- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 82 การเตรียมตัวขั้นต้น
บทที่ 82 การเตรียมตัวขั้นต้น
บทที่ 82 การเตรียมตัวขั้นต้น
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางไปมณฑลซีฮวง เหอผิงจึงใช้เวลาที่เหลือทุ่มเทไปกับการหลอมสร้างและซ่อมแซมหุ่นเชิด
ก่อนหน้านี้เขาได้ร่วมมือกับชือซินจื่อจัดการกับมารอมตะจนทำให้หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษและหุ่นเชิดไม้ปีศาจเสียหาย มันจึงเป็นเรื่องสมควรที่จะต้องซ่อมแซมหรือสร้างพวกมันขึ้นมาใหม่
อีกด้านหนึ่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังโบราณสถานตำหนักมารสามกำเนิด เหอผิงได้วางแผนที่จะหลอมสร้างหุ่นเชิดชนิดใหม่ขึ้นมาอีกสองตัว เพื่ออุดช่องโหว่และจุดอ่อนของตนเอง
“เจ้ามังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงของชือซินจื่อตัวนั้นยอดเยี่ยมไม่เบา เคลื่อนที่ด้วยแรงแม่เหล็กปฐพี เกล็ดสีแดงปกคลุมทั่วร่าง ฟันแทงไม่เข้า ทั้งยังสามารถมุดเจาะทะลวงดิน เปิดทางผ่าหิน ไม่ว่าจะเป็นการรุกหรือรับ ล้วนมีประสิทธิภาพยิ่ง”
เหอผิงใช้มันเป็นรากฐาน ดัดแปลงและออกแบบแปลนดั้งเดิมของมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงเสียใหม่ โดยเลือกใช้อีกแนวทางหนึ่ง
ต้นแบบของหุ่นเชิดมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงคือตะขาบ ซึ่งเหอผิงไม่ค่อยพอใจในรูปลักษณ์เดิมนี้นัก นอกจากนี้เขายังเห็นว่าฟังก์ชั่นการใช้งานของมังกรตะขาบเกราะปฐพียังมีน้อยเกินไป
“มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงสามารถมุดดินได้ แต่ไม่สามารถลงน้ำ ทว่าโบราณสถานตำหนักมารสามกำเนิดที่ข้าจะไปเป็นถ้ำเซียนวารี ในเมื่อเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับเซียนวารี มันก็ย่อมต้องมีความสามารถในการแหวกว่ายผ่านสายน้ำ…”
เขาแก้แบบเดิมของมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงดัดแปลงให้มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นตัวนิ่ม เกล็ดและกรงเล็บล้วนหลอมสร้างจากเหล็กเงินร้อยหลอม ผสมผสานกับทองแดงชาด เมื่อตีขึ้นรูปเสร็จสิ้นก็จะสามารถเจาะภูเขามุดดินได้ ภายในท้องของตัวนิ่มยังสามารถซ่อนคนเอาไว้ได้ ยามวิกฤตยังสามารถขดตัวเป็นทรงกลม ดำดิ่งลงสู่ใต้น้ำเพื่อหลบหนี
เหอผิงตั้งชื่อให้กับการออกแบบใหม่นี้ว่า ‘มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบก’ โดยตัดทิ้งการออกแบบที่ไม่จำเป็นบางส่วนจากต้นแบบมังกรตะขาบเกราะปฐพี ลดทอนประสิทธิภาพการโจมตี ลดความซับซ้อนที่เกินความจำเป็น มุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติการเจาะภูเขามุดดินและอาศัยน้ำในการหลบหนี
“เมื่อมีหัวใจของมารอมตะ พลังการต่อสู้ของข้าก็นับว่าไม่ด้อยแล้ว ทว่าความสามารถในการหลบหนียังคงมีข้อบกพร่อง เจ้ามัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกตัวนี้สามารถทำงานร่วมกับหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยของข้าได้ หากเกิดวิกฤตที่ไม่อาจต้านทานขึ้นมา ก็แค่ใช้ความสามารถของหุ่นเชิดลับ สลับร่างส่งผ่านไปยังภายในตัวมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบก แล้วอาศัยการมุดดินหรือดำน้ำหลบหนี อัตราการรอดชีวิตก็จะเพิ่มสูงขึ้นมาก”
มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกนับเป็นหุ่นเชิดออกแบบตัวแรกที่เขาจะลงมือหลอมสร้าง และเป็นครั้งแรกที่เขาพยายามสร้างหุ่นเชิดขนาดใหญ่ หากการสร้างหุ่นเชิดตัวนี้ราบรื่น ความรู้แจ้งในวิชาหุ่นเชิดของเขาก็จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
นอกเหนือจากหุ่นเชิดตัวนี้ เขายังวางแผนที่จะหลอมสร้างหุ่นเชิดชนิดใหม่ที่ชื่อว่า ‘ค้างคาวปีกเขียว’ หุ่นเชิดชนิดนี้มีรูปร่างเหมือนค้างคาว ขนาดเล็กกะทัดรัด ปีกทั้งสองข้างสามารถกระพือได้เหมือนค้างคาวจริง และสามารถบินโฉบเฉี่ยวไปมาในอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว
โดยปกติ ค้างคาวปีกเขียวจำเป็นต้องหลอมสร้างพร้อมกันสี่ตัว มันจึงสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้ ไม่จำเป็นต้องจงใจควบคุม พวกมันก็สามารถทำการประสานงานง่ายๆ ได้เอง
ในสายตาของเหอผิง หุ่นเชิดขนาดเล็กชนิดนี้เปรียบเสมือนโดรนลาดตระเวน ข้อได้เปรียบสูงสุดของมันคือความคล่องตัวในการสอดแนม สำหรับเขาที่ขาดความสามารถด้านการสอดแนมแล้ว ค้างคาวปีกเขียวสามารถบินไปได้ไกลพอสมควร เพื่อสอดแนมระยะประชิด ซึ่งนับว่าช่วยอุดจุดอ่อนของตนเองได้ส่วนหนึ่ง
ค้างคาวปีกเขียว นอกจากความสามารถในการสอดแนมแล้ว หุ่นเชิดชนิดนี้ยังมีวิชาติดตัวมาด้วย วิชานี้มีชื่อว่า ‘เคล็ดจิตค้างคาวเขียว’ เป็นการใช้สัมผัสวิญญาณสั่นสะเทือนไปในอากาศจนกลายเป็นคลื่นระลอกหนึ่ง ใช้วิธีการสั่นสะเทือนความถี่สูงในการค้นหาเป้าหมาย ประสิทธิภาพของมันว่องไวแม่นยำดุจดั่งเรดาร์โซนาร์
“มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกกับค้างคาวปีกเขียว ตัวแรกใช้สำหรับหนีเอาตัวรอด ตัวหลังใช้สำหรับสอดแนม เมื่อเพิ่มระดับทักษะการเอาตัวรอดและการสอดแนมแล้ว ข้าถึงจะสามารถลดทอนจุดอ่อนของตนเองลงได้”
ตลอดมา เหอผิงเชื่อเสมอว่าในบรรดาตัวเลือกวิชา ‘การเอาตัวรอด’ ย่อมสำคัญกว่า ‘การโจมตี’ เสมอ และ ‘การสืบข่าวศัตรู’ ยิ่งสำคัญที่สุด การเอาชีวิตตัวเองให้รอดต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก และการสืบข่าวศัตรูจะทำให้ได้รับข้อมูลมากขึ้นก่อนเริ่มการต่อสู้
ในเมื่อเขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปยังโบราณสถานตำหนักมารสามกำเนิด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทุกๆ ด้าน
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมต้องตอบตกลงร่วมสำรวจโบราณสถานกับชือซินจื่อน่ะหรือ? ทั้งที่การเก็บตัวไม่ออกไปไหนอยู่ในเมืองหลงเหอก็นับเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัย... เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายในใจของเหอผิงย่อมมีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว
“นี่เป็นโอกาสที่ดี ชือซินจื่ออาจคิดว่าสามารถใช้สภาพแวดล้อมของโบราณสถานถ้ำเซียนวารีมาวางแผนเล่นงานข้าได้ แต่เขาคงไม่มีทางคาดคิดว่าข้าจะได้รับความสามารถในการต่อสู้ขอบเขตบรรลุมรรคาส่วนหนึ่งมาผ่านทางหัวใจของมารอมตะ ยามที่ต้องแตกหักกัน ข้าย่อมมีโอกาสสังหารชือซินจื่อได้แน่ เพื่อชิงสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดที่อยู่บนตัวเขามา!”
ด้านหนึ่ง เหอผิงเชื่อว่าตนเองมีโอกาสชนะชือซินจื่อไม่น้อย การเดินทางไปถ้ำเซียนวารีเขาสามารถพลิกแพลงตามสถานการณ์ ชือซินจื่ออาจคิดใช้กับดักหรือความได้เปรียบของถ้ำเซียนวารีมาจัดการเขา แต่เขาก็สามารถใช้ความคิดนี้ของชือซินจื่อรุกฆาตกลับไปได้เช่นกัน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง นั่นคือเหอผิงไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้ชือซินจื่อสำรวจถ้ำเซียนวารีได้สำเร็จ หากชือซินจื่อได้เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสายถ้ำหยินไป หรือได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่จนความแข็งแกร่งเพิ่มพูนขึ้นอีกครั้ง นั่นย่อมเป็นการเพิ่มปัญหาที่ไม่แน่นอนให้กับตัวเขาเอง
“คนอย่างชือซินจื่อเชี่ยวชาญเล่ห์เหลี่ยม ชำนาญการวางแผน คนผู้นี้แก่โกงและเจ้าเล่ห์ ภาคภูมิใจในสติปัญญาของตนเองมาก ซึ่งสามารถสังเกตได้จากคำพูดและการกระทำของเขา…”
เขาพึมพำกับตนเอง
“คนฉลาดที่เก่งกาจด้านกลยุทธ์จำนวนมาก มักจะมีภาพลวงตาอย่างหนึ่ง นั่นคือมองว่า ‘กลยุทธ์’ เป็นพลังของตนเอง... ทว่าความคิดเช่นนี้ผิดมหันต์ กลยุทธ์การคำนวณไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง สิ่งที่มันพึ่งพาก็แค่การใช้ประสบการณ์ ข้อมูล และข่าวสารที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามมาวางกับดักและหลุมพราง หากขาดสิ่งเหล่านี้ กลยุทธ์ก็เป็นเพียงกระดาษเปล่าใบหนึ่ง”
เหอผิงตระหนักในจุดนี้ดี ตัวเขาเองก็ใช้กลยุทธ์เช่นกัน แต่เขาไม่เคยคิดว่าที่แผนการของตนสำเร็จเป็นเพราะมีสติปัญญาล้ำเลิศกว่าผู้อื่น เขาเพียงแค่ถนัดในการยืมแรงใช้แรง และฉกฉวยผลประโยชน์ตามสถานการณ์เท่านั้น
“พลังของกลยุทธ์ โดยเนื้อแท้แล้วคือการที่พลังของตนเองไม่เพียงพอ มันจึงต้องถอยมาเลือกวิธีแก้ปัญหาแบบรองลงมา ลองคิดดู หากข้าสามารถอัดศัตรูร่วงได้ในหมัดเดียว กวาดล้างศัตรูทั้งหมดได้ ข้ายังจะต้องใช้กลยุทธ์อะไรมาช่วยอีก ในโลกที่เปี่ยมด้วยพลังเหนือธรรมชาติแห่งนี้ พลังที่แท้จริงย่อมเป็นความแข็งแกร่งของตนเองเสมอ”
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้น กำหมัดแน่น ข้อต่อนิ้วมือของแขนเทียมข้างขวาส่งเสียงดังกรอบแกรบ
“ความแข็งแกร่งของข้าเหนือกว่าเจ้าแล้ว ชือซินจื่อ”
…
ในเวลาเดียวกับที่เหอผิงเก็บตัวฝึกวิชา ทางด้านเมืองหลงเหอก็วุ่นวายจนเป็นพัลวัน
ต้นเหตุของเรื่องราวล้วนมาจากคนผู้หนึ่ง นั่นคือหลัวเจิ้ง น้องร่วมสาบานของเหอจงเหิง หัวหน้ามือปราบหน่วยเร็ว
ครั้งก่อนมือปราบหลิววางแผนสังหารเหอจงเหิง แต่ถูกฉีไป๋อีลอบเข้ามาปั่นป่วนจนแผนพังทลาย เขาต้องกลืนเลือดรับความพ่ายแพ้ ครั้งนั้นเขาจึงยังไม่ได้ไปหาเรื่องเหอจงเหิงอีกพักใหญ่
ทว่าคนแซ่หลิวปักใจเชื่อว่าสาเหตุที่แผนการครั้งก่อนล้มเหลว ล้วนเป็นเพราะหลัวเจิ้งทำเสียเรื่อง
“หลัวเจิ้งคนนี้เป็นพวกนกสองหัว ด้านหนึ่งสวามิภักดิ์ต่อข้า อีกด้านหนึ่งกลับลอบช่วยเหลือเหอจงเหิง ทำลายงานใหญ่ของข้า จะปล่อยมันไปง่ายๆ ได้อย่างไร”
คืนนั้นเอง ครอบครัวของหลัวเจิ้งถูกคนวางยาพิษสังหารสิ้น
หลัวเจิ้งเมื่อทราบข่าวนี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อ ซื้อสุราสองไหมานั่งเมามายอยู่ริมแม่น้ำ แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในแม่น้ำจนจมน้ำตาย
เหอจงเหิงเมื่อได้ยินข่าวนี้ ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ แม้ในใจจะโกรธแค้นที่หลัวเจิ้งหักหลังตน แต่เขาก็ยังคงเห็นอีกฝ่ายเป็นพี่น้องร่วมสาบานเสมอมา
วันนี้เอง เมื่อเขาได้ยินว่าหลัวเจิ้งถูกวางยาพิษตายยกครัวและตัวหลัวเจิ้งก็ยังพลัดตกน้ำตาย ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงแทบฉีกขาด ขบกรามแน่นจนฟันดังกรอดๆ ในดวงตาแดงฉานไปด้วยเส้นเลือด ราวกับพยัคฆ์ร้ายหมอบซุ่มอยู่บนโขดหิน สภาพราวกับจะกินเลือดกินเนื้อคน