- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 90 พุทธะปราชญ์คชสารมังกร
บทที่ 90 พุทธะปราชญ์คชสารมังกร
บทที่ 90 พุทธะปราชญ์คชสารมังกร
(ขอเปลี่ยนจาก ‘จักรวรรดิซีเย่’ เป็น ‘อาณาจักรต้าซีเย่’ ขออภัยในความผิดพลาดครับ)
หลวงจีนมารกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ ร่างกายดิ้นรนอย่างสุดชีวิต หมายจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่
ทว่ายิ่งดิ้นรน ช่วงล่างของร่างกายก็ยิ่งส่งความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงขั้วหัวใจ ปากขนาดใหญ่ในหลุมลึกกำลังหุบเข้าหากัน ราวกับคีมเหล็กกล้าที่หนีบเอวของเขาเอาไว้แน่น
แสงวิญญาณคุ้มกายของเขาถูกแสงทองที่แผ่ออกมาจากขากรรไกรบนล่างของสัตว์เหล็กที่ซ่อนอยู่ในหลุมทำลายลง ฟันเหล็กแหลมคมแทงลึกเข้าไปในเลือดเนื้อ
หลวงจีนมารเจ็บปวดจนน้ำตาแทบไหล รู้สึกราวกับว่าตนกำลังจะถูกสัตว์เหล็กประหลาดตัวนี้กัดจนขาดเป็นสองท่อนทั้งเป็น
แรงระเบิดที่เกิดจากตุ๊กตาระเบิดวิญญาณไม่อาจสังหารเขาได้ แต่ก็ทำให้แสงวิญญาณคุ้มกายอ่อนลง สัตว์เหล็กตัวนี้เป็นหุ่นเชิดที่สร้างขึ้นด้วยวิชาลับของสำนักหุ่นเชิดเซียน ผ่านกลไกสปริงที่บิดเกลียว ขณะที่ขากรรไกรบนล่างบดขยี้เข้าหากัน มันก็ระเบิดแสงวิญญาณเกราะเหล็กออกมา บดขยี้แสงวิญญาณคุ้มกายที่หลงเหลืออยู่จนแตกสลาย
“แลกด้วยชีวิต!”
หลวงจีนมารห่อปากส่งเสียงหวีดร้องยาวแหลมเสียดแทง ท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายในอุโบสถ แสงสีดำหลายสายพุ่งทะยานเข้ามา มันคือหัวกะโหลกขนาดเท่าตะกร้าสาน ดวงตาทั้งสองพ่นเปลวเพลิง ห่อหุ้มด้วยลมดำอันรุนแรง พุ่งตรงเข้ามาอย่างดุดัน
ปีศาจกะโหลกเหล่านี้แปลงสภาพมาจากสร้อยประคำกะโหลก เดิมทีเป็นศาสตราวุธวิเศษร้ายกาจที่หลวงจีนมารหลอมสร้างขึ้น นามว่า ‘ลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหิน’ มีทั้งหมดยี่สิบสามเม็ด เมื่อกระตุ้นใช้งานก็จะกลายร่างเป็นภูตผีเหาะเหินเดินอากาศ บินโฉบเข้ามา
ภูตผีเหาะเหินไปมาได้ดั่งใจ มีอานุภาพเหี้ยมโหดอำมหิต หากไม่ใช้งานก็แล้วไป แต่เมื่อใดที่สำแดงเดช มันจะไล่ล่ากินคนเป็นอาหาร วันหนึ่งกินคนได้นับร้อย หากไม่สามารถสนองความกระหายเลือดอันตะกละตะกลามของมันได้ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายผู้เป็นนาย เช่นนี้จึงรู้ได้ว่ากว่าจะหลอมศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้สำเร็จ ไม่รู้ว่าต้องสังเวยวิญญาณผู้บริสุทธิ์ไปมากเท่าใด
เมื่อปีศาจกะโหลกได้รับคำสั่ง พวกมันก็พากันบินกรูกันเข้ามา ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง จุดแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็ลอยตัวขึ้น แสงอันเยือกเย็นก่อตัวเป็นกระแสธารแสงที่แผ่ขยาย พุ่งเข้าปะทะด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีดำทมิฬพุ่งชนกับจุดแสงสีทอง เกิดเสียงกระทบกันของโลหะดังระงม กลางอากาศระเบิดเป็นประกายไฟแลบแปลบปลาบ
จุดแสงสีทองที่ลอยล่องนั้นคือหัตถ์ผีแยกส่วนนับสิบข้างที่ถูกเรียกออกมา หัตถ์ผีพุ่งเข้าโจมตีราวกับดาวตกที่ลากหางยาวกวาดพื้น ในที่สุดก็สามารถสกัดกั้นปีศาจกะโหลกเอาไว้ได้
ในชั่วขณะนั้นหลวงจีนมารตกอยู่ในความสิ้นหวัง เขาบำเพ็ญเพียรมาหลายปี เชี่ยวชาญวิชาร้ายกาจสารพัด ทว่าในห้วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เพราะร่างกายติดกับดัก วิชาทั้งหลายจึงไม่อาจช่วยแก้สถานการณ์วิกฤตได้ทันท่วงที
“ตายเป็นตาย!”
ดวงตาของเขาเบิกโพลง เส้นเลือดฝอยในตาแดงก่ำราวกับกำลังกลั้นหายใจ ใบหน้าและลำคอบวมเป่งจนกลายเป็นสีม่วงแดง
“ฮ่า!”
หลวงจีนมารพ่นลมหายใจออกมา ลำคอส่งเสียงดัง ‘พุ่บ’ พร้อมกับสายเลือดที่พุ่งกระฉูด จากนั้นศีรษะของหลวงจีนรูปนี้ก็ขาดออกจากลำคอ ลอยละลิ่วขึ้นสู่เบื้องบน โดยมีกระดูกสันหลังที่โชกเลือดติดขึ้นมาด้วย ลากเอากระเพาะ ลำไส้ และเครื่องในยาวเหยียด ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปดื้อๆ
“ตัวบ้าอะไรกัน?”
เหอผิงที่เห็นฉากนี้ถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ ดูเหมือนหลวงจีนมารผู้นั้นจะใช้วิชาพิสดาร ยอมสละกายหยาบ เพียงเพื่อรักษาศีรษะให้หลบหนีออกไป
“อย่าได้หวัง!”
เหอผิงแค่นเสียงเย็น ค้างคาวปีกเขียวสี่ตัวที่เฝ้าระวังอยู่บริเวณใกล้เคียงบินโฉบหมุนวนลงมาจากกลางอากาศ พุ่งตรงไปยังศีรษะนั้นทันที
ในชั่วพริบตาดุจประกายไฟแลบ ศีรษะของหลวงจีนมารอ้าปากกว้าง พ่นกลุ่มแสงโลหิตออกมา น้ำเลือดกลายเป็นลูกธนูเล็กๆ นับไม่ถ้วน ทำลายค้างคาวปีกเขียวไปสองตัว นี่คือ ‘ศรโลหิตอวัยวะภายใน’ วิชาลับเฉพาะของสายวิชาที่หลวงจีนมารสังกัดอยู่
ต้องยอมรับว่าในยามคับขัน กระบวนท่านี้มีอานุภาพไม่ธรรมดา แต่หุ่นเชิดค้างคาวปีกเขียวที่เหลืออีกสองตัวก็รีบปล่อยเคล็ดจิตค้างคาวเขียว คลื่นเสียงความถี่สูงสั่นสะเทือนพุ่งเข้าใส่ แม้วิชานี้จะมีพลังสังหารไม่มาก แต่กลับมีผลลัพธ์น่าอัศจรรย์ในการรบกวนศัตรู
ศีรษะที่ลอยอยู่กลางอากาศถูกเคล็ดจิตค้างคาวเขียวกระแทกเข้าใส่ สีหน้าก็พลันเหม่อลอยขึ้นมาทันที ชั่วพริบตาถัดมา ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าไปในห้วงจิตสำนึกก็แล่นพล่าน หลวงจีนมารปวดศีรษะแทบระเบิด กรีดร้องโหยหวนออกมาอีกครั้ง
ภายในหลุมลึกบนพื้นดิน หุ่นเชิดตัวนิ่มก็อ้าปากเหล็กกว้าง เสียง ‘ฟิ้ว’ ดังแหวกอากาศ เส้นสายสีดำพุ่งออกมาจากปากเหล็กกล้า มันคือฉมวกเหล็กที่ปลายด้ามผูกติดด้วยเชือกยาว
อากาศสั่นสะเทือนดัง ‘ปุ’ ศีรษะกลางอากาศถูกฉมวกเหล็กเสียบทะลุ ในเวลาเดียวกัน กลไกแกนหมุนภายในท้องของตัวนิ่มก็ทำงานดึงเชือกกลับอย่างรวดเร็ว แรงดึงกระชากศีรษะนั้นให้ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า กระแทกเข้ากับพื้นดิน
เสียงดัง ‘แผละ’ ดังสนั่น มันสมองของศีรษะนั้นสาดกระจาย ทันทีที่ศีรษะที่แหลกเหลวตกถึงพื้น ทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าไม่ว่าจะเป็น ตา จมูก หู ก็พ่นไฟออกมาพร้อมกัน เปลวเพลิงสีเขียวกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมา เผาผลาญจนมอดไหม้ไปจนหมดสิ้น
“ดูท่าคงจะตายแล้ว”
เหอผิงถอนหายใจในใจ หลวงจีนมารผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง เพียงแต่พลั้งเผลอไปชั่วขณะ เพราะความประมาทเลินเล่อจึงพลาดท่าเสียทีให้กับแผนซ้อนแผนของเขา จนต้องมาตกหลุมพรางและถูกลอบสังหาร นับเป็นการตายที่น่าอัดอั้นตันใจยิ่งนัก
“เพราะเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าก่อนที่จะมีพลังฝีมือที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง จะทำการสิ่งใดต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ สิ่งที่หลวงจีนมารพบเจอในวันนี้ ข้าควรยึดถือเป็นบทเรียนเตือนใจ”
เขารู้ดีว่าหลวงจีนมารผู้นี้มีฝีมือไม่ด้อยเลย เพียงแต่เริ่มต้นก็เพลี่ยงพล้ำเล็กน้อย และต่อมาก็ถูกกับดักที่เขาวางไว้ต่อเนื่องเล่นงาน จนเขาแทบไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายในการจัดการอีกฝ่าย
“ไม่รู้จะเรียกว่าข้าโชคดีหรือว่ามันโชคร้ายเกินไป ตายง่ายตายดายเสียเหลือเกิน”
เหอผิงสั่งให้หุ่นเชิดตัวนิ่มคายศพไร้หัวของหลวงจีนมารออกมา ขณะที่ศีรษะนั้นลุกไหม้ไปเอง ร่างกายก็เกิดไฟลุกท่วมเช่นกัน ตัวนิ่มใช้กรงเล็บเหล็กเกาะขอบหลุม แล้วพ่นลูกไฟซ้ำออกมาจากปาก
ศพไร้หัวทนอยู่ได้ไม่นานในกองเพลิง เพียงชั่วพริบตาก็ถูกเผาจนไม่เหลือซาก เมื่อเปลวเพลิงมอดลง ท่ามกลางกองเถ้าถ่านก็มีเสียงทึบๆ ดังขึ้น บนพื้นดินปรากฏบาตรทองแดงที่ถูกเผาจนแดงฉานวางอยู่
บาตรทองแดงใบนี้ถูกเผาด้วยความร้อนสูง มันเพียงแค่บิดเบี้ยวเล็กน้อยและสั่นไหวเบาๆ อยู่บนพื้น
“น่าสนใจ!”
เหอผิงดวงตาเป็นประกาย เขามองออกว่าบาตรทองแดงใบนี้ต้องเป็นศาสตราวุธวิเศษอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นในความร้อนมหาศาลที่สามารถเผาศพให้เป็นจุณได้ในพริบตา บาตรใบนี้กลับแค่เสียรูปทรงเล็กน้อย แสดงว่าวัสดุที่ใช้ทำต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
“ดูท่าเที่ยวนี้จะได้ลาภลอยโดยไม่คาดฝันเสียแล้ว...”
…
อาณาจักรต้าซีเย่
ณ ป่าโปร่งแห่งหนึ่ง มีภูเขาลูกขนาดย่อมที่เกิดจากการกองทับถมของโครงกระดูกมนุษย์นับไม่ถ้วนตั้งตระหง่านอยู่ บนท้องฟ้ามีแร้งกาบินวนเวียนมาจากทุกสารทิศ เสียงร้องของพวกมันดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน
สถานที่แห่งนี้มีนามว่า ‘ป่าช้ากระดูกพันธนาการ’ เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรของเหล่าภิกษุจากวัดสือฉานที่แปรพักตร์มาพึ่งพิงอาณาจักรต้าซีเย่
เบื้องหน้าภูเขากะโหลกขาวโพลนนั้น ปรากฏร่างมหึมานั่งขัดสมาธิอยู่ พึงรู้ว่าภูเขากะโหลกนี้สูงเกือบร้อยจั้ง แต่ร่างที่นั่งอยู่หน้าภูเขากลับดูสูงใหญ่ยิ่งกว่าภูเขากะโหลกเสียอีก ราวกับเทวรูปขนาดยักษ์ที่ผิดแผกไปจากปกติ
ทว่านี่มิใช่เทวรูป แต่เป็นตัวตนที่คล้ายกับเทพขนาดยักษ์ ร่างยักษ์นี้ห่มจีวรคลุมไหล่ บนศีรษะมุ่นมวยผม มีเกตุมาลาสูง เหมือนกับพระโพธิสัตว์ที่กราบไหว้กันในวัดวาอาราม นี่คือเจ้าสำนักอุโบสถวัชรฌาน และเป็นประมุขแห่งนิกายปัจเจกพุทธยาน หนึ่งในสามสายธรรมแห่งยุค ผู้คนต่างขนานนามว่า ‘พุทธะปราชญ์คชสารมังกร’
พุทธะปราชญ์คชสารมังกรนั่งขัดสมาธิวัชระ กำลังแสดงธรรมแก่เหล่าภิกษุจำนวนมากที่อยู่เบื้องล่าง
“อูฐ ม้า วัว แพะ ไก่ หมู กวาง และอื่นๆ ล้วนมีไว้เพื่อการบูชายัญและให้มนุษย์บริโภค ดังนั้นการฆ่าพวกมันจึงไม่มีความผิด อีกจำพวกหนึ่ง มีความเห็นและตั้งทฤษฎีว่า เสือดาว หมาป่า ตะขาบ งู และอื่นๆ ทำร้ายมนุษย์ การกำจัดภัยให้มนุษย์ การฆ่าพวกมันก็ย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน...”
ใบหน้าของพุทธะปราชญ์ดูโบราณคร่ำครึ มีลักษณ์ประหลาดคือดวงตาหกข้างแต่กำเนิด ติ่งหูใหญ่และยาว รูปร่างผอมแห้งจนเห็นซี่โครงชัดเจน ให้ความรู้สึกเหมือนขาดสารอาหาร แต่ทว่าหน้าท้องกลับป่องนูนใหญ่อย่างน่าตกใจ ทำให้หวนนึกถึงเปรตพุงโรในขุมนรก
รูปลักษณ์อันวิปลาสนี้นับเป็น ‘พุทธลักษณะพิสดาร’ ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามอย่างน่าประหลาด
“อีกทั้งทางทิศตะวันตกนี้มีลัทธิมารนอกรีตนามว่ามู่เจีย มีความเห็นและตั้งทฤษฎีว่า บิดามารดาที่แก่เฒ่า และเจ็บป่วยเรื้อรัง หากผู้ใดสามารถสังหารได้ ผู้นั้นจะได้บุญกุศลไร้ซึ่งความผิด”
พุทธะปราชญ์คชสารมังกรแสดงธรรมไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้น มือขวายกขึ้นขยับนิ้วคำนวณดวงชะตาเล็กน้อย จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
“บุตรชายของตัวข้าตายไปคนหนึ่ง”
“โอ้!”
ข้างภูเขากะโหลกมีแท่นหินสูงตั้งอยู่ แท่นหินนี้สูงไม่ถึงระดับเข่าของพุทธะปราชญ์คชสารมังกร บนยอดแท่นมีม่านมุ้งยอดทอง ภายในม่านมีดรุณีน้อยนางหนึ่งนั่งอยู่ นางมีดวงตาสุกใสและฟันขาวสะอาด อายุอานามราวสิบหกปี ผิวพรรณขาวผ่อง ละเอียดอ่อนดุจไข่มุกและหยกขาว นางเอ่ยถามขึ้นอย่างเกียจคร้าน
“บุตรชายของท่านพุทธะปราชญ์สิ้นชีพ ต้องการให้อาณาจักรต้าซีเย่ของเราออกหน้าหรือไม่? เหล่านักรบพิทักษ์แผ่นดินใต้บังคับบัญชาของข้าล้วนยินดีรับใช้ท่าน การปกป้องศาสนาก็คือการปกป้องชาติ การปกป้องชาติก็คือการปกป้องธรรม!”
ดรุณีน้อยดวงตาทั้งสองฉายแสงสีทองจางๆ หว่างคิ้วของนางมีรอยแยกเล็กๆ นี่คือลักษณ์พิเศษสามตาที่มีเฉพาะในเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรต้าซีเย่ บัดนี้รอยแยกนั้นได้เปิดออก ดวงตาที่สามที่มีมาแต่กำเนิดเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าราวกับทองคำที่กำลังหลอมละลาย
“ไม่เป็นไร”
พุทธะปราชญ์คชสารมังกรมองดูองค์หญิงแห่งอาณาจักรต้าซีเย่ผู้นี้ แล้วหัวเราะเสียงดัง
“บุตรชายของตัวข้าหากไม่มีถึงหนึ่งพันก็ต้องมีสักแปดร้อย ตายไปสักคนก็ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด หากลูกชายทุกคนตายหรือเกิดเรื่องขึ้น แล้วตัวข้าต้องยกทัพจับศึกไปจัดการทุกครั้ง ตัวข้ามิปวดหัวตายหรือ... ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายที่ตายไปคนนี้ก็ไร้ซึ่งความสามารถ ไม่เหมือนองค์หญิงที่มีสายเลือดชาวสวรรค์ อนาคตไกลไร้ขีดจำกัด”
ดรุณีน้อยฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
“ทว่าลูกชายคนนี้ของข้าตายในเขตแดนตะวันตกอันรกร้างของราชวงศ์ต้าโหยว เรื่องนี้...”
ดวงตาพุทธะทั้งหกของพุทธะปราชญ์คชสารมังกรกระพริบปริบๆ ภายในส่วนลึกของดวงตาปรากฏแสงระยิบระยับนับไม่ถ้วน นิกายปัจเจกพุทธยานหยั่งรู้ปฏิจจสมุปบาทสิบสอง สามารถแยกแยะการเปลี่ยนแปลงแห่งต้นสายปลายเหตุในโลกธาตุอันละเอียดอ่อนได้
ชั่วพริบตา ข้อมูล ความคิด และเจตจำนงที่เกือบจะไร้ที่สิ้นสุดก็กระพริบวูบวาบไม่หยุด ทำการคำนวณอยู่ภายในห้วงความคิดของพุทธะปราชญ์
“คนของสำนักหุ่นเชิดเซียนปรากฏตัวออกมาแล้ว ห้าร้อยปีแล้วที่อู๋โหยวเซิงผู้นั้นไม่เคลื่อนไหว เหตุใดครั้งนี้จึงลงมือ ทั้งที่มหาภัยพิบัติพันปียังเหลือเวลาอีกร้อยปี หรือว่าการคำนวณของข้าจะผิดพลาด...”
ภายในดวงตาพุทธะทั้งหก แฝงแววความกังวลลึกซึ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว