- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 12 ภาพเพ่งสมาธิ
บทที่ 12 ภาพเพ่งสมาธิ
บทที่ 12 ภาพเพ่งสมาธิ
ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงัด
ฉีเตี่ยนนั่งอยู่บนพื้น จ้องมองเยว่เหวินเขม็ง แววตาสั่นไหว ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย
เยว่เหวินถอยหลังไปก้าวหนึ่งเงียบๆ
ช่วงนี้เขามักจะเห็นข่าวลือเกี่ยวกับผู้ฝึกตนในเขตเทียนฝู่บ่อยๆ ทำให้เขาอดระแวงไม่ได้
ผ่านไปพักใหญ่ ฉีเตี่ยนถึงได้ถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยขึ้น "พี่เยว่ ต้องขอโทษด้วยครับ ก่อนหน้านี้ผมยังแอบดูถูกคุณเพราะเห็นว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากระดับตบะของคุณจะสูงส่งแล้ว ยังมีน้ำใจยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตไว้อีก นี่มัน... น่าละอายใจจริงๆ"
โธ่เอ๊ย
ที่แท้หน้าแดงก็เพราะละอายใจสินะ
ก็นึกว่าเขินซะอีก
เกือบทำเอาหลอนไปเลย
เยว่เหวินโล่งใจขึ้นมาทันที ยิ้มตอบไปว่า "ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงก็เลี้ยงข้าวแล้วนี่นา"
เขาไม่กังวลเลยว่าการเปิดเผยฝีมือมากเกินไป จะทำให้ฉีเตี่ยนสงสัยว่าเขามีของวิเศษอะไรแล้วพาลเกิดความโลภอยากครอบครอง
นั่นมันพล็อตเรื่องยอดฮิตในนิยายต่างหาก ในความเป็นจริงมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อพลังต่อสู้ของผู้ฝึกตน ทั้งของวิเศษ เคล็ดวิชา วิชาอาคม ยาเม็ด ยันต์ สัตว์เลี้ยงวิญญาณ... ฉีเตี่ยนไม่ได้เห็นตอนที่เขาต่อสู้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีความคิดอะไรแบบนั้น
อีกอย่างปัจจุบันเป็นสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย การรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ได้เกิดเรื่องฆ่าฟันแย่งชิงสมบัติกันง่ายๆ
แต่ถ้าเป็นในเขตทุรกันดารที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง เยว่เหวินก็คงจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวกว่านี้อย่างแน่นอน
"แค่ไก่ทอดมื้อเดียวจะไปชดเชยบุญคุณช่วยชีวิตได้ยังไงกัน" ฉีเตี่ยนเผยสีหน้าจริงจัง "สหายเต๋าเยว่ ต้องการอะไรไหม? ขอแค่เป็นสิ่งที่ผมทำได้ จะตอบแทนอย่างสุดความสามารถเลย"
โอ๊ะ?
พอได้ยินแบบนั้น เยว่เหวินก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
ถ้าฉีเตี่ยนไม่เอ่ยปาก เขาก็คงไม่เอาบุญคุณไปทวงเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะการสังหารชายชุดดำก็ทำให้เขาได้อะไรมาตั้งเยอะแยะแล้ว แต่ในเมื่อนายเป็นฝ่ายเสนอตัวมาเอง...
หึหึหึ...
เยว่เหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย "พวกเราต่างก็เป็นผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉันไม่ได้ช่วยคนเพื่อหวังผลตอบแทนอยู่แล้ว แต่ว่านะ ถ้าพี่ฉียังรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ ก็ไม่ต้องเอาของมีค่าอะไรมาให้หรอก ทางนี้แค่ค่อนข้างสนใจวิชาอาคมที่พี่ฉีใช้ตอนเปิดตัวเมื่อกี้ก็เท่านั้นเอง"
ตอนที่ฉีเตี่ยนปรากฏตัวเมื่อกี้ เสียงดังฟังชัด แสงสีเสียงอลังการ ทำเอาผู้ฝึกตนสายมารคนนั้นถึงกับต้องระวังตัวแจราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
แต่พอรู้ว่าระดับตบะของฉีเตี่ยนไม่น่าจะสร้างเอฟเฟกต์ใหญ่โตขนาดนั้นได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงต้องใช้วิชาอาคมบางอย่างช่วยเสริมความอลังการแน่ๆ
ตบะอาจจะดูยาก แต่เรื่องความขี้เก๊กนี่ต้องยกให้เลย
"อ้อ วิชานั้นน่ะเหรอ" ฉีเตี่ยนฝืนยิ้มออกมา "นั่นเป็นวิชาอาคมสองบทที่ศิษย์สำนักหลินเจียงทุกคนต้องฝึกให้ชำนาญตั้งแต่เพิ่งเข้าสำนักน่ะ ท่านอาจารย์บอกว่าเวลาศิษย์ในสำนักจะประลองกับใคร ต้องใช้วิชาสองบทนี้เปิดฉากก่อน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของสำนัก วิชานึงคือวิชาเสียงอสนีบาต ส่วนอีกวิชาคือวิชาแสงเจิดจรัส"
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
เยว่เหวินคิดในใจว่ามิน่าล่ะ พวกยอดฝีมือเวลาปรากฏตัว ตอนที่โคจรพลังปราณแท้จริงอย่างรวดเร็วจะไปกระตุ้นพลังวิญญาณรอบๆ จนเกิดปรากฏการณ์ประหลาด อย่างเช่นเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือแสงสีรุ้งเจิดจรัสได้ยังไง ที่แท้ก็วิชาเสียงอสนีบาตกับวิชาแสงเจิดจรัสสองบทนี้ มันเหมือนเป็นการเปิดโหมดเอฟเฟกต์สร้างเองด้วยมือ เพื่อให้ได้ภาพและเสียงแบบเดียวกันเป๊ะ
สำนักหลินเจียงนี่ก็มีของเหมือนกันนะเนี่ย มิน่าล่ะถึงได้เจริญรุ่งเรืองในเมืองเจียงเฉิงได้
"ในเมื่อพี่เยว่สนใจ งั้นพวกเรามาแอดเพื่อนกันก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้จะส่งภาพเพ่งสมาธิของวิชาอาคมสองบทนี้ไปให้" ฉีเตี่ยนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา
"ไม่มีปัญหา" เยว่เหวินจึงสแกนคิวอาร์โค้ดของฉีเตี่ยน
ทันใดนั้น บนหน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏหน้าโปรไฟล์ของผู้ติดต่อที่ชื่อ "จอมยุทธ์น้อยฉีท่องยุทธภพ" พอเยว่เหวินกดขอเป็นเพื่อนเสร็จ ก็เหลือบมองไปเห็นฉีเตี่ยนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
พี่ฉีคนนี้แอบเบียวแฮะ
แต่ไม่นานฉีเตี่ยนก็พบว่า คนที่ขอแอดเพื่อนมานั้นใช้ชื่อว่า "AAA ผู้ดูแลสำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่" เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเยว่เหวินแวบหนึ่งเช่นกัน
คราวนี้เป็นฝ่ายเยว่เหวินเป็นฝ่ายหน้าแดงบ้างแล้ว
ก็นะ ไม่มีใครทนให้คนอื่นมานั่งจับผิดชื่อล็อกอินของตัวเองต่อหน้าได้ไหวอยู่แล้ว
ยังดีที่รหัสผ่านอิเล็กทรอนิกส์สองชุดที่ฉีเตี่ยนส่งมาช่วยทำลายความอึดอัดนี้ได้ "นี่เป็นลิงก์ที่แชร์มาจากคลังคัมภีร์ของสำนักเรา พี่เยว่ใช้คีย์ลับ 9527 ของผมล็อกอินเข้าไปได้เลย"
"โอเค" เยว่เหวินพยักหน้ารับ
เคล็ดวิชาและวิชาอาคมในโลกนี้ล้วนถูกถ่ายทอดในรูปแบบของ "ภาพเพ่งสมาธิ"
ภาพเพ่งสมาธิที่วาดขึ้นจากวิถีแห่งเต๋า จะซุกซ่อนสัจธรรมของวิชาอาคมเอาไว้ ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เท่านั้น จึงจะสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาและวิชาอาคมนั้นๆ ได้ ยิ่งภาพเพ่งสมาธิมีความลึกล้ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้ความเข้าใจที่สูงส่งมากขึ้นเท่านั้นในการตีความ
ส่วนการจะคัดลอกภาพเพ่งสมาธิออกมาได้นั้น จำเป็นต้องมีระดับตบะที่สูงมาก
แม้ฉีเตี่ยนจะฝึกฝนวิชาอาคมสองบทนี้สำเร็จแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความสามารถในการคัดลอก ทำได้เพียงแชร์ลิงก์ภาพเพ่งสมาธิจากคลังคัมภีร์ส่งมาให้ วิชาอาคมสองบทนี้ไม่ได้เป็นความลับระดับสูง ศิษย์สำนักหลินเจียงสามารถเปิดดูและแชร์ต่อได้ตามสบาย เพียงแต่ถ้าใช้รหัสผ่านของใครล็อกอิน ค่าธรรมเนียมในการเปิดดูภาพเพ่งสมาธิก็จะถูกหักจากคนนั้น
ใช่แล้ว
พอเยว่เหวินกดเข้าไปดู ก็พบว่าทุกวินาทีที่เขาใช้ในการทำความเข้าใจจะถูกคิดเงินอย่างต่อเนื่อง
เขารีบกดออกทันที
"พี่เยว่ไม่ต้องเกรงใจ ดูจนกว่าจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งเลยก็ได้" ฉีเตี่ยนบอก
"นายก็รู้นี่นา ฉันเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการทำความเข้าใจวิชาอาคมสักเท่าไหร่" เยว่เหวินส่งยิ้มเจื่อนๆ "อาจจะใช้เวลานานหน่อยนะ"
"ไม่เป็นไร" ฉีเตี่ยนสะบัดผมหน้าม้าอย่างใจกว้าง "เทียบกับบุญคุณช่วยชีวิตแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก"
...
หลังจากฉีเตี่ยนฟื้นขึ้นมา เยว่เหวินก็โทรศัพท์แจ้งคนของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติทันที ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง ทีมเก็บกวาดของสำนักงานปราบปรามก็มาถึง
เยว่เหวินและฉีเตี่ยนให้ปากคำคร่าวๆ เสร็จ ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ชายชุดดำคนนั้นเป็นผู้ฝึกตนสายมารของแท้ แถมยังน่าจะมีชื่ออยู่ในประกาศจับของเมืองฝูเหลยด้วย การที่เยว่เหวินฆ่าอีกฝ่าย นอกจากจะไม่มีความผิดทางกฎหมายแล้ว หากยืนยันตัวตนได้ในภายหลัง เขายังจะได้รับเงินรางวัลอีกด้วย ถึงแม้การฆ่าอีกฝ่ายในครั้งนี้จะไม่ได้ดรอปเงินสะกดสิ่งชั่วร้าย แต่เยว่เหวินก็ยังถือว่าได้ผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เรียกได้ว่าทั้งตัวมีแต่ของล้ำค่าเลยทีเดียว
เยว่เหวินขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากลับมาถึงสำนักงาน ก็ยังคงไม่มีงานจ้างหรือข้อความใดๆ ทิ้งไว้ มีแค่บิลค่าไฟค่าน้ำมาเสียบไว้ที่ประตูเพิ่มเท่านั้น
เขาจัดการเก็บกวาดร้านคร่าวๆ แล้วไปนั่งขัดสมาธิ ล็อกอินเข้าลิงก์นั้น เปิดภาพเพ่งสมาธิขึ้นมา หลับตารวบรวมสมาธิ ดำดิ่งสู่การเพ่งพิจารณา
พริบตาเดียว จิตวิญญาณก็ทะลุเข้าสู่โลกในภาพได้อย่างไร้อุปสรรค
ภาพเพ่งสมาธิของวิชาเสียงอสนีบาตนั้นราวกับสระสายฟ้า มีเสียงอสนีบาตดังกึกก้องไม่ขาดสาย เหนือศีรษะคล้ายมีเทพสายฟ้าและเทพธิดาสายฟ้ากำลังเบิกฟ้าผ่าแผ่นดินอยู่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนภาพเพ่งสมาธิของวิชาแสงเจิดจรัสนั้นเต็มไปด้วยแสงสีรุ้งอันตระการตาและละลานตาไปหมด เปลี่ยนแปลงไปมานับพันรูปแบบ ทำให้จิตสัมผัสรู้สึกวิงเวียนโดยไม่รู้ตัว
ยี่สิบนาทีต่อมา เขาทำความเข้าใจวิชาเสียงอสนีบาตและวิชาแสงเจิดจรัสได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แม้เขาจะเคยเรียนวิชาอาคมมาไม่มาก แต่เคล็ดวิชาแรกที่เรียนก็คือคัมภีร์วิถีมังกรแท้จริง
ภายหลังยังเคยทำความเข้าใจภาพเพ่งสมาธิของคัมภีร์วิถีมังกรแท้จริงและวิชาควบคุมกระบี่มาแล้ว พอมาดูภาพเพ่งสมาธิของวิชาอาคมเล็กๆ สองบทนี้ ก็เหมือนกับปลอกกล้วยเข้าปาก
นอกจากจะง่ายแล้ว ยังแอบน่าเบื่ออีกต่างหาก
ใช้เวลายี่สิบนาทีก็จัดการได้ชิลๆ แล้ว
พอฝึกเสร็จ เขาก็แอบทอดถอนใจ การมีทรัพยากรของสำนักเซียนหนุนหลังมันดีกว่าจริงๆ เขาใช้เวลาฝึกไปยี่สิบนาที อย่างมากก็โดนหักเงินไปแค่ไม่กี่ร้อยหยวน แต่ถ้าไปหาซื้อภาพเพ่งสมาธิของวิชาอาคมเล็กๆ สองบทนี้ตามท้องตลาด อย่างน้อยก็ต้องเสียเงินหลายหมื่นหยวนเลยทีเดียว
ผู้ฝึกตนหาเงินได้ง่ายก็จริง แต่ของที่เกี่ยวกับการฝึกตนทุกอย่างก็แพงหูฉี่เหมือนกัน คนที่จะเก็บเงินได้ ถ้าไม่ใช่คนมีภูมิหลัง ก็ต้องเป็นพวกที่ไม่อยากเสียเงินเพื่อยกระดับพลังตัวเองอีกแล้ว
พอเรียนวิชาอาคมเสร็จ เขาก็ปิดโทรศัพท์มือถือ เริ่มจัดการกับของที่ได้มาในวันนี้
เงินสดเอาไปเก็บไว้ก่อน ส่วนหัวกะโหลกสีดำทองครึ่งซีกนั่นไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร ว่างๆ ค่อยเอาไปถามตามร้านขายของวิเศษเซียนดูสักรอบ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เอาไปหลอมขายเป็นวัตถุดิบ น่าจะได้ราคาดีอยู่
ส่วนเศษผ้าไหมสีม่วงแผ่นนั้น พอหยิบออกมาแล้ว เขาก็พิจารณาดูใต้แสงไฟอย่างละเอียด แต่ก็ยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไร
มีเพียงตราสัญลักษณ์นั้นที่ปรากฏอยู่
ผ่านไปพักใหญ่ เขาเปิดลิ้นชัก หยิบการ์ดสีดำใบหนึ่งออกมา
การ์ดใบนั้นดูเหมือนจะถูกเจียระไนมาจากคริสตัลบางชนิด ไม่ใช่พลาสติก มีความแวววาวแบบผิวด้าน ด้านหลังสีดำสนิท ด้านหน้าวาดด้วยสีทองเป็นรูปตราสัญลักษณ์
นั่นก็คือภาพงูพิษนับไม่ถ้วนที่กำลังแลบลิ้นเลื้อยพันรอบเสือเขี้ยวดาบหน้าตาดุร้าย!
ตราสัญลักษณ์นี้เหมือนกับตราสัญลักษณ์บนเศษผ้าไหมเป๊ะ
เมื่อสามปีก่อน พ่อแม่ของเยว่เหวินพาเขานั่งรถไปเที่ยว แต่จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง จากนั้นโลกก็หมุนเคว้ง
รอยแยกสีดำทะมึนขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พร้อมกับแรงดึงดูดมหาศาล ราวกับมีน้ำวนขนาดใหญ่ และคล้ายกับมีดวงตายักษ์คู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากอีกฝั่งของรอยแยก
สายตาอันเก่าแก่โบราณและน่าสะพรึงกลัวนั้น เมื่อนึกย้อนกลับไปก็ยังทำให้เยว่เหวินขนลุกซู่
ภายในรถที่กำลังพลิกคว่ำ จู่ๆ พ่อของเยว่เหวินก็ดึงตัวเขาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด "การ์ดสีดำที่สอดอยู่ในหนังสือที่ให้เป็นของขวัญวันเรียนจบ ลูกต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด รอจนกว่าลูกจะมีพลังแข็งแกร่งพอ แล้วค่อยไปค้นหาความลับของมันนะ"
เยว่เหวินไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของพ่อ หลังจากที่รถชนเข้ากับตึกริมถนนและหยุดลง ท่ามกลางสติที่เลือนราง เขามองเห็นพ่อแม่คลานออกมา แล้วเดินฝ่าสายหมอกสีดำที่แผ่ออกมาจากรอยแยกนั้นไป
จากนั้นสติของเขาก็ค่อยๆ ดับวูบและสลบไสลไป
พอฟื้นขึ้นมาอีกทีก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว
ตอนที่กลับมาถึงบ้าน หลายจุดมีร่องรอยถูกรื้อค้น น่าจะเป็นคนของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติที่เข้ามาค้นหา แต่การ์ดที่สอดอยู่ในของขวัญวันเรียนจบนั้นยังคงอยู่ การ์ดใบนี้เขาดูไม่ออกเลยว่ามีความพิเศษอะไร ไม่มีแม้แต่ความผันผวนของพลังวิญญาณ ดูเหมือนเป็นแค่วัสดุธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง
และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้มันรอดพ้นจากการถูกค้นเจอ
ตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนการ์ดใบนั้น เยว่เหวินเคยลองค้นหาดูตามอินเทอร์เน็ตไปทั่ว และเบาะแสเพียงน้อยนิดที่หาเจอกลับมาจากวิทยานิพนธ์ที่พ่อของเขาเคยตีพิมพ์ ในบทความนั้นระบุไว้ว่าตราสัญลักษณ์นี้มาจากสถานที่แห่งหนึ่ง
สุสานเสือภูเขางู