เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 ฝีเท้า

บทที่ 85 ฝีเท้า

บทที่ 85 ฝีเท้า


รูปลักษณ์ของค้างคาวปีกเขียวไม่ต่างจากค้างคาวจริงมากนัก คนนอกย่อมไม่ทันสังเกตเห็นค้างคาวตัวหนึ่งที่เกาะนิ่งอยู่บนชายคา

อาศัยคุณสมบัติของเคล็ดจิตค้างคาวเขียวที่สามารถรวบรวมและแผ่คลื่นสะเทือนได้ แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลพอสมควร เหอผิงก็ยังสามารถสดับรับฟังทุกความเคลื่อนไหวทั้งภายในและภายนอกพระอุโบสถหลักได้อย่างชัดเจน

“ลุงโหว ที่นี่สกปรกเหลือเกิน”

ประตูบานใหญ่ของพระอุโบสถถูกเปิดออกดัง ‘แอ๊ด’ พร้อมกับเสียงสตรีที่ใสกังวานและอ่อนหวานดังขึ้น

“คุณหนูอดทนหน่อยเถอะขอรับ แถวนี้ในระยะเจ็ดแปดลี้ไม่มีบ้านคนเลย ในป่าเขารกร้างแบบนี้หาที่พักเท้าได้ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว เราเลยเวลามามาก กลับไปที่ป้อมปราการไม่ทันแล้ว... อีกทั้งหิมะก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ หากรถม้าวิ่งไปกลางทางแล้วติดหิมะ มันจะเกิดเรื่องเอาได้!”

“ก็ได้ๆ!”

น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูรำคาญกับความจู้จี้ของคนแก่เล็กน้อย นางจึงรีบห้ามชายชราที่ชื่อ ‘ลุงโหว’ ให้หยุดพูด ชายชราได้แต่ยิ้มขื่นๆ ก่อนจะหันไปสั่งงานคนอื่นๆ

“พวกเจ้ารบกวนเดินตรวจตราคร่าวๆ ระวังอย่าเดินไปไกล ตอนกลับมาก็ช่วยเก็บฟืนติดมือมาด้วย”

เขาสั่งกำชับไม่กี่คำ ไม่นานนักเหอผิงก็สังเกตเห็นองครักษ์ติดอาวุธเดินออกมาจากประตูอุโบสถ พวกเขาสวมหมวกหนังประดับพู่แดง สวมชุดทะมัดทะแมง และคาดดาบไว้ที่เอว

“คนจำนวนไม่น้อย พกธนูยาวและกระบอกลูกธนูมาด้วย เตรียมพร้อมมาครบครันทีเดียว”

เหอผิงประเมินในใจ คิดว่าคนกลุ่มนี้ต่อให้ไม่ใช่ชาวยุทธก็ต้องเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น

“เมื่อครู่พวกเขายังเอ่ยถึง ‘ป้อมปราการ’ มณฑลซีฮวงมีชนเผ่าต่างถิ่นมากมาย อาศัยปะปนกันทั้งกลุ่มใหญ่กลุ่มน้อย ทั้งชาวเชียงตะวันตกสามเผ่า และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ซึ่งมักเกิดการปะทะกับชาวต้าโหยวอยู่บ่อยครั้ง”

“ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงนิยมสร้างป้อมตามชัยภูมิที่ตั้ง รวมกลุ่มตั้งค่ายติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง”

เขาเคยได้ยินมาว่าป้อมปราการขนาดใหญ่มักเป็นเขตอิทธิพลของผู้มีอำนาจในท้องถิ่น มีคนกว่าพันคน ยามปกติก็ทำไร่ไถนา ยามว่างเว้นก็ฝึกทหาร ภายในป้อมพึ่งพาตนเองได้ หากเจอโจรป่าหรือชนต่างเผ่ามารุกรานก็สามารถตั้งรับได้ แข็งแกร่งยิ่งนัก

ส่วนป้อมขนาดเล็กก็มีคนราวร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่ยึดถือระบบเครือญาติเป็นหลัก แม้กำลังจะด้อยกว่ามาก แต่ก็ใช่ว่าโจรป่ากลุ่มเล็กๆ จะตีแตกได้ง่ายๆ นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมณฑลซีฮวง

“นี่ พวกเจ้าดูตรงนี้สิ?!”

ภายในพระอุโบสถ ดูเหมือนมีใครบางคนพบอะไรเข้าจึงร้องอุทานออกมา

“กรง? ทำไมในนี้ถึงมีกรงเหล็กอยู่ด้วย?”

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

“กรงอะไรกัน…”

คำพูดของเขาเรียกความสนใจจากคนอื่น ทุกคนพากันรุมล้อมเข้ามา และพบว่าที่มุมโถงมีกรงเหล็กขนาดใหญ่คลุมด้วยผ้าดำวางอยู่จริง เมื่อเปิดออกดู พวกเขาก็พบว่าด้านในมีเด็กนอนหลับไหลไม่ได้สติอยู่หลายคน

“ช้าก่อน หรือว่านี่จะเป็น…”

“จะเป็นอะไร?”

“คืออย่างนี้ขอรับคุณหนู บ้านเกิดของข้ามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง บางหมู่บ้านเมื่อเจอภูตผีปีศาจร้ายกาจ เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ปีศาจออกอาละวาด พวกเขาก็จะยอมส่งมอบเด็กชายเด็กหญิงไปเป็นเครื่องสังเวยทั้งเป็น”

“มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ!”

หญิงสาวผู้นั้นดูเหมือนจะไม่อยากเชื่อ

“ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ มันก็มีกฎห้ามใช้คนเป็นเครื่องเซ่นไหว้หรือฝังร่วมกับคนตายอย่างเด็ดขาด ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ยังมีคนทำเรื่องแบบนี้อยู่อีกรึ?”

“คุณหนู”

เสียงที่ฟังดูแก่ชรามาจากชายชราท่าทางเหมือนพ่อบ้านคนนั้น

“ชาวบ้านตามชนบท ท่านจะไปคาดหวังให้พวกเขารู้กฎหมายบ้านเมืองไม่ได้หรอกขอรับ พวกเขาส่วนใหญ่ตัวอักษรสักตัวยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ”

“ข้าเข้าใจแล้วลุงโหว”

คุณหนูถอนหายใจ

“แล้วเด็กพวกนี้เล่าจะทำอย่างไร จะปล่อยพวกเขาออกมา หรือจะทิ้งไว้ที่นี่แบบนี้?”

“คุณหนู พวกเราออกมาทำธุระ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคนแถวนี้ เราก็แค่คนผ่านทาง ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว”

ลุงโหวส่ายหน้า

“ก็จริง ธุระของตัวเราเองยังเอาไม่รอด จะมีเวลาไปยุ่งเรื่องชาวบ้านได้ยังไง”

คุณหนูพยักหน้า

“แต่ว่าคุณหนู”

หัวหน้าองครักษ์ถามด้วยเสียงแหบพร่า “หากที่นี่มีสัตว์ปีศาจออกอาละวาดจริง พวกเราอยู่ที่นี่จะไม่แย่เอาหรือ... พวกเราถึงจะพอมีฝีมืออยู่บ้าง เจอโจรป่าดักปล้นก็ไม่กลัว แต่ถ้าเป็นพวกภูตผีปีศาจ คงไม่ใช่สิ่งที่กำลังคนแค่นี้จะรับมือไหว”

“เมืองตงอวี้ไม่ได้ยินข่าวเรื่องภัยสัตว์ปีศาจมาสี่สิบกว่าปีแล้ว แถวนี้แม้ภูเขาจะเยอะ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีสัตว์ปีศาจยึดครองถิ่น เรื่องเล่าพวกนี้จริงหรือไม่ยังเป็นปัญหาอยู่”

ลุงโหวขมวดคิ้ว

“หิมะตกหนักขนาดนี้ ต่อให้เร่งเดินทางทั้งคืนก็กลับไปไม่ถึง เกิดรถม้าเสียกลางทาง รอบด้านไม่มีหมู่บ้าน ลมแรงหิมะหนัก ต่อให้คนทนไหว สัตว์ที่ใช้ลากรถคงทนไม่ไหว... หนทางเดียวในตอนนี้คือต้องรู้สถานการณ์ให้แน่ชัดเสียก่อน ในกรงเหล็กนั่นมีเด็กอยู่ไม่กี่คน พวกเจ้าไปปลุกให้ตื่น ถามไถ่ความเป็นมาแล้วค่อยวางแผนกัน”

เด็กๆ ในกรงเหล็กล้วนหลับสนิท หลังชายชราพูดจบ องครักษ์ไม่กี่คนก็พยายามปลุกเด็กในกรงให้ตื่น

“ไม่ต้องลองแล้ว พวกเขาโดนวางยา ตอนนี้ปลุกไม่ตื่นหรอก”

ภายในกรงเหล็ก เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นนั่ง ที่แท้เด็กชายคนนี้แกล้งหลับมาตลอดทาง ยามนี้เขาลืมตาขึ้น น้ำเสียงทั้งเย็นชาและชัดถ้อยชัดคำ

“พวกท่านอยากรู้อะไรข้าตอบได้หมด... แต่พวกท่านต้องปล่อยข้าออกไป”

“เจ้าเด็กนี่!”

หัวหน้าองครักษ์รู้สึกไม่พอใจ กำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่ก็ถูกชายชราข้างกายห้ามไว้

“เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ปล่อยได้แค่เจ้าคนเดียว”

ลุงโหวโบกมือ องครักษ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามา ใช้ดาบฟันโซ่จนขาดสะบั้น เมื่อโซ่ขาดลง เด็กชายก็ผลักประตูเดินออกมา

“ทีนี้เจ้าจะพูดได้รึยัง?”

เด็กชายพยักหน้าช้าๆ แล้วเล่าต้นสายปลายเหตุออกมา

“ข้ากับคนพวกนี้อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเฉินซึ่งห่างจากที่นี่ไปเจ็ดแปดลี้ ประมาณครึ่งปีก่อน คนในหมู่บ้านมักฝันเห็นเรื่องเดียวกัน ในฝันมีเทพหมิงหวังหัววัวที่มีแสงทองเปล่งประกายทั่วร่าง สั่งให้พวกเราส่งเครื่องสังเวยมา โดยระบุว่าต้องการเด็กชายห้าคน เด็กหญิงสามคน และสั่งให้ชาวบ้านนำตัวมาส่งที่วัดหัววัวทองคำร้างแห่งนี้”

“หมิงหวังหัววัว?”

คุณหนูไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่ลุงโหวกลับเอ่ยขึ้นอย่างคุ้นเคยว่า “เป็นเทพในศาสนาพุทธยุคเก่า หรือที่เรียกกันว่า ‘ยมานตกะ’... ผมแดง หน้าวัว มีสองเขา สวมกะโหลกศีรษะ เป็นเทพผู้พิทักษ์ของพุทธศาสนา เชี่ยวชาญการปราบปรามศัตรูภายนอก คุ้มครองผู้ศรัทธา”

“ท่านหมิงหวังหัววัวผู้นี้แม้รูปลักษณ์จะดูประหลาด แต่อิทธิฤทธิ์กว้างขวาง มีจิตเมตตา ในมณฑลซีฮวงไม่ว่าจะเป็นชาวต้าโหยวหรือชนต่างเผ่าในพื้นที่ ล้วนศรัทธาในเทพองค์นี้ หลังจากมณฑลซีฮวงกวาดล้างพุทธศาสนา มันก็ยังมีชาวพุทธจำนวนไม่น้อยแอบบูชาเป็นการส่วนตัว วัดหัววัวทองคำแห่งนี้เล่าลือกันว่าเป็นสถานที่ที่หมิงหวังหัววัวเคยแสดงอิทธิฤทธิ์ มันนจึงได้ชื่อวัดว่า ‘หัววัวทองคำ’”

“ฟังดูแล้ว หมิงหวังหัววัวองค์นี้ก็ไม่น่าจะเป็นเทพเจ้าชั่วร้ายอะไร?”

คุณหนูฟังจบก็พยักหน้า

“มันจะชั่วร้ายหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ครึ่งปีก่อน หลังจากคนในหมู่บ้านฝัน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจจริงจัง ผลปรากฏว่าไม่กี่วันต่อมา พรานที่เข้าป่าล่าสัตว์ล้วนถูกบางอย่างจับกิน ต่อมาสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านก็ตายไปไม่น้อย ยังมีควายตัวใหญ่ถูกกัดกินไปครึ่งตัว แล้วถูกใครบางคนโยนลงมาจากกลางอากาศ ทับบ้านชาวบ้านพัง คนในบ้านถูกทับตายหมด”

เด็กชายแค่นหัวเราะ

“หลังจากนั้น คนในหมู่บ้านจำต้องส่งเด็กชายเด็กหญิงมา เรื่องราวถึงได้สงบลงพักหนึ่ง ใครจะรู้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ หมิงหวังหัววัวนั่นกลับมาเข้าฝันอีก สั่งให้ส่งเด็กชายเด็กหญิงมาอีกชุด หากทำไม่สำเร็จ คนหมู่บ้านตระกูลเฉินจะต้องตายกันหมด!”

ทุกคนได้ฟังต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในใจรู้สึกหนาวสะท้าน ลุงโหวรีบกระแอมไอออกมา แล้วถามว่า “แต่จะว่าไป หากเกิดเรื่องแบบนี้จริง ทำไมพวกเจ้าไม่ไปแจ้งทางการ”

“ตัวเมืองอยู่ห่างจากหมู่บ้านเราไปยี่สิบกว่าลี้ ไปทีหนึ่งลำบากมาก อีกอย่างจวนที่ว่าการเจ้าเมืองก็ไม่ใช่ที่ที่คนจนจะเข้าไปได้ ปีก่อนชาวเชียงหรงก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ ทางตัวเมืองก็ยังไม่เห็นจะสนใจ”

เด็กชายส่ายหน้า

“หมู่บ้านตระกูลเฉินเป็นแค่ที่เล็กๆ ใครจะมาสนใจพวกเรา ผู้ใหญ่บ้านแอบไปตามคนทรงเจ้าจากหมู่บ้านข้างๆ มาแต่ก็ไม่ได้เรื่อง”

ลุงโหวฟังจบก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เขาตั้งท่าจะพูดอะไรต่อ แต่กลับพบว่าภายในโถงอุโบสถมีการสั่นสะเทือนแผ่วเบา ฝุ่นผงบนคานร่วงกราวลงมา

เขามองไปรอบๆ พบว่าทุกคนก็มีท่าทีแตกตื่นตกใจ ทันใดนั้นองครักษ์คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าได้ยินเสียงข้างนอกรึไม่?”

“เสียง?”

ทุกคนจึงเงี่ยหูฟัง ท่ามกลางพายุหิมะนอกพระอุโบสถ มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า นั่นคือเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วง... ‘ตึง’ ‘ตึง’ ‘ตึง’ ก้าวแล้วก้าวเล่า ดังจากไกลเข้ามาใกล้ ลอยเข้าสู่หูของพวกเขา

จบบทที่ บทที่ 85 ฝีเท้า

คัดลอกลิงก์แล้ว