- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 86 ลงมือ
บทที่ 86 ลงมือ
บทที่ 86 ลงมือ
ตึง!
ฝ่าเท้าขนาดมหึมาเหยียบลงบนพื้นหิมะ จนเกิดเป็นหลุมลึกยวบลงไป พื้นดินสั่นสะเทือนเลือนลั่น แรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายออกไปทั่วสารทิศ
ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ร่างเงาขนาดใหญ่ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ปรากฏตัวขึ้นฝ่าพายุหิมะ มันคือสัตว์ประหลาดกายสีดำทมิฬ ศีรษะเป็นวัวร่างเป็นคน กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้งออกมาจากป่า
“หลวงจีนรูปนั้น ต้องการหัวใจเด็กชายห้าดวง หัวใจเด็กหญิงสามดวง…” ร่างสูงใหญ่พึมพำกับตัวเอง “วันนี้ก็เลยมาที่วัดหัววัวทองคำดูเสียหน่อย ว่าคนของหมู่บ้านตระกูลเฉินได้ส่งตัวเด็กชายเด็กหญิงมาหรือยัง…”
ร่างเงาที่บ่นพึมพำไม่หยุดนี้ แท้จริงแล้วคือหมิงหวังหัววัวตนหนึ่ง มันสวมมงกุฎกะโหลกมนุษย์ ใบหน้ามีสามตา เส้นผมชี้ชันด้วยความโกรธเกรี้ยว คิ้วและผมลุกโชนดั่งเปลวเพลิง ใช้งูดำพันกาย ใช้หัวมนุษย์สดๆ เป็นสร้อยคอ สวมใส่สังฆาฏิกระดูกหกชิ้น ร่างกายกำยำใหญ่โตและเปลือยเปล่า
“แปลกจริง? ในป่านี้ทำไมถึงมีกลิ่นอายของคนเป็น?”
หมิงหวังหัววัวที่เดินฝ่าพายุหิมะมา พ่นลมหายใจสีขาวสองสายออกมาจากจมูก ส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง “ใคร... ใครอยู่ที่นี่?”
มันกวาดสายตามองไปรอบๆ ใบหูทั้งสองขยับไหวเล็กน้อย
“ไม่มีเสียงลมหายใจ ไม่มีเสียงหัวใจเต้น ข้าเข้าใจผิดไปเองหรือ?”
เมื่อไม่พบร่องรอยของคนเป็น หมิงหวังหัววัวตนนี้ก็ส่ายหัว แล้วก้าวเท้าอาดๆ ตรงไปยังวัดหัววัวทองคำ
หลังจากมันเดินจากไปได้ไม่นาน เหอผิงที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้ก็ยิ้มเยาะ เขาอำพรางร่องรอยและลบเสียงหัวใจเต้นของตนเอง จนหมิงหวังหัววัวตนนั้นไม่อาจสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเขา
“น่าสนุกเสียจริง! ที่แท้ในเขตมณฑลซีฮวงก็ยังมีเศษเดนของวัดสือฉานหลงเหลืออยู่ ข้าก็นึกว่าคนของฝ่ายพุทธจะหนีไปอยู่จักรวรรดิกันหมดแล้วเสียอีก”
โลกนี้นอกจากสำนักเต๋าแล้ว มันก็ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธเช่นกัน ฝ่ายพุทธเองก็มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เล่าลือกันว่าพระพุทธองค์จุติจากนอกฟ้าลงมายังโลกนี้ ทิ้งร่องรอยอริยะไว้มากมาย ทำให้ศาสนาพุทธรุ่งเรืองเฟื่องฟู
เฉกเช่นเดียวกับจวนเต๋าไท่อี่และตำหนักมารสามกำเนิด ฝ่ายพุทธก็มีคัมภีร์เข้าสู่มรรคาสามเล่มที่สืบทอดกันมา เล่มแรกคือ ‘ไตรลักษณ์’ เล่มที่สองคือ ‘เบญจลักษณ์จักรนิพพาน’ และเล่มสุดท้ายคือ ‘มนตราพระแม่ผู้ประเสริฐ’
คัมภีร์ทั้งสามเล่มนี้ต่างอธิบายความลึกลับซับซ้อนที่สุดของพุทธศาสนา สื่อความหมายถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และด้วยเหตุที่ทั้งสามเล่มเน้นหนักในด้านที่ต่างกัน คณะสงฆ์ดั้งเดิมจึงแตกแยกออกเป็นสามนิกาย มันจึงถูกเรียกว่า ‘สายธรรมสามยาน’
ว่ากันว่า ในยุคโบราณกาลอันไกลโพ้น ทะเลทรายทางทิศตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของคณะสงฆ์ดั้งเดิมเคยเป็นโอเอซิสเขียวขจี ลึกเข้าไปในโอเอซิสนั้นมีสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ นามว่าป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสายธรรมสามยาน
ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน โอเอซิสก็กลายเป็นทะเลทราย คณะสงฆ์ดั้งเดิมประสบหายนะครั้งใหญ่ สายธรรมสามยานกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง หนึ่งในนั้นเดินทางลงมาทางตะวันออก จนมาถึงถ้ำหินซื่อหยวนในเขตมณฑลซีฮวง และได้ก่อตั้งวัดสือฉานขึ้นที่นั่น
ด้วยเหตุนี้ วัดสือฉานจึงถูกเรียกว่าเป็นดินแดนต้นกำเนิดพุทธะแห่งต้าโหยว และคณะสงฆ์ที่เดินทางมาถึงดินแดนต้าโหยวนี้ ก็ได้สืบทอดเคล็ดวิชาที่มีชื่อว่าเบญจลักษณ์จักรนิพพาน
“เจ้าหมิงหวังหัววัวตนนี้มีกลิ่นอายปีศาจรุนแรงมาก ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ปีศาจตนใดปลอมตัวมา การที่สามารถแปลงกายให้อยู่ในรูปลักษณ์เช่นนี้ได้ น่าจะได้รับพลังพุทธคุณจากวิชามหาเตชะบารมีในคัมภีร์เบญจลักษณ์จักรนิพพาน”
เหอผิงจิตใจแจ่มใส เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจที่เข้มข้นผิดปกตินั้น เขาก็ล่วงรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหมิงหวังหัววัวตนนี้ทันที นี่ไม่ใช่เทพผู้พิทักษ์ของฝ่ายพุทธแต่อย่างใด แต่เป็นสัตว์ปีศาจที่ใช้ฤทธิ์เดชแปลงกายมา ทว่าสัตว์ปีศาจธรรมดาไม่น่าจะมีความสามารถเช่นนี้ เบื้องหลังย่อมต้องมีคนคอยบงการอยู่อย่างลับๆ
“เมื่อครู่ได้ยินมันพูดถึง ‘หลวงจีน’ อะไรสักอย่าง ดูท่าเบื้องหลังคงมีคนคอยสั่งการอยู่จริงๆ”
เหอผิงไม่ได้ใจร้อน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีคนก่อเรื่องอยู่ในเงามืด เขาก็ยิ่งไม่รีบร้อนที่จะลงมือ แต่เลือกที่จะซ่อนตัวในที่ลับ คอยเฝ้าดูสถานการณ์ด้วยความเยือกเย็นต่อไป
...
แตกต่างจากเหอผิงที่ซ่อนกายดูละครฉากใหญ่อยู่ด้านนอก ผู้คนในวัดหัววัวทองคำเวลานี้ต่างตกอยู่ในความโกลาหล
เนื่องจากหิมะตกหนัก แรงสั่นสะเทือนยามที่เทพหมิงหวังเดินจึงถูกหิมะบนพื้นดูดซับเอาไว้ ลุงโหว คุณหนู และเหล่าองครักษ์ ต่างก็เพิ่งจะสังเกตเห็นเสียงฝีเท้าด้านนอกเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก
“ทะ... เทพหมิงหวังหัววัว... เทพหมิงหวังหัววัวมาแล้ว!”
องค์รักษ์คนหนึ่งมองผ่านช่องประตู เห็นร่างเงาขนาดมหึมานั้นก็อ้าปากค้าง ตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว เกือบล้มลงไปกองกับพื้น
ด้านนอกวัดหัววัวทองคำ หมิงหวังหัววัวกระโจนเพียงครั้งเดียวก็ข้ามประตูวัด ตกลงมาที่หน้าพระอุโบสถหลัก
“ทำไมถึงเร็วขนาดนี้!”
ใบหน้าของลุงโหวซีดเผือด ตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ คุณหนูผู้นั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี ไม่มีเลือดฝาดแม้แต่น้อย
ตูม!
ฝ่ามือขนาดใหญ่กระแทกประตูไม้แกะสลักจนแตกละเอียด แล้วค่อยๆ ยื่นเข้ามาในพระอุโบสถ เมื่อเทียบกับคนธรรมดาแล้ว มือข้างนี้ใหญ่โตราวกับเสาหิน เพียงแค่คว้าเบาๆ ก็จับร่างขององครักษ์คนหนึ่งขึ้นมาได้
“ไม่ใช่เด็กหรอกรึ?”
หมิงหวังหัววัวเลียริมฝีปาก
“หลวงจีนฝึกวิชาต้องการหัวใจเด็กชายหญิง อย่างอื่นไม่ได้สั่งไว้ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นของว่างล้างปากก็แล้วกัน”
นิ้วมืองอนิ้วเกี่ยว ร่างขององครักษ์ที่กรีดร้องโหยหวนก็ถูกลากออกไปสู่ท้องฟ้ายามราตรี จากนั้นเสียงร้องของเขาก็ขาดหายไปในทันที กลับกลายเป็นเสียงเคี้ยวกร้วมๆ ดังมาจากด้านนอกพระอุโบสถ ฟังดูแล้วน่าขนลุกขนพอง
‘กร้วมกร้วม’ หมิงหวังหัววัวอ้าปากเคี้ยวพลางพูดขึ้นว่า “คนเดียวไม่อิ่มจริงๆ ขออีกสักคนเถอะ!”
มืออีกข้างยื่นเข้ามา คว้าตัวองครักษ์ที่ตกใจจนสิ้นสติยัดเข้าปาก เสียงดังกรอบแกรบเคี้ยวร่างนั้นพร้อมกระดูกจนละเอียดแล้วกลืนลงท้องไป
ผู้คนในพระอุโบสถต่างหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ คุณหนูกัดริมฝีปากสะอื้นไห้ตัวสั่นงันงก หดตัวอยู่ที่มุมกำแพงพร้อมกับทุกคน
“จริงสิ”
หมิงหวังหัววัวคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ มันพึมพำเสียงต่ำ “เกือบลืมธุระสำคัญไปเลย” จากนั้นแขนที่ใหญ่โตราวกับเสาหินก็ยื่นเข้ามาในพระอุโบสถอีกครั้ง ควานหาอยู่ครู่หนึ่งก็เจอกรงเหล็กขนาดใหญ่นั้นอย่างชำนาญ
นิ้วทั้งห้ามีเล็บแหลมคมแบนเหมือนพลั่วและโค้งงอเหมือนตะขอ พอรวบนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน กรงเหล็กก็ถูกคว้าลอยขึ้นมา
สัตว์ประหลาดกินคนหัววัวพ่นลมร้อนสองสายออกจากจมูก มือข้างหนึ่งถือรงเหล็กราวกับเด็กน้อยถือของเล่นชิ้นเล็กๆ มันยื่นมืออีกข้างออกมา ใช้ปลายเล็บตะขอสีดำทมิฬนับจำนวนคนในกรง
“หนึ่ง... สอง... สาม…”
หมิงหวังหัววัวนับได้ถึง ‘หก’ มันก็ตระหนักได้ทันทีว่ามีความผิดปกติ มันก้มหน้าคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ใช้นิ้วเกี่ยวชายคาแล้วออกแรงกระชากอย่างแรง
ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวข้างหู ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาข้างกาย สั่นสะเทือนจนผู้คนแข้งขาอ่อนเปลี้ย สองหูอื้ออึง
ท่ามกลางเสียงกระเบื้องแตกกระจาย ผู้คนในพระอุโบสถรู้สึกเหมือนอุโบสถกำลังจะถล่มลงมา เพดานเหนือศีรษะหายวับไป หลังคาพระอุโบสถถูกเปิดออกไปครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นรูโหว่ขนาดใหญ่ คานไม้หักสะบั้นปลิวว่อน จากนั้นใบหน้าขนาดมหึมาก็ชะโงกเข้ามา จ้องมองผู้คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายใน
“คนที่เจ็ดอยู่ที่ไหน?”
ดวงตาทั้งสามของหมิงหวังหัววัวกวาดมองไปทั่ว สายตาเย็นยะเยือกทำให้หนังศีรษะชาหนึบ สัตว์ประหลาดหัววัวร่างคนมองทุกคนในที่นั้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังมองฝูงหมูหมา
“เจอแล้ว”
สัตว์ประหลาดเลียริมฝีปาก สายตาเลื่อนไปหยุดที่ด้านหลังพระโพธิสัตว์ในพระอุโบสถ หลังพระโพธิสัตว์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะนั้น มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“เด็กชายคนที่เจ็ด คือเจ้านั่นเอง!”
แสงสีทองในดวงตาทั้งสามของหมิงหวังหัววัวสว่างวาบขึ้น มันยื่นมือตบ พระโพธิสัตว์ก็แตกกระจาย แล้วคว้าจับไปที่เด็กชายคนนั้น
ทว่าทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดก็หยุดชะงัก เด็กชายที่ถูกความกลัวและความสิ้นหวังกลืนกินตัวสั่นระริก เดิมทีเขาหลับตาแน่น แต่เวลานั้นกลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่ามือที่ยื่นมาของหมิงหวังหัววัวแข็งค้างอยู่กลางอากาศ
นิ้วทั้งห้าของเทพหมิงหวังพยายามกางออกอย่างสุดชีวิต กล้ามเนื้อบนแขนขนาดใหญ่ปูดโปน มันกำลังใช้แรงทั้งหมดดิ้นรนให้หลุดพ้นจากความรู้สึกถูกพันธนาการนี้ แต่ทว่าร่างกายดูเหมือนจะไม่อยู่ในการควบคุม ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เส้นด้ายละเอียดอ่อนนับร้อยเส้นได้พันรอบหน้าผาก ลำคอ แขน ไหล่ ลำตัว เอว และข้อเท้าของมันไว้
“ขยับไม่ได้!”
เส้นด้ายตรึงร่างกายของมันเอาไว้กับที่ เส้นด้ายเล็กๆ แต่ละเส้นกำลังค่อยๆ รัดแน่นขึ้น ราวกับแมงมุมที่จับเหยื่อได้และเริ่มรัดตาข่ายให้แน่น เส้นด้ายบาดลึกเข้าไปในผิวหนัง เริ่มเฉือนร่างกายของหมิงหวังหัววัวโดยรอบ
จากนั้นเทพหมิงหวังก็แผดเสียงคำรามกึกก้องฟ้า ร่างกายเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมา แต่เส้นด้ายกลับไม่ได้รับผลกระทบและยังคงรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ มือขวาที่ยื่นออกไปถูกเส้นด้ายบาดจนเป็นลายตาราง ตามมาด้วยใบหน้าที่ถูกบาดเป็นลายตารางแนวตั้งและแนวนอนเช่นเดียวกัน
เสียง ‘แผละ’ ดังขึ้น เป็นเสียงของการแยกส่วน ตามรอยตารางบนมือขวามีหยดเลือดสีแดงผุดขึ้นมา ทันใดนั้นเลือดสดๆ ก็พุ่งกระฉูดออกจากแนวเส้น นิ้วมือ ฝ่ามือ จนถึงข้อศอก กลายเป็นก้อนเนื้อรวดเดียว
ร่างทั้งร่างของหมิงหวังหัววัวถูกแยกส่วน เลือดสดพุ่งออกจากทั่วร่าง เลือดและเนื้อถูกตัดแยกตามรอยเส้นประตาราง กลางอากาศมองเห็นเส้นด้ายที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เส้นด้ายโปร่งใสที่หยดเลือดติ๋งๆ เหล่านี้ทอดยาวไปสู่ความว่างเปล่า ถูกควบคุมด้วยมือข้างหนึ่ง
เหอผิงกำหมัดแน่น สองเท้าของเขาเหยียบอยู่บนตาข่ายเส้นด้าย ร่างลอยอยู่กลางอากาศ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เดิมทีข้าก็ขี้เกียจจะยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ร่องรอยสัญลักษณ์ของชือซินจื่อก็อยู่ที่นั่นด้วย มันก็เลยช่วยไม่ได้”
พูดจบประโยคนี้ ดวงตาคู่หนึ่งของเขาก็ค่อยๆ เบนสายตาไปยังเด็กชายคนนั้น