เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 89 ลอบกัด

บทที่ 89 ลอบกัด

บทที่ 89 ลอบกัด


หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างในวัดหัววัวทองคำเรียบร้อยแล้ว เหอผิงก็เรียกหีบใหญ่หลายใบออกมาจากเงา สำหรับหุ่นเชิดขนาดใหญ่อย่างมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกนั้นไม่สามารถยัดลงไปในเงาได้ เขาจึงคิดวิธีง่ายๆ ขึ้นมา นั่นคือการทำให้ชิ้นส่วนของหุ่นเชิดเป็นแบบแยกส่วน ออกแบบให้เป็นหน่วยขนาดต่างๆ ที่สามารถประกอบ แยกชิ้น และเปลี่ยนอะไหล่ได้

เดิมทีมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงเป็นชิ้นงานที่แทบจะแยกส่วนซ้ำไม่ได้ แต่หลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบ มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกก็สามารถแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วนและสามารถนำกลับมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ได้ นี่ถือเป็นการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ผลดี

หลังจากหีบโผล่ออกมาจากเงา เขาคำนวณเวลาพลางควบคุมหุ่นเชิดกระดาษให้ประกอบชิ้นส่วน พริบตาเดียว ชิ้นส่วนเล็กใหญ่ก็ถูกประกอบเข้าด้วยกัน กลายเป็นตัวนิ่มยักษ์กรงเล็บเงินปากเหล็ก เกล็ดสีแดงชาด และดวงตาส่องแสงสีแดงฉาน

เมื่อเทียบกับมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงของชือซินจื่อ ตัวนิ่มยักษ์นี้มีขนาดเล็กกว่ามาก เห็นได้ชัดว่าเป็นผลงานที่ถูกลดขนาดลง การที่สำนักหุ่นเชิดเซียนจะหลอมสร้างหุ่นเชิดนั้นต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมหาศาล และต้องใช้เวลาเตรียมการนานมาก

การที่เหอผิงหลอมสร้างมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกตัวนี้เป็นเพียงแค่ความคิดชั่ววูบ การเตรียมการจึงไม่พร้อมนัก วัตถุดิบที่ใช้จนหมดก็ยังทำให้ขนาดเล็กลงกว่าแบบร่างเดิมถึงสามส่วน แต่ถึงกระนั้นขนาดของมันก็ยังใหญ่กว่าสัตว์ปีศาจอสูรภูผาตัวนั้นอยู่บ้าง

เขาตบหัวตัวนิ่มยักษ์เบาๆ หุ่นเชิดตัวนิ่มที่สร้างด้วยวิชาหุ่นเชิดก็ส่องแสงสีแดงออกจากดวงตา เกล็ดสีแดงนับพันชิ้นบนตัวสั่นไหวพร้อมกัน แผ่นเกล็ดคลี่ขยายออกสะท้อนแสงเย็นเยียบ ขอบของมันคมกริบอย่างยิ่ง

จากนั้นตัวนิ่มที่เหมือนสัตว์ร้ายเหล็กกล้าก็ลุกขึ้นยืนด้วยขาหลัง เกล็ดสั่นไหวจนเกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังเคร้งคร้าง ประตูลับที่ซ่อนอยู่บริเวณหน้าท้องก็เปิดออกดัง ‘ครืดคราด’ เผยให้เห็นพื้นที่ภายในที่กว้างพอให้คนซ่อนตัวได้หนึ่งคน

เหอผิงมุดเข้าไปข้างในอย่างคล่องแคล่ว ภายในหุ่นเชิดตัวนิ่มไม่ได้กว้างขวางนัก แต่กลับสร้างไว้อย่างสะดวกสบาย เพียงพอให้คนๆ หนึ่งยืดแขนขาและนอนลงในพื้นที่ที่เปรียบเสมือนห้องควบคุมนี้ได้

เมื่อซ่อนตัวอยู่ข้างใน เขาก็สามารถควบคุมหุ่นเชิดตัวนิ่มให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทั้งยังสามารถปล่อยเส้นด้ายเพื่อใช้วิชาหัตถ์ผีแยกส่วนควบคุมหุ่นเชิดตัวอื่นๆ จากระยะไกลได้อีกด้วย

หุ่นเชิดตัวนิ่มกลับมาเดินสี่ขา ค่อยๆ หาตำแหน่งที่มิดชิด ขุดหลุมและมุดหายลงไปในดิน เหอผิงที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นดินกลับมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านทรงกลมเนตรหุ่นและค้างคาวปีกเขียวที่ซ่อนเอาไว้ล่วงหน้า

สำหรับเขาแล้ว ทรงกลมเนตรหุ่นก็เปรียบเสมือนกล้องวงจรปิด ส่วนค้างคาวปีกเขียวก็สามารถดักจับคลื่นเสียงได้ นับเป็นเครื่องมือสอดแนมที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง

เหอผิงใช้หุ่นเชิดตัวนิ่มซ่อนตัวอยู่ใต้ดินนานถึงครึ่งชั่วยาม ถึงได้สัมผัสถึงบางสิ่งผ่านทางทรงกลมเนตรหุ่นและค้างคาวปีกเขียว...

หิมะหยุดตกไปนานแล้ว ผืนดินถูกปกคลุมด้วยม่านราตรี ทิวเขาห่มคลุมด้วยสีเงินขาวโพลน ตั้งตระหง่านนิ่งสนิท

ภายนอกเงียบสงบอย่างยิ่ง หลังหิมะตก สรรพสิ่งเงียบงัน ราตรีมืดมิด นอกจากเสียงลมพัดเหนือกิ่งไม้และเสียงลูกเห็บตกกระทบพื้นดังกุกกักประปรายแล้ว มันก็ไม่มีเสียงแปลกปลอมอื่นใดอีก

ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็ปรากฏจุดดำหลายจุด พุ่งตรงมายังทิศทางของวัดหัววัวทองคำอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

เพียงครู่เดียว จุดดำเหล่านั้นก็เข้ามาใกล้วัดหัววัวทองคำ ยิ่งระยะทางหดสั้นลง ขนาดของเป้าหมายก็ขยายใหญ่ขึ้น

นั่นคือหัวกะโหลกขนาดเท่าตะกร้าสานเจ็ดแปดหัว ห่อหุ้มด้วยลมพายุสีดำ ลอยอยู่กลางอากาศพลางส่งเสียงหัวเราะประหลาด ฟันกระทบกันดังกรอดๆ ฟังแล้วชวนให้ขนหัวลุก

‘นั่นผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธงั้นรึ ทำไมรู้สึกว่าดูเหมือนพวกลัทธิมารยิ่งกว่าข้าเสียอีก?’

เหอผิงพึมพำในใจ

และในขณะนั้นเอง ลมพายุสีดำก็พัดตกลงมาจากกลางอากาศดัง ‘ฟุ่บ’ ปรากฏร่างเงาหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าวัดหัววัว

ร่างนั้นคือหลวงจีนห่มจีวรสีแดงสด บนศีรษะไม่มีรอยจุดธูปจากการรับศีล ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อหนังเหี้ยมเกรียม คิ้วหนาตาดุร้าย ไร้ซึ่งความเมตตาของผู้ทรงศีลโดยสิ้นเชิง

หัวกะโหลกที่เดิมทีลอยวนเวียนอยู่รอบลมดำพลันหดเล็กลง กลายเป็นลำแสงพาดอยู่บนอกของหลวงจีนมารชุดแดง กลายเป็นสร้อยประคำหัวกะโหลก

“แปลกจริง!”

หลวงจีนมารชุดแดงพึมพำกับตัวเอง

“ข้าใช้ให้เจ้าหมิงหวังหัววัวมาจับเด็กชายหญิงที่วัดหัววัวทองคำเพื่อไปฝึกวิชา ใครจะรู้ว่าพอเจ้านั่นมาถึงที่นี่ก็เงียบหายไป หรือว่าจะเจอตัวเป้งเข้า ถูกจับตัวไปหรือไม่ก็ถูกยอดฝีมือสังหารทิ้งเสียแล้ว…”

หลวงจีนผู้นี้รู้สึกงุนงงยิ่งนัก ยักษาร่อนนภาตนนี้เขาได้มาอย่างยากลำบาก สัตว์ปีศาจจากธรณีลึกเช่นนี้ยากจะพบเห็นบนพื้นโลก หลังจากสยบด้วยพลังพุทธคุณแล้ว ก็เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นขุนพลพิทักษ์ธรรมอันแข็งแกร่งในวิชามหาเตชะบารมีที่เขาบำเพ็ญเพียรอยู่พอดี

“ไม่ว่าจะอย่างไร ลองตรวจสอบดูก่อนจะดีกว่า” หลวงจีนกวาดสายตามองวัดหัววัวทองคำก็พบร่องรอยการต่อสู้ จีวรสีแดงสดปลิวไสว ก่อนจะกระโดดขึ้นกลางอากาศและพุ่งเข้าสู่พระอุโบสถหลักราวกับดาวตก

พระอุโบสถหลักแห่งนี้เสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้ก่อนหน้า เพดานถล่มลงมาเป็นรูโหว่ ภายในอุโบสถที่ทรุดโทรมและเต็มไปด้วยหยากไย่ พระโพธิสัตว์ดินปั้นพังเสียหายไปกว่าครึ่ง เศษซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมาจากรูโหว่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น

“หืม! เด็กชายหญิงพวกนี้ยังอยู่!”

หลวงจีนมารชุดแดงดีใจมาก ขยับตัวเข้าไปใกล้กรงเหล็กขนาดใหญ่ที่มุมโถง กรงเหล็กนั้นมีผ้าดำคลุมอยู่ชั้นหนึ่งแต่คลุมไม่มิด มันจึงยังพอมองเห็นเด็กน้อยหลายคนอยู่ข้างใน

เหล่าเด็กน้อยดูเหมือนกำลังหลับสนิท ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก หลวงจีนมารชุดแดงผู้นี้ทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เดินดุ่มๆ เข้าไปใกล้กรงเหล็ก และในวินาทีนั้นเอง ดวงตาที่ปิดสนิทของ ‘เด็กน้อย’ ที่กำลังหลับใหลก็เบิกโพลงขึ้น นัยน์ตาฉายแววกลิ่นอายปีศาจน่าสะพรึงกลัว

“ท่าไม่ดีแล้ว!”

หลวงจีนมารชุดแดงรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรีบจะถอยหลัง แต่กรงเหล็กกลับระเบิดเสียงดังโครมครามสองครั้ง ‘เด็กน้อย’ เหล่านั้นพลิ้วไหวราวกับกระดาษ ส่งเสียงหัวเราะประหลาดออกมา เงาทั้งเจ็ดหมุนวนอย่างรวดเร็ว ล้อมหลวงจีนมารชุดแดงไว้ตรงกลางทันที

‘ติดกับแล้ว!’

หลวงจีนมารชุดแดงยืนอยู่กลางค่ายกล รู้สึกเพียงว่าเงาทั้งเจ็ดนี้รวดเร็วและเฉียบขาดราวกับกงล้อลมที่หมุนวน สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือท่ามกลางเงาปีศาจเหล่านั้น กลับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นบีบอัดเข้ามา แม้หุ่นกระดาษจะยังไม่ได้ลงมือ แต่พลังลึกลับนั้นกลับพุ่งเข้ามาอย่างไม่จบไม่สิ้น

กระแสคลื่นมืดซัดสาดจนจีวรปลิวสะบัด หลวงจีนมารชุดแดงไม่กล้าประมาท สร้อยประคำหัวกะโหลกที่คล้องคอเปล่งแสงสีขาวขุ่นออกมาต้านทานพลังลึกลับที่มองไม่เห็น

“ฮิฮิ ฮิฮิฮิ!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง หุ่นกระดาษทั้งเจ็ดตัวลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิว แขนทั้งเจ็ดคู่ราวกับใบพัดที่ปลิวไสว ฟาดฟันใส่หลวงจีนชุดแดงจากเจ็ดทิศทาง

“ฮา!”

หลวงจีนมารชุดแดงตะโกนก้อง นัยน์ตาแดงฉาน ปล่อยไอสีดำออกมาเป็นเกราะแสงวิญญาณคุ้มกาย เมื่อพลังทั้งสองปะทะกันก็เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรง หุ่นกระดาษทั้งเจ็ดปลิวว่อนราวกับกระดาษที่ไร้น้ำหนัก หลังเสียงกระแทก ‘ปังปังปัง’ ต่อเนื่อง พวกมันก็กระเด็นกลับไป ในเวลาเดียวกัน สร้อยประคำหัวกะโหลกก็ถูกปลดออกและขว้างออกไปจากมือของหลวงจีนมาร

ทันทีที่สร้อยประคำหัวกะโหลกหลุดจากมือ มันก็ส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับภูตผี ลูกประคำหัวกะโหลกเหล่านั้นระเบิดกระจายตัวออก กลายเป็นหัวกะโหลกขนาดต่างๆ พ่นไฟออกจากดวงตา กลิ่นอายปีศาจพลุ่งพล่าน ลอยวนเวียนไปมาในอุโบสถที่แทบจะกลายเป็นซากปรักหักพัง

แต่ใครจะรู้ว่าในชั่วพริบตาที่สร้อยประคำหัวกะโหลกหลุดจากมือ ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เทวรูปดินปั้น และโต๊ะบูชาก็ลอยออกมา พุ่งเข้าใส่หลวงจีนมารชุดแดงที่อยู่ตรงกลาง พวกมันบินไปได้ครึ่งทางก็ระเบิดตูมตามเสียงดังสนั่น เปลวเพลิงสีแดงฉานระเบิดออกเป็นวงกว้าง ประกายไฟนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็น

หลวงจีนมารชุดแดงคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ ตัวเขาเองกลายเป็นจุดศูนย์กลางของระเบิด แม้จะมีไอสีดำแผ่ออกมาปกคลุมทั่วร่าง แต่แสงไฟอันรุนแรงก็ยังกลืนกินร่างของเขาจนหมด

ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางแจ้ง อุโบสถได้รับความเสียหายอย่างหนักอีกครั้ง แรงระเบิดต่อเนื่องสั่นสะเทือนจนเศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อน ราวกับหมอกหนาปกคลุมท้องฟ้าในชั่วพริบตา

“สำเร็จรึไม่?”

เสียงระเบิดแผ่วจางลง เหอผิงคาดเดาสถานการณ์บนพื้นดินพลางจับตามองเข้าไปในอุโบสถอย่างจดจ่อ

ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง ประตูหน้าต่างของอุโบสถแตกกระจาย ร่างที่ดำเป็นตอตะโกเกลือกกลิ้งออกมา ลมสีดำพัดวูบหนึ่ง หอบเอาประกายไฟและการระเบิดเล็กๆ น้อยๆ ติดมาด้วย บนพื้นหิมะนอกอุโบสถดูราวกับมีอสรพิษสายฟ้าเลื้อยพล่านไปทั่ว ลุกลามขยายวงกว้างท่ามกลางเสียงระเบิด

หลังจากตุ๊กตาระเบิดวิญญาณระเบิดตัวเอง แสงไฟจากคราบน้ำมันดินปืนที่ลุกไหม้ก็ติดๆ ดับๆ ปะปนไปกับน้ำที่ละลายจากหิมะ

“แค่กแค่กแค่ก…”

หลวงจีนมารชุดแดงพลาดท่าเสียที แม้จะมีแสงวิญญาณคุ้มกายจึงไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ทั่วร่างกลับไหม้เกรียม จีวรสีแดงสดขาดรุ่งริ่ง สภาพตอนนี้ดูเหมือนขอทานยิ่งกว่าหลวงจีนเสียอีก

“บัดซบ! บัดซบ!”

หลวงจีนมารผู้นี้ชั่วชีวิตไม่เคยเพลี่ยงพล้ำหนักขนาดนี้มาก่อน เมื่อรู้ตัวว่าถูกลอบกัด ไฟโทสะก็ปะทุขึ้นทันที โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม

ทันใดนั้น เท้าของเขาก็เหยียบลงบนความว่างเปล่า พื้นดินยุบตัวลง มีบางสิ่งอ้าปากกว้างกัดเข้าที่ท่อนล่างของหลวงจีนมาร เขี้ยวคมเจาะทะลุเลือดเนื้อ เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับจะกระอักเลือดดังก้องไปทั่วค่ำคืนท่ามกลางหิมะ

จบบทที่ บทที่ 89 ลอบกัด

คัดลอกลิงก์แล้ว