- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 91 พบพานแย้มยิ้ม
บทที่ 91 พบพานแย้มยิ้ม
บทที่ 91 พบพานแย้มยิ้ม
เหอผิงนั่งกลับเข้าไปในเกี้ยวกระดาษ และกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบตามทิศทางที่ระบุไว้ในยันต์หยก
ในขณะเดียวกัน เขาก็ตรวจสอบของที่ยึดมาได้หลังจากสังหารหลวงจีนมารชุดแดงผู้นั้น ครั้งนี้เขาได้ของมีค่ามาทั้งหมดสองชิ้น
ชิ้นแรกคือลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหิน สร้อยคอกะโหลกเส้นนี้นับเป็นศาสตราวุธวิเศษที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่ง หัวกะโหลกทุกหัวเลี่ยมทองฝังหยก เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของช่างชั้นครู
“น่าเสียดาย ศาสตราวุธวิเศษสร้อยคอกะโหลกนี้จำเป็นต้องใช้วิชาของสำนักพุทธในการใช้งาน ของสิ่งนี้ตกมาอยู่ในมือข้า หากหาวิธีควบคุมไม่ได้ก็คงยากที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกมาได้ในขณะนี้”
ศาสตราวุธวิเศษส่วนใหญ่นั้นผู้บำเพ็ญเพียรเป็นผู้หลอมสร้าง ดังนั้นพวกมันจึงมักแฝงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สร้างไว้อย่างเข้มข้น ตัวอย่างเช่นลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินเส้นนี้ หากไร้ซึ่งตบะของสำนักพุทธ มันก็มิอาจกระตุ้นใช้งานได้
นอกจากสร้อยคอกะโหลกแล้ว เขายังเก็บเอาบาตรทองแดงใบเล็กกลับมาด้วย บาตรใบนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น เหอผิงพลิกดูไปมาอย่างละเอียดก็พบว่าที่ก้นบาตรมีตัวอักษรแถวหนึ่งสลักอยู่
“‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป เป็นธรรมดาของความเกิดดับ ความสงบระงับคือบรมสุข’ ?”
เขาพึมพำออกมา คาดเดาว่านี่คงเป็นบทสวดทางพุทธศาสนา เพียงแต่ไม่แน่ใจว่ามีความหมายแฝงเร้นอะไรอยู่ภายใน
“บาตรทองแดงใบนี้น่าจะเป็นศาสตราวุธวิเศษเช่นกัน เพียงแต่ต่างจากสร้อยคอกะโหลกเส้นนั้น ตรงที่มิใช่ของวิเศษสำหรับใช้รุกรับ ของสิ่งนี้ดูมีความแปลกประหลาดพิกล…”
เหอผิงพินิจดูอีกพักใหญ่ก็ยังขบคิดไม่ตก สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงเลือกที่จะเก็บของทั้งสองสิ่งนี้เอาไว้ก่อน
ศาสตราวุธวิเศษของฝ่ายพุทธสายนี้ต่อให้ตนเองใช้ไม่ได้ เขาก็ยังสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้ อีกทั้งของวิเศษทั้งสองอาจจะมาจากอาณาจักรต้าซีเย่ มูลค่าต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เล่าลือกันว่า ในอดีตยามที่อาณาจักรต้าโหยวถล่มวัดสือฉาน กวาดล้างพุทธศาสนาถึงสี่ครั้งครา พวกเขาได้ยึดคัมภีร์พุทธมาเป็นจำนวนมหาศาล และอาจครอบครองเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของฝ่ายพุทธไว้บางส่วนด้วย
“...ก็นับว่ามีกำไรอยู่บ้าง”
เขาพึมพำกับตัวเอง
...
นั่งอยู่บนเกี้ยวกระดาษได้สองชั่วยาม ดูเหมือนจะถึงจุดนัดพบแล้ว เหอผิงจึงลงจากเกี้ยว
ภายนอกเกี้ยวคือป่าทึบ แสงแดดอันหม่นหมองสาดส่องปกคลุมพุ่มไม้โดยรอบ แม้แต่เงาบนพื้นดินก็ดูบิดเบี้ยวพิสดารพันลึก
ห่างออกไปหลายวาเป็นทางเดินเล็กๆ เส้นทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลดที่มีหญ้ารกชัฏโหมกระหน่ำปกคลุมสองข้างทางดั่งเปลวเพลิง ปลายสุดของทางเดินเล็กๆ สายนี้ มองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ได้อย่างเลือนราง
“ในป่าลึกดงดิบเช่นนี้ เหตุใดจึงมีหมู่บ้านตั้งอยู่?”
ในหมู่บ้านอาจมีชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ หากมาเห็นเกี้ยวกระดาษและหุ่นกระดาษเข้า ไม่แน่ว่าอาจตื่นตระหนกตกใจ เหอผิงโบกมือไปด้านหลัง หุ่นกระดาษแบกเกี้ยวหลายตัวก็ออกแรงผลัก เกี้ยวกระดาษพลันพับเก็บลง แล้วถูกดูดเข้าไปในเงาของเขาพร้อมกับหุ่นกระดาษเหล่านั้น
เหอผิงก้าวเท้าเดินหน้า เดินไปได้สักพัก ผ่านเส้นทางเล็กๆ ทะลุป่าออกมา เบื้องหน้าคือผืนนาที่ผ่านการเก็บเกี่ยวไปแล้วครั้งหนึ่ง ที่นาเหล่านี้ถูกคนพลิกหน้าดิน ก้อนดินโคลนสีดำขนาดใหญ่กองทับถมอยู่ในนา
สุดปลายคันนามีสะพานหินเล็กๆ แห่งหนึ่ง ข้างสะพานเป็นแม่น้ำที่ตื้นเขิน เนื่องจากเมื่อวานหิมะเพิ่งตก ริมแม่น้ำจึงยังมีหิมะกองอยู่
“นั่นใคร?”
เหอผิงสังเกตเห็นว่าริมแม่น้ำมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ นั่นคือชายชราที่แต่งกายคล้ายพ่อค้าเร่ขายของตามตรอกซอกซอย ชายชราผู้นี้กำลังถือคันเบ็ด นั่งตกปลาอยู่บนก้อนหิน
“ปู่คนขายของชำ?”
เขาตระหนักรู้ได้ในทันที คนผู้นี้เกรงว่าจะเป็นชือซินจื่อ และเป็นคนที่ปลอมตัวเป็นคนขายของชำ มอบยันต์หยกให้กับเด็กชายคนนั้น
‘...ถ้าเช่นนั้น การที่ข้าต้องปะทะกับหลวงจีนมารชุดแดงผู้นั้น หรือว่าจะเป็นแผนการที่เจ้านี่วางเอาไว้?’
ใจของเหอผิงกระตุกวาบ ก่อนหน้านี้เขาก็ระแวงสงสัยอยู่บ้างแล้ว เพราะการที่ยันต์หยกถูกมอบให้เด็กชายคนนั้นมันดูมีพิรุธ มาตอนนี้ดูเหมือนเรื่องราวจะบังเอิญจนเกินไป ทว่า... ตัวเขาไม่เคยเชื่อในเรื่องบังเอิญ
เพียงแต่ เขายังไม่ค่อยเข้าใจว่าชือซินจื่อทำเช่นนี้แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์อันใดกันแน่?
‘ช่างเถอะ อย่างไรเสียเจ้าหลวงจีนนั่นก็ตายไปแล้ว เรื่องนี้เอามาใช้บีบคั้นชือซินจื่อได้พอดี หากมันไม่แสดงความรับผิดชอบออกมาบ้าง ข้าก็คงต้องแตกหักกันซึ่งหน้า!’
เหอผิงแสยะยิ้มเย็นในใจ หากชือซินจื่อไม่ให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่เขา เขาก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่อย่างเป็นสุขแน่
ความคิดเพิ่งแล่นมาถึงตรงนี้ เขาก็หัวเราะเย็นชา แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “ศิษย์พี่ชือซินจื่อ ท่านช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก เหตุใดจึงมานั่งตกปลาในที่แบบนี้ได้?”
ชายชราในคราบคนขายของชำผู้นั้นบิดคอหันกลับมา ปรากฏใบหน้าที่แปลกตา ใบหน้านี้แตกต่างจากชายชราคนขายภาพอักษรคนก่อน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าทุกครั้งที่ชือซินจื่อปรากฏตัว เขาจะเปลี่ยนใบหน้าใหม่เสมอ
“ที่แท้ก็ศิษย์น้องเหอ เจ้ามาช้าไปสักวันหนึ่ง ศิษย์พี่เช่นข้าเดิมทีคาดว่าเจ้าจะมาถึงที่นี่ได้ตั้งแต่เมื่อวาน”
เหอผิงเห็นชือซินจื่อเปลี่ยนใบหน้า ในใจก็ครุ่นคิดว่าตาเฒ่าผีผู้นี้คงไม่ได้ใช้หน้ากากหนังมนุษย์แปลงโฉมเหมือนตน แต่น่าจะใช้วิชาหุ่นเชิดมนุษย์เปลี่ยนใบหน้า ถึงได้สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าได้ตามอำเภอใจ
‘จะว่าไปแล้ว ชือซินจื่อก็น่าจะใช้วิชาหุ่นเชิดมนุษย์ เพียงแต่ไม่รู้ว่าร่างกายของมันเปลี่ยนชิ้นส่วนไปมากน้อยเพียงใด ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ยิ่งเปลี่ยนชิ้นส่วนมากเท่าไหร่ พลังฝีมือก็ยิ่งแกร่งกล้ามากขึ้นเท่านั้น…’
ขณะที่ขบคิดปัญหานี้ เหอผิงก็ตอบกลับด้วย ‘สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส’ ว่า “ที่ศิษย์น้องต้องมาช้าไปหนึ่งวัน มันก็ต้องขอบคุณสิ่งที่ศิษย์พี่มอบให้นั่นแหละ”
พูดจบ เขาก็เล่าเรื่องที่ปะทะกับหลวงจีนมารรูปนั้นให้ชือซินจื่อฟัง
“ศิษย์พี่ ยันต์หยกในมือเด็กน้อยคนนั้นน่าจะเป็นฝีมือของท่าน ศิษย์พี่คงไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรือ?”
ชือซินจื่อเก็บคันเบ็ด พลันหัวเราะร่าออกมา “ศิษย์น้องอย่าเพิ่งโมโห เรื่องนี้พูดไปแล้วก็ยาวนัก หลวงจีนรูปนั้นข้ารู้จักดี มันชื่ออับรา มิใช่ชาวต้าโหยว แต่มาจากอาณาจักรต้าซีเย่ เบื้องหลังของมันไม่ธรรมดา เป็นหลวงจีนต่างแดนที่มาจากสำนักอุโบสถวัชรฌาน คิดไม่ถึงว่าศิษย์น้องจะไปเจอมันเข้า นี่ออกจะผิดจากที่ข้าคาดการณ์ไปมากนัก…”
“ศิษย์พี่ คนเปิดเผยไม่พูดอ้อมค้อม” เหอผิงกล่าวเรียบๆ “หากเป็นคนอื่นอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ข้าไม่เคยเชื่อเรื่องบังเอิญในโลก ข้าเดาว่าท่านคงอยากยืมมือข้ากำจัดหลวงจีนมารนั่น หรือไม่ก็อยากให้หลวงจีนมารกำจัดข้า ทางที่ดีที่สุดคือให้เราสองคนบาดเจ็บล้มตายทั้งคู่ ตกตายไปตามกันได้ยิ่งวิเศษ”
“เฮอะๆ ศิษย์น้องเหอ ไยเจ้าต้องพูดจาเช่นนั้น”
ชือซินจื่อส่ายหน้า
“พลังตบะของอับราผู้นั้นเทียบกับเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ ด้วยฝีมือของเจ้า การสังหารมันไม่ได้เปลืองแรงอันใด ที่ข้าอ้อมค้อมทำเช่นนี้ ก็เพื่อช่วยศิษย์น้องทำเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เจ้ากำลังเข้าใจเจตนาดีของข้าผิดไปแล้ว”
“ข้ายังเข้าใจเจตนาดีของศิษย์พี่ผิดไปอีกหรือนี่”
เหอผิงไม่โกรธแต่กลับหัวเราะ
“เช่นนั้นต้องขอให้ศิษย์พี่ช่วยชี้แนะสักหน่อยแล้ว”
“ความจริงแล้ว เรื่องราวไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าคิด”
ชือซินจื่ออมยิ้ม
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วว่าโบราณสถานเซียนวารีแห่งตำหนักมารสามกำเนิดนั้นอันตรายรอบด้าน ก่อนหน้าเจ้า ข้าได้เชิญสหายเต๋ามาสี่คน รวมเป็นห้าคนตกลงจะร่วมมือกันสำรวจโบราณสถานแห่งนั้น เจ้าหลวงจีนต่างแดนอับราก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“แล้วเหตุใดต้องเปลี่ยนคนกลางคัน?”
เหอผิงแค่นเสียงเย็น
“อับรานิสัยมุทะลุ ข้ากับอีกสามคนล้วนไม่ชอบผู้ร่วมมือรายนี้ เพียงแต่มันเองก็ล่วงรู้เรื่องโบราณสถาน หากปล่อยให้มันป่าวประกาศไปทั่ว ข่าวรั่วไหลออกไปย่อมเกิดเรื่องวุ่นวาย”
ชือซินจื่อกล่าวต่อว่า “ข้าเจตนาจะกำจัดมันทิ้ง แต่เรื่องนี้จะให้อีกสามคนรู้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงยืมมือศิษย์น้องจัดการเพื่อความสะดวก”
“นี่คือสิ่งที่ศิษย์พี่เรียกว่า ‘เจตนาดี’ ?”
“ศิษย์น้อง”
ชือซินจื่อแสร้งกระแอมเบาๆ อีกครั้ง
“เจ้าจะมาแทนที่อับราในการร่วมมือครั้งนี้ อย่างน้อยก็ต้องแสดงฝีมือให้เห็น เดิมทีข้าหวังว่าหลังจากเจ้าได้ยันต์หยกแล้ว เจ้าจะมาสมทบกับข้าที่นี่ แล้วข้าค่อยแนะนำเจ้าให้รู้จักกับอีกสามคน ซึ่งอับราก็คงจะมาถึงด้วยเช่นกัน ถึงเวลานั้นพวกเจ้าค่อยประลองกันสักยก รู้แพ้รู้ชนะกันก็พอ ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะจัดการสังหารหลวงจีนต่างแดนผู้นี้ทิ้งทันทีโดยไม่ให้สุ่มให้เสียง”
“หึหึ”
เหอผิงเพียงแค่หัวเราะเย็นชา
เจ้าชือซินจื่อนี่ เข้าใจนิสัยของเขาดีทีเดียว น่าจะวางแผนเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว...
“แต่ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องแย่ หลวงจีนต่างแดนผู้นี้มาจากสำนักอุโบสถวัชรฌาน พลังฝีมือไม่ใช่อ่อนด้อย ในเมื่อถูกเจ้าสังหารไปแล้ว การให้เจ้ามาแทนที่มัน อีกสามคนนั้นก็คงไม่มีข้อโต้แย้งอันใด”
ชือซินจื่อยิ้มพลางกล่าว “สามคนนั้นมาจากสำนักปราณวิญญาณ สำนักภูตครวญ และตำหนักเกราะม่วง ล้วนเป็นสหายเต๋าในเก้ามารอมตะ ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าสำนักหุ่นเชิดเซียนของพวกเรา หากศิษย์น้องไม่แสดงฝีมือเสียหน่อย มีหรือจะสยบคนเหล่านั้นได้ ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อศิษย์น้องจริงๆ นะ”
กล่าวจบ เขาก็ล้วงป้ายเหล็กสีเงินชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“ศิษย์น้อง ครั้งก่อนแผ่นป้ายเหล็กที่ข้าให้เจ้าไปบันทึกวิธีหลอมสร้างมารอาฆาตเอาไว้ แผ่นป้ายเหล็กชิ้นนี้ซ่อนวิชาหลอมสร้าง ‘มารมรณะ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาลับของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ เช่นกัน ถือซะว่าเป็นการไถ่โทษจากศิษย์พี่ผู้นี้!”
ชือซินจื่อสะบัดมือโยนออกไป เหอผิงก็รับแผ่นป้ายเหล็กสีเงินจางๆ ชิ้นนั้นไว้
“วิธีหลอมสร้างมารมรณะ?”
“‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มีทั้งหมดเก้าบท รวมเรียกว่า ‘เก้าหลอมมารนรก’ ซึ่งมารอาฆาตและมารมรณะล้วนเป็นหนึ่งในนั้น ในถ้ำเซียนวารียังมีของดีซ่อนอยู่อีกมาก พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมมือกัน สองใจร่วมประสาน ดุจทองคำแกร่งกล้า มิดีกว่าปล่อยให้คนอื่นชุบมือเปิบไปเปล่าๆ หรือ?”
คารมของชือซินจื่อยังคงมีผลอยู่บ้าง เหอผิงคิดใคร่ครวญดูรอบหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ได้ผิดอะไร
‘ถึงอย่างไร เวลาแตกหักก็ยังมาไม่ถึง อีกอย่างไพ่ตายของชือซินจื่อข้าก็ยังไม่รู้แน่ชัด ข้าแสร้งทำเป็นพวกโลภมากอยากได้ของวิเศษไปก่อนดีกว่า เพื่อให้เจ้านี่ตายใจแล้วค่อยหาโอกาสกำจัดทิ้งทีหลัง’
ทว่า เขาไม่เคยลืมเลยว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดในการมาที่นี่ ก็เพื่อหาโอกาสกำจัดชือซินจื่อ
เพียงแต่เพื่อลดความระแวงของชือซินจื่อให้เหลือน้อยที่สุด เหอผิงรู้สึกว่าต้องแสร้งทำเป็นคนกิเลสหนา หลังจากตรวจสอบแผ่นป้ายเหล็กหนึ่งรอบ ความเย็นชาอำมหิตที่มักฉายบนใบหน้าก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
“ศิษย์พี่พูดได้ถูกต้องยิ่งนัก พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องคือคนกันเอง ของดีในถ้ำเซียนวารีจะปล่อยให้ตกไปถึงมือคนนอกได้อย่างไร”
“ศิษย์น้องเจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ประเสริฐที่สุดแล้ว”
เหอผิงกับชือซินจื่อสบตากันแล้วยิ้มออกมา ราวกับว่าแผนการสกปรกก่อนหน้านี้ได้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น
“จริงสิ สหายเต๋าจากสำนักปราณวิญญาณ สำนักภูตครวญ และตำหนักเกราะม่วงเหล่านั้นเล่า ศิษย์พี่ไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยหรือ?”
“เรื่องนั้นคุยกันได้ พวกเราเข้าไปในหมู่บ้านกันก่อนเถอะ”
ชือซินจื่อหัวเราะร่า มือลูบเครายาว ผายมือเชื้อเชิญ