- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 11 เรื่องกล้วยๆ
บทที่ 11 เรื่องกล้วยๆ
บทที่ 11 เรื่องกล้วยๆ
ชายชุดดำจากไปอย่างสงบ
...
ในชั่วพริบตาที่แสงกระบี่พุ่งเข้าหาตัว อันที่จริงเขาพยายามดิ้นรนต่อสู้แล้ว
เขารวบรวมสายลมสีดำทะมึนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาไว้ที่หน้าอกอย่างรวดเร็ว ในสายลมนั้นราวกับมีตั๊กแตนนับไม่ถ้วนแฝงอยู่ พวกมันกัดกินพลังจิตที่เยว่เหวินใช้ควบคุมกระบี่บินอย่างบ้าคลั่ง หวังจะตัดขาดการควบคุมของเยว่เหวินที่มีต่อกระบี่
ขอเพียงพลังจิตของเยว่เหวินไม่มั่นคง เขาก็สามารถทำลายมันได้ เมื่อกระบี่บินหลุดการควบคุม แสงกระบี่จะสลายไปเอง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงก็คือ ชายหนุ่มที่โผล่มาอย่างกะทันหันผู้นี้ กลับมีรากฐานตบะที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์สำนักเซียนเมื่อครู่นับร้อยเท่า! พลังปราณแท้จริงของคนผู้นี้อัดแน่น พลังจิตหนักแน่นมั่นคง
แก่นแท้ ปราณ และจิตวิญญาณ ไร้ซึ่งช่องโหว่โดยสิ้นเชิง!
นี่คือความห่างชั้นของเคล็ดวิชาอย่างแท้จริง การที่สามารถบดขยี้ศิษย์สำนักหลินเจียงได้อย่างราบคาบ หรือว่าคนผู้นี้จะมาจากสำนักเซียนที่มีสถานะสูงส่งกว่า?
ชายชุดดำนึกถึงบรรดาสำนักเซียนชั้นนำที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกมนุษย์ เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออก ว่าตัวเองไปดึงดูดยอดฝีมือระดับนี้ให้ลงมือได้ยังไง?
และคนระดับนี้ กลับยอมลงทุนเนียนเป็นศพอยู่นานสองนาน เพียงเพื่อจะลอบโจมตีเขาเนี่ยนะ!
อยากให้ตายตกกันขนาดนั้นเลยเหรอ?
ก็คงทำได้แค่ยอมโดนฆ่าแล้ว
คัมภีร์วิถีมังกรแท้จริงโคจรอย่างรวดเร็วสุดขีด พลังปราณแท้จริงอันมหาศาลทะลักเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย กระบี่บินทะลวงผ่านหน้าอกของชายชุดดำอย่างไม่ปรานีในชั่วพริบตา
ฉูด—
ละอองเลือดสาดกระจายอยู่เบื้องหลังชายชุดดำ
เขาก็เหมือนกับปีศาจน้อยพวกนั้นเมื่อคืน ที่ไม่มีกฎหมายข้อใดมาคุ้มครอง สิ่งที่ต่างกันคือ ปีศาจน้อยพวกนั้นไม่กล้าทำเรื่องเลวร้าย เยว่เหวินจึงไม่กล้าลงมือฆ่าทิ้ง
แต่พอต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนสายมารที่ก่อกรรมทำเข็ญมานักต่อนักคนนี้ เขากลับไม่มีความรู้สึกผิดบาปใดๆ ในใจเลยแม้แต่น้อย
กระบี่ทะลวงขั้วหัวใจ ผู้ฝึกตนสายมารล้มลงกับพื้น แววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม พร้อมกับพึมพำออกมาว่า "ฉันไม่เคยเห็นหน้าแกมาก่อนเลย ใครส่งแกมากันแน่..."
เยว่เหวินยืนอยู่บนเนินเขา เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ฉันคือผู้ดูแลสำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินหนึ่งพันหยวนให้มาทำความสะอาดสิ่งชั่วร้ายที่สุสานฝั่งตะวันออกแห่งนี้"
"หนึ่งพัน... หนึ่งพันหยวน..." ชายชุดดำตาถลน เลือดทะลักออกจากปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "เงินแค่พันหยวน แกถึงกับ... ฉัน..."
ยังไม่ทันพูดจบ ชายชุดดำก็สิ้นลมหายใจไปซะแล้ว
เยว่เหวินรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ขยับเขยื้อนอีกแล้ว จึงเดินเข้าไปดูหน้าตาให้ชัดเจน
เป็นชายวัยกลางคนผิวขาวซีด ผิวหนังเหี่ยวย่นอย่างรุนแรง ดูผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก
ถ้าบังเอิญเดินสวนกันตามท้องถนน เยว่เหวินคงคิดว่าคนๆ นี้เป็นผู้ป่วยที่อ่อนแอขี้โรค คงเดาไม่ออกเลยว่าจะเป็นผู้ฝึกตนสายมารที่ฆ่าคนโดยตาไม่กะพริบ แต่ในยุคสมัยนี้ กลับมีคนแบบนี้ซุกซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอยในเมืองมากมาย
แม้การฆ่าคนจะไม่ได้รางวัลเป็นเงินสะกดสิ่งชั่วร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยเสียทีเดียว
พอเยว่เหวินยืนยันแน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายตายสนิท ก็เดินเข้าไปเริ่มค้นตัว ผู้ฝึกตนสายมารพวกนี้มักจะร่อนเร่พเนจรไปทั่ว ของมีค่าส่วนใหญ่มักจะพกติดตัวไว้เสมอ
อาศัยจังหวะที่ฉีเตี่ยนยังไม่ได้สติ ค้นเจออะไรก็ตกเป็นของเขาทั้งหมด
บนพื้นมีกระบอกใส่คันเบ็ดตกปลาทิ้งไว้อันหนึ่ง ข้างในว่างเปล่า คาดว่าน่าจะเอาไว้ใส่ธงใหญ่ที่ปักอยู่ตรงนั้น และผู้ฝึกตนสายมารคนนี้คงไม่มีของวิเศษประเภทจัดเก็บสิ่งของ ถึงต้องม้วนธงใหญ่ใส่ไว้ในกระเป๋าใส่คันเบ็ดเพื่อพรางตา
แบบนี้กลับยิ่งทำให้ค้นตัวง่ายขึ้นไปอีก
แม้ธงใหญ่นั่นจะดูน่าสนใจไม่เลว แต่เยว่เหวินไม่กล้าหยิบไป
ของพรรค์นี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของวิเศษสายมาร ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาบูชายัญเซ่นไหว้บ้าง ไม่ว่าจะเอาไว้ใช้เองหรือเอาไปขายก็ถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรง อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนสายมารที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด แต่เยว่เหวินเป็นคนดีมีหน้ามีตา มีบ้านมีช่อง จะให้ทำเรื่องแบบนี้ก็คงไม่ได้
อันดับแรกเขาคลำเจอกระเป๋าคาดเอวใบหนึ่งบนเอวของชายชุดดำ พอเปิดออกดูก็พบเงินสดปึกหนึ่ง น่าจะประมาณสี่ห้าหมื่นหยวนได้
"ขอบคุณครับเถ้าแก่" เยว่เหวินเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยัดเงินสดก้อนนั้นใส่กระเป๋าตัวเองอย่างไม่เกรงใจ
จากนั้นเขาล้วงเอาโทรศัพท์มือถือของชายชุดดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ พบเห็นมีคนส่งข้อความมาหา แต่เยว่เหวินไม่รู้รหัสปลดล็อก จึงดูข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้แล้ว
นี่ไม่ใช่สิ่งที่วิชาอาคมจะทำได้ แต่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี
เอาไว้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติที่จะมาจัดการเก็บกวาดทีหลังก็แล้วกัน
ต่อมาเขาค้นเจอหัวกะโหลกแกะสลักสีดำทองครึ่งซีกจากบริเวณหน้าอกของชายชุดดำ ดูจากงานแกะสลักที่ประณีต สีสันดูเก่าแก่คลาสสิก ทั่วทั้งชิ้นมีลวดลายคล้ายเกล็ดละเอียด ดูไม่เหมือนของวิเศษสายมาร ไม่รู้ว่าเป็นของล้ำค่าอะไร
แม้เยว่เหวินจะไม่รู้ว่าของชิ้นนี้มีไว้ทำอะไร แต่เขาดูออกว่าวัสดุของหัวกะโหลกชิ้นนี้ดูเหมือนจะเป็นทองคำลายมังกรวารีทมิฬ ซึ่งเป็นโลหะเซียนที่ค่อนข้างล้ำค่าชนิดหนึ่ง
"เอาไปตรวจดูหน่อยดีกว่า" เยว่เหวินคิดในใจ ก่อนจะเก็บหัวกะโหลกสีดำทองครึ่งซีกนี้ไว้เช่นกัน
ค้นตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติมแล้ว
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ การมีของวิเศษติดตัวสักชิ้นสองชิ้นก็ถือว่าร่ำรวยแล้ว เยว่เหวินไม่ได้รังเกียจว่ามันน้อยไป ทว่าพอจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็ยังไม่ได้รีบไปช่วยฉีเตี่ยน
แต่กลับเดินไปที่ศพของ "จางเหว่ย"
...
ท่านประมุขแห่ง "ลัทธิเหมียวเหมียว" ก็กำลังตามหาอีกฝ่าย นายจ้างเบื้องหลังผู้ฝึกตนสายมารคนนี้ก็กำลังตามหาอีกฝ่ายเช่นกัน จางเหว่ยที่ตายเพราะอุบัติเหตุคนนี้เป็นเพียงพนักงานร้านขายของเก่าที่ไม่มีตบะอะไรเลย
ทำไมล่ะ?
เมื่อครู่ชายชุดดำเปิดเผยว่า จางเหว่ยขโมยของบางอย่างไปจากร้านขายของเก่าแห่งนั้น ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับของชิ้นนั้น
ในเมื่อคนพวกนี้อยากมาตามหาศพของจางเหว่ย งั้นของชิ้นนั้นก็น่าจะซ่อนอยู่กับร่างนี้นี่แหละ
ไหนๆ ตอนนี้ก็มีโอกาสแล้ว ขอดูหน่อยว่ามันคืออะไร คงไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง
กระดูกทั่วร่างของจางเหว่ยหักหลายซีก ดูเหมือนว่าจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ค่อนข้างรุนแรง เยว่เหวินลองคลำดูคร่าวๆ ก็ไม่พบอะไร
ศพที่ตายเพราะอุบัติเหตุพวกนี้ ก่อนนำไปฝังย่อมต้องถูกค้นตัวมาแล้วอย่างแน่นอน ของใช้ติดตัวก็มักจะถูกเก็บรักษาไว้รอญาติมารับกลับไป
ในเมื่อศพของเขาถูกนำมาฝังแล้ว งั้นภายนอกก็คงไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
การที่คนพวกนั้นยังคงมาตามหาศพของเขา เป็นไปได้มากว่าอาจจะใช้วิธีต่างๆ นานาตรวจสอบของใช้ติดตัวที่ถูกเก็บรักษาไว้หมดแล้ว
แต่ก็คว้าน้ำเหลว
ทว่าจางเหว่ยเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่สามารถใช้ของวิเศษประเภทจัดเก็บของได้ ถ้าไม่ได้ทำตกหายอยู่ข้างนอก งั้นเขาจะเอาของไปซ่อนไว้ที่ไหน ถึงจะลึกที่สุดได้ล่ะ?
เยว่เหวินไม่ได้คิดให้ปวดหัว แต่ใช้วิธีกระตุ้นเข็มชี้วิญญาณโดยตรง
เพราะจางเหว่ยเป็นคนธรรมดา ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เป็นของธรรมดาสามัญ หากมีของที่มีความผันผวนของพลังวิญญาณอยู่ ก็น่าจะเป็นของล้ำค่าที่คนพวกนั้นกำลังตามหา โดยไม่มีตัวเลือกอื่นมาคอยรบกวน
ในเวลาแบบนี้ การใช้เข็มชี้วิญญาณค้นหาสมบัติถือว่าเหมาะสมที่สุด
หน้าปัดของเข็มชี้วิญญาณเปล่งแสงอบอวล พอหมุนอย่างรวดเร็วสองรอบ ก็ชี้ตรงไปที่กลางกระหม่อมของจางเหว่ย
"อยู่ในหัว?" เยว่เหวินขมวดคิ้ว "ไม่ใช่สิ อยู่ในผมของเขาต่างหาก!"
เขายื่นมือออกไปดึงอย่างแรง ผลปรากฏว่าดึงเอาผมแสกกลางของจางเหว่ยหลุดติดมือมาด้วย นี่มันวิกผมที่รัดแน่นสุดๆ นี่นา!
พอดึงวิกผมออก ก็เผยให้เห็นหัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งราวกับลูกกีวี และระหว่างวิกผมกับหนังศีรษะ ก็มีเศษผ้าสีม่วงบางๆ แผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมา
จางเหว่ยคนนี้อายุยังน้อยก็หัวล้านแล้วเหรอเนี่ย?
ชีวิตช่างบัดซบจริงๆ
เยว่เหวินทอดถอนใจพลางหยิบผ้าแผ่นนั้นขึ้นมาดู เห็นรอยฉีกขาดทั้งสี่ด้าน รูปทรงไม่สม่ำเสมอ ราวกับถูกฉีกมาจากที่ไหนสักแห่ง สัมผัสดูแล้วคล้ายกับหนังแกะ ด้านหน้าเป็นสีทองอมม่วง ด้านหลังเป็นสีดำ ทั้งสองด้านว่างเปล่า ตรงมุมซ้ายล่างของด้านสีทองอมม่วง มีตราสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนและแปลกประหลาดสลักอยู่
มันคือภาพงูพิษนับไม่ถ้วนกำลังแลบลิ้นเลื้อยพันรอบเสือเขี้ยวดาบตัวหนึ่ง ดูเหมือนกำลังต่อสู้ แต่ก็ดูเหมือนกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน ประกอบกันเป็นตราสัญลักษณ์ทรงกลม
วินาทีที่เห็นตราสัญลักษณ์นั้น นัยน์ตาของเยว่เหวินพลันหดเกร็ง แววตาสั่นไหวอย่างรุนแรง!
ตราสัญลักษณ์นี้เขาเคยเห็นมาก่อน...
และจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด
ที่แท้ของที่คนๆ นี้ขโมยมา กลับเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้น มิน่าล่ะถึงได้มีคนจ้องตาเป็นมันเยอะขนาดนี้
เยว่เหวินไม่กล้าดูนาน รีบยัดเศษผ้าไหมนั้นเก็บไว้ในอกเสื้อ เตรียมจะกลับไปศึกษาดูอย่างละเอียดทีหลัง จากนั้นก็สวมวิกผมกลับคืนให้อีกฝ่าย
แกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...
พอจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เดินทอดน่องไปหาฉีเตี่ยน รวบรวมพลังปราณแท้จริงไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วดึงเข็มเหล็กทั้งสี่เล่มบนตัวออกให้
"อ๊าก!"
เมื่อเข็มเหล็กหลุดออกจากร่าง ฉีเตี่ยนที่ถูกผนึกไว้ฟื้นคืนสติทันที เขาร้องเสียงหลงแล้วลุกพรวดขึ้นนั่ง
พอตั้งสติได้ชั่วครู่ เห็นเยว่เหวินอยู่ตรงหน้า เขาก็รีบตะโกนบอก "เยว่เหวิน? รีบหนีไป! ไปตามสำนักงานปราบปรามความผิดปกติมาที่นี่ ฉันจะคอยระวังหลังให้เอง! ผู้ฝึกตนสายมารคนนี้น่าจะเป็นศิษย์ของตำหนักผีเปลวเพลิง พลังตบะร้ายกาจมาก สู้ไม่ไหวแน่!"
"พี่ฉี ไม่ต้องตกใจไปครับ" เยว่เหวินตบไหล่เขาเบาๆ สองทีเพื่อปลอบโยน "ผู้ฝึกตนสายมารคนนั้นถูกผมฆ่าตายไปแล้ว"
"นายเนี่ยนะ?" ฉีเตี่ยนอึ้งไปครู่หนึ่ง คล้ายไม่อยากจะเชื่อ "ฆ่ามันตายแล้วเหรอ?"
"นั่นไง" เยว่เหวินชี้ไปที่ศพบนยอดเนิน แม้จะเป็นเวลากลางคืนที่มืดมิด ทว่าสายตาของฉีเตี่ยนที่ได้รับการหนุนนำจากพลังบำเพ็ญเพียรย่อมไม่มีปัญหา เขามองเห็นสภาพศพอันน่าสยดสยองของผู้ฝึกตนสายมารคนนั้นได้อย่างชัดเจนในทันที
แววตาของฉีเตี่ยนเต็มไปด้วยความตกตะลึง
อย่างแรกเลย เยว่เหวินทำได้ยังไง?
ต่อให้ระดับตบะจะสูงกว่าเขาหนึ่งขั้นย่อย ฉีเตี่ยนก็ไม่คิดว่าพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายจะเหนือกว่าตนเองได้
เพราะยังไงเย่วเหวินก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ
ภาพจำของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระคือ ขาดแคลนทั้งเคล็ดวิชา ขาดแคลนทั้งวิชาอาคม ขาดแคลนทั้งของวิเศษ... และแม้จะหลุดพ้นจากภาพจำนี้ ความจริงก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ดี
อย่างที่สอง เขากล้าลงมือได้ยังไง?
ลุงหวงเคยบอกว่าจ้างเยว่เหวินมาแค่พันหยวนเอง นายแค่ทำความสะอาดปีศาจโคมไฟก็พอแล้ว การฆ่าผู้ฝึกตนสายมารมันใช่หน้าที่ของนายซะที่ไหน?
ได้เงินแค่พันเดียว นายจะเอาชีวิตไปเสี่ยงทำไม?
หลังจากอึ้งไปพักใหญ่ ฉีเตี่ยนถึงได้เอ่ยปากถาม "ทำได้ยังไงน่ะ?"
"ก็..." เยว่เหวินทำท่าทางชักกระบี่ออกฟัน "ก็ทำแบบนี้แหละครับ"
เขาไม่อยากเปิดเผยว่าตัวเองรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "จางเหว่ย" จึงย่อเหตุการณ์ให้เหลือแค่ว่า ตัวเองเห็นฉีเตี่ยนกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบวิ่งเข้าไปแล้วฟันผู้ฝึกตนสายมารตายในดาบเดียว
"ง่ายๆ แค่นี้เองเหรอ?" สีหน้าของฉีเตี่ยนดูเลื่อนลอยเล็กน้อย ความตกตะลึงนั้นยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้
"ก็แค่ผู้ฝึกตนสายมารขอบเขตหลอมรวมคนนึงเอง จะยากอะไรนักหนา" เยว่เหวินยักไหล่ สีหน้าเรียบเฉย "ก็แค่เรื่องกล้วยๆ น่ะครับ"