๆ ซะแล้ว
โชคดีที่เขาเพิ่งอยู่แค่ขอบเขตที่สามขั้นปลาย ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงขั้นสมบูรณ์ ยังมีเวลาเตรียมตัวถมเถ
ยังไงซะตอนนี้ก็ตั้งใจบริหารสำนักงานของตัวเองไปก่อนก็แล้วกัน พอเงินมางานมา เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายก็มาเอง!
...
และในเช้าอันแสนสดชื่นนี้เอง
จ้าวซิงเอ๋อร์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงยาวสีเทาก้าวขึ้นรถประจำทาง ใบหน้าที่สดใสยิ่งกว่าแสงตะวันเอนพิงกระจกหน้าต่าง ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ต้องเหลียวมอง
พอนั่งเรียบร้อยแล้ว เธอก็ล้วงมือถือออกมา ส่งข้อความหาเพื่อน "แก ฉันกำลังจะไปทำงานวันแรกแล้วล่ะ! ตื่นเต้นนิดหน่อยด้วย!"
อีกฝ่ายตอบกลับมาทันที "สู้ๆ นะแก ฉันขออวยพรให้เธอด้วยคำสี่คำ... ขอให้เจริญรุ่งเรือง!"
"ขอบใจจ้ะ!" จ้าวซิงเอ๋อร์พิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว "ฉันจะตั้งใจปราบปีศาจขจัดภัย สร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล! จะสร้างความยิ่งใหญ่ในเมืองเจียงเฉิงให้ดู! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะ..."