- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 92 ศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน
บทที่ 92 ศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน
บทที่ 92 ศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียน
บนเนินเขาเตี้ย กลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่ไม่สูงนักตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา ร่างของคนสองคนเดินฝ่าดงไม้และพงหญ้าอันเบาบาง ลัดเลาะไปตามทางเขา จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งนั้น
“หมู่บ้านนี้ใหญ่อยู่เหมือนกัน…”
เหอผิงเดินเข้ามาจากทางปากหมู่บ้าน พบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ใหญ่กว่าที่จินตนาการไว้ บ้านดินอัดแน่นตั้งเรียงรายหลังแล้วหลังเล่า ตรงกลางเป็นถนนปูหินยาวเหยียด ขนาบข้างด้วยบ้านเรือน เขายังสังเกตเห็นว่าที่ทางเข้าฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน ยังมีแท่นหินสำหรับผูกม้าตั้งอยู่ด้วย
“ที่นี่เรียกว่าหมู่บ้านหมื่นสุข” ชือซินจื่อกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ตามคำบอกเล่าของหัวหน้าหมู่บ้าน สมัยก่อนภูเขาหินแถวนี้เหมาะแก่การทำปูนขาว มันจึงมีผู้คนจำนวนมากมาประกอบอาชีพขุดปูนขาว แต่เพราะโจรผู้ร้ายชุกชุม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพออกไป นานวันเข้า เรือกสวนไร่นาก็รกร้าง เหลือเพียงคนแก่คนป่วยและคนพิการเท่านั้น…”
เหอผิงได้ยินดังนั้น คิ้วก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย เขาพบเรื่องประหลาดบางอย่าง นั่นคือตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าหมู่บ้านมา หูของเขาก็ไม่ได้ยินเสียงแมลงร้อง สุนัขเห่า หรือนกร้องเลยแม้แต่ตัวเดียว อีกทั้งในหมู่บ้านยังไม่มีเป็ดไก่สักตัว ความเงียบงันนี้ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
เหอผิงและชือซินจื่อเดินมาตามถนนปูหินใจกลางหมู่บ้าน นานๆ ครั้งจะมีชาวบ้านแบกจอบเดินสวนผ่านไป เขาชำเลืองมองคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก็พบว่าชาวบ้านเหล่านี้มีหน้าตาอัปลักษณ์ผิดปกติ
มนุษย์เราไม่ได้เกิดจากแม่คนเดียวกัน ร้อยคนร้อยแบบ หน้าตาย่อมไม่เหมือนกัน ความงามความน่าเกลียดล้วนแล้วแต่ลิขิตสวรรค์
เหอผิงไม่ได้วิจารณ์ความงามหรือความอัปลักษณ์ของผู้อื่น เขาเพียงแต่รู้สึกว่ารูปลักษณ์ของชาวบ้านเหล่านี้ แฝงไว้ด้วยความวิปริตพิกล
ไม่สิ ต้องบอกว่า... คนพวกนี้ หน้าตาประหลาดจนเกินไป
ชาวบ้านที่เดินสวนไปไม่ได้พิการร่างกายหรือแขนขาขาด แต่เครื่องหน้ากลับดูพิสดาร อาทิเช่น ดวงตาเล็กผิดปกติ จมูกแทบจะแบนราบ ดวงตาปูดโปนออกมา ผิวหนังหยาบกร้าน หน้าตาของพวกเขามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก ดวงตาตี่เล็ก หน้าผากแคบ ปากกว้างผิดปกติ สรุปคือ... เต็มไปด้วยความไม่สมประกอบที่ชวนให้รู้สึกสยดสยอง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหอผิงจึงมองไปยังบ้านดินมุงจากรอบๆ เขาตกใจเมื่อพบว่าหลังประตูไม้ของกำแพงดินเหล่านั้น ล้วนซ่อนไว้ด้วยใบหน้า ใบหน้าซูบผอมดำคล้ำเหล่านั้นแอบอยู่หลังประตู จ้องมองมาที่พวกเขาสองคน
ชั่วครู่เดียว สายตามากมายจากหลังบานประตูบ้านดินก็ระดมจับจ้องมาที่ชือซินจื่อและเหอผิง นั่นเป็นสายตาที่แปลกประหลาด เหอผิงสัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่สายตาที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโลภ หรืออาจจะเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้าย
ความรู้สึกนี้ชวนให้อึดอัดอย่างยิ่ง เหอผิงถึงกับรู้สึกว่านั่นคือความหิวโหยอันรุนแรง ชาวบ้านที่นี่มองเขา ราวกับกำลังมองก้อนเนื้ออันโอชะ
“ศิษย์พี่ หมู่บ้านนี้มัน...?!”
เหอผิงกระซิบถามประโยคหนึ่ง “มันดูออกจะ…”
“อย่าเพิ่งถาม ไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านก่อน”
ชือซินจื่อโบกมือ เดินสาวเท้าก้าวยาวๆ นำเขาไปยังลานกว้างของบ้านหลังใหญ่
พอเข้าไปในตัวบ้านก็เห็นชายชราท่าทางงกๆ เงิ่นๆ คนหนึ่ง ถือไม้เท้าเดินเข้ามาหา
“ท่านอาจารย์อวี๋ ท่านกลับมาแล้วรึ”
ชือซินจื่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ในฐานะคนขายของชำ คาดว่าคงใช้ชื่อปลอมแซ่อวี๋ ชายชราผู้นี้จึงเรียกเขาว่า ‘อาจารย์อวี๋’ เช่นนั้น
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าต้องขออภัยด้วย ผู้นี้คือบัณฑิตที่เดินทางมาแสวงหาความรู้ แต่เพราะหลงทาง ซ้ำถนนหลวงยังถูกหิมะปิดกั้น เขาจึงหลงเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้เข้า ข้าจะขอรบกวนให้เขาพักอาศัยอยู่ที่นี่สักไม่กี่วันได้หรือไม่”
ชือซินจื่อแย้มยิ้ม แนะนำเหอผิงที่อยู่ด้านหลังให้ชายชรารู้จัก เหอผิงก็ประสานมือคารวะ โค้งกายคำนับอย่างนอบน้อม
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้น้อยทราบดีว่าเป็นการรบกวน แต่เวลานี้หิมะข้างนอกตกหนัก ไม่สะดวกแก่การเดินทาง หวังว่าท่านจะช่วยอนุเคราะห์”
“คุยกันได้ คุยกันได้”
ไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้อายุเท่าไหร่แล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยและผมขาวโพลน กิริยาท่าทางสั่นเทาเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เขาไอโขลกขลากพลางเอ่ยช้าๆ ว่า “หมู่บ้านหมื่นสุขปกติไม่มีใครแวะเวียนมา ท่านอาจารย์อวี๋และแขกเหรื่อมาที่นี่ ชาวบ้านต่างก็ดีใจ พวกท่านอยากอยู่กี่วันก็อยู่ไปเถิด…”
หัวหน้าหมู่บ้านคุยกับชือซินจื่ออีกครู่หนึ่ง เขาก็ยันไม้เท้าเดินโซซัดโซเซออกจากลานบ้านไป
“ไปกันเถอะ”
ชือซินจื่อเพียงปรายตามองหัวหน้าหมู่บ้านที่จากไปแวบหนึ่ง แล้วยื่นมือผลักประตูห้องบานหนึ่งเปิดออก
“ศิษย์น้อง เข้ามาด้วยกันสิ!”
เมื่อประตูห้องเปิดออก ก็เห็นคนนั่งอยู่ภายในห้องหลายคน เหอผิงยืนอยู่หน้าธรณีประตู หรี่ตามองสำรวจก็สังเกตเห็นว่าในห้องมีคนนั่งอยู่หกคน หนึ่งในนั้นเป็นชาวนาเฒ่าอายุราวเจ็ดแปดสิบปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ บนไหล่ซ้ายพาดถุงผ้าใบหนึ่ง กำลังสูบกล้องยาสูบ
ด้านหลังชาวนาเฒ่ามีคนยืนอยู่สามคน ทั้งสามสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเหลือง รูปร่างผอมแห้ง ผอมจนเห็นโครงกระดูกราวกับต้นปอหยาง ใบหน้าเหลืองซีด ทั้งสามหน้าตาเหมือนกันชัดเจนว่าเป็นพี่น้อง
สามพี่น้องนี้ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังชาวนาเฒ่า แต่ละคนมีสีหน้าเรียบเฉย ดุจบ่อน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น
ที่โต๊ะอีกชุดหนึ่ง มีคนนั่งอยู่ดูคล้ายคู่แม่ผัวลูกสะใภ้ แม่ผัวเป็นหญิงชราหน้าตาเหี่ยวย่นราวนกเขา ผิวหนังแห้งกร้านดุจหนังไก่ ผมขาวราวสีเงิน หญิงชราสวมชุดดำ ปากแห้งเม้มสนิท ถลึงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว จ้องมองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างกาย
บนเก้าอี้ตัวนั้น มีหญิงสาวชุดแดงท่าทางเหมือนภรรยาน้อยนั่งอยู่ ขอบตาของนางแดงระเรื่อ มือถือผ้าเช็ดหน้าคอยซับน้ำตาที่หางตา
คนสองกลุ่มในห้องนี้ แบ่งแยกเขตแดนกันชัดเจน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่เป็นคนละขั้วอำนาจ
“ชือซินจื่อ ในที่สุดเจ้าก็กลับมา”
ชาวนาเฒ่าที่สูบยาเส้นเงยหน้าขึ้นทันควัน เสียงแหบพร่าอันเยือกเย็นดังขึ้น “หึหึ เจ้าออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง ไฉนถึงพาคนกลับมาเพิ่มอีกคนเล่า”
“เฒ่าเหยากุ่ย ข้าขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือศิษย์น้องของข้า แซ่เหอ... เป็นศิษย์ของอาจารย์อู๋โหยวเซิงเช่นกัน พลังตบะฝีมือไม่ด้อยไปกว่าข้าแม้แต่น้อย ครั้งนี้ที่จะไปสำรวจถ้ำเซียนวารี หลวงจีนมารชุดแดงอับราคงมาไม่ได้แล้ว รอบนี้ให้ศิษย์น้องของข้าเสียบแทนอับราซะ”
“น่าขัน”
หญิงชราผมขาวโพลนรูปร่างผอมเกร็งแค่นหัวเราะเย็นชา
“ชือซินจื่อ เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะยัดเยียดคนเข้ามาส่งเดชอีก แท้จริงแล้วมีเจตนาอะไรแอบแฝงอะไรกันแน่ อีกอย่างเจ้าเด็กที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ ไม่กล้าแม้แต่จะเผยโฉมหน้าแท้จริงเช่นนี้ มีคุณสมบัติอะไรมาแทนที่หลวงจีนมารชุดแดง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยายเฒ่าเหมียวฮวา เจ้าย่อมไม่รู้ หลวงจีนมารชุดแดงนั่นน่ะอยากมาใจจะขาด แต่คนตายเกรงว่าอยากมาก็คงมาไม่ได้แล้ว!”
บนใบหน้าชือซินจื่อปรากฏรอยยิ้ม สายตาเบนไปทางเหอผิง
“หลวงจีนมารชุดแดงอับราผู้นั้น พอเจอกับศิษย์น้องของข้า อับราก็ถือดีว่าตนมีตบะแก่กล้า คิดจะใช้วิชาพุทธแห่งสำนักอุโบสถวัชรฌานมาประมือกับวิชาหุ่นเชิดของสำนักหุ่นเชิดเซียนข้า เพื่อพิสูจน์ว่าจิตพุทธของตนมั่นคงเพียงใด ผลสุดท้ายกลับพลาดท่า สิ้นชีพไปซะนี่!”
“ไต้ซืออับราสมกับเป็นเกจิอาจารย์แห่งสำนักอุโบสถวัชรฌาน น่าเสียดายที่ฝีมือยังด้อยไปขั้นหนึ่ง บวกกับไต้ซือมีจิตใจเมตตาอารี ข้าเองก็พลั้งเผลอ ไม่ทันระวังก็เลยเผลอตีเขาตายไปเสียแล้ว!”
เหอผิงเองก็รับลูกคู่กับชือซินจื่อเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ก่อนไต้ซือจะมรณภาพ ยังได้มอบสร้อยคอกะโหลกเส้นนี้ให้แก่ข้า ไต้ซือช่างเปี่ยมด้วยความเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้คนโดยแท้”
กล่าวจบ เขาก็หยิบลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินเส้นนั้นออกมา
เฒ่าเหยากุ่ยกับยายเฒ่าเหมียวฮวา ทีแรกยังนึกว่าชือซินจื่อพูดเพ้อเจ้อ แต่พอเหอผิงหยิบลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินออกมา ทั้งสองต่างก็ชะงักงัน ตระหนักถึงความร้ายกาจขึ้นมาทันที
คนทั้งสองไม่ใช่ผู้ไร้ความรู้ เฒ่าเหยากุ่ยกับยายเฒ่าเหมียวฮวาต่างจำได้ว่าลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินนี้ เป็นศาสตราวุธวิเศษสายสำนักอุโบสถวัชรฌาน และเป็นของวิเศษคู่กายที่หลวงจีนมารชุดแดงอับราหวงแหนที่สุด
สร้อยคอกะโหลกนี้หลอมสร้างได้ยากยิ่ง ต่อให้ฝืนทำจนสำเร็จ มันก็ต้องใช้เลือดเนื้อของมนุษย์เป็นเครื่องเซ่นสังเวยแก่ภูตผีที่สิงสถิตอยู่ในกะโหลกจึงจะคงสภาพมันไว้ได้ หากละเลยการเซ่นไหว้ ก็จะถูกมันกัดกินย้อนกลับ
‘หลวงจีนมารอับราผู้นั้น ปกติหวงแหนลูกประคำเส้นนี้ยิ่งกว่าอะไร มีหรือจะยอมให้คนนอกแย่งชิงไป ดูท่ามันคงจะตายแล้วจริงๆ!’
‘หลวงจีนมารนั่นมาจากสำนักอุโบสถวัชรฌานแห่งอาณาจักรต้าซีเย่ เรียนรู้วิชามารร้ายกาจมาท่วมตัว ต่อให้ข้าลงมือเองก็ยังยากจะจัดการ รุ่นเยาว์แห่งสำนักหุ่นเชิดเซียนผู้นี้มีความสามารถถึงเพียงนี้ ย่อมไม่อาจมองข้ามได้…’
สีหน้าของทั้งสองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แทบจะเรียกได้ว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ ในเมื่อเป็นศิษย์เอกของสำนักหุ่นเชิดเซียนภายใต้อู๋โหยวเซิง ย่อมมีฝีมือพอที่จะเข้าร่วมการเดินทางสู่ถ้ำเซียนวารีในครั้งนี้”
เฒ่าเหยากุ่ยเคาะกล้องยาสูบ น้ำเสียงแหบพร่าปนหยาบกระด้างดังขึ้น
“อับราฝีมือไม่เอาไหน ตายไปก็สมควรแล้ว... หึหึ ได้ยอดฝีมือเพิ่มมาอีกคน การเดินทางครั้งนี้ก็มีกำลังเสริมเพิ่มขึ้น ไม่ถือเป็นเรื่องแย่”
“หึหึ ขนาดหลวงจีนมารอับรายังถูกเจ้าฆ่าตาย ยายแก่อย่างข้าก็ไม่มีความเห็นอะไร”
ยายเฒ่าเหมียวฮวาแสยะยิ้มราวกับสุนัขจิ้งจอกเฒ่า
“เพียงแต่ในกลุ่มพวกเรา ยังมีตาเฒ่าหนวดขาวอีกคนที่เพิ่งออกไปข้างนอก หากเขาไม่คัดค้าน ข้าก็ย่อมยินดีต้อนรับท่านเหอ... ท่านเหอผู้นี้”
เสียง ‘กึก’ ดังขึ้น หน้าต่างห้องถูกผลักเปิดจากด้านนอก ใบหน้าที่ดูราวกับสวมหน้ากากกระเบื้องเคลือบส่งยิ้มเข้ามา
“คนที่ชือซินจื่อพามา ข้าอาคันตุกะเคราขาวอู๋เหมยจื่อย่อมยอมรับอยู่แล้ว ผู้น้อยอู๋เหมยจื่อแห่งตำหนักเกราะม่วง คารวะท่านเหอ”
สิ้นเสียง ร่างเงาจากนอกหน้าต่างก็เคลื่อนเข้ามาอย่างพิสดารราวกับทั่วร่างไร้กระดูก ลื่นไหลประดุจปลาไหล เพียงวูบเดียวร่างก็เข้ามาอยู่ในห้อง แม้แต่เหอผิงเองก็ยังมองไม่ทันว่าเขาทำได้อย่างไร
‘ตำหนักเกราะม่วงหนึ่งในเก้ามารอมตะ ตำหนักเกราะม่วงศรัทธาในจอมมารเบญจธาตุมาแต่ไหนแต่ไร เชี่ยวชาญ ‘กายาเบญจธาตุ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ศิษย์สำนักนี้มีความวิปริตพิสดารที่สุด เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอำมหิต เจ้าอาคันตุกะเคราขาวอู๋เหมยจื่อผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา อันตรายยิ่งกว่าเฒ่าเหยากุ่ยและยายเฒ่าเหมียวฮวาเสียอีก!’
เหอผิงใจหายวาบ ประเมินได้ทันทีว่าหากตัดชือซินจื่อออกไปแล้ว ใครคือผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อเขามากที่สุดในที่แห่งนี้