- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 81 เมฆหมอกแห่งความคลุมเครือ
บทที่ 81 เมฆหมอกแห่งความคลุมเครือ
บทที่ 81 เมฆหมอกแห่งความคลุมเครือ
“หากต้องต่อสู้เพียงลำพัง ข้าไม่คิดว่าตนเองจะมีโอกาสชนะ แต่หากเราสองคนร่วมมือกัน สถานการณ์อาจแตกต่างออกไป…”
ชือซินจื่อกล่าวอย่างเปิดเผยจริงใจ ทว่าเมื่อพิจารณาจากคำพูดานี้ ความหมายแฝงคงเกรงว่าต่อให้ทั้งสองร่วมมือกัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่สามนั้น ผลแพ้ชนะก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้
“เป็นเช่นนั้นรึ?”
เหอผิงหาได้ปักใจเชื่อไม่ เขาคิดว่านี่เป็นเพียงการทำตัวลึกลับซับซ้อนของชือซินจื่อเท่านั้น
“แต่มีจุดหนึ่งที่ข้าสงสัยใคร่รู้ ศิษย์พี่... ในอดีตเจ้าไม่เคยลองร่วมมือกับคนที่สามผู้นั้นบ้างหรือ?”
“หากมีความเป็นไปได้เช่นนั้น ข้าย่อมยินดีทำ” ชือซินจื่อส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น
“หรือเป็นเพราะเจ้านั่นถือดีในฝีมือตนเอง มันจึงไม่เห็นศิษย์พี่อยู่ในสายตาที่จะร่วมมือด้วย?” เหอผิงย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่”
ชือซินจื่อขมวดคิ้วแน่น นำเสียงคล้ายส่ายศีรษะอีกครั้ง
“คนผู้นั้น... ข้าเองก็ไม่อาจบรรยายได้ และไม่อาจคาดเดาความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน... และจุดที่สำคัญที่สุดคือ ที่ข้าไม่ร่วมมือกับมัน เป็นเพราะข้าไม่เคยคิดจะร่วมมือกับมันมาตั้งแต่ต้น... ศิษย์น้องเหอ ที่ข้าสามารถร่วมมือกับเจ้าได้ เพราะข้ารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะร่วมงานกับเจ้า ข้ากับเจ้ายังมีโอกาสตกลงผลประโยชน์กันได้ลงตัว ความคิดความอ่านก็ไปในทิศทางเดียวกัน ทว่าหากเปลี่ยนเป็นคนที่สามผู้นั้นแล้วล่ะก็ หึๆ เรื่องราวมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”
เหอผิงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง เมฆหมอกแห่งความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจฉับพลัน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดชือซินจื่อจึงกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา
‘คนที่ไม่อาจร่วมมือด้วยได้? ฟังจากความหมายของเขา ไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นถือดีว่าตบะสูงส่งจนไม่ฟังคารมของชือซินจื่อ... แต่เป็นเพราะมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง?’
การสนทนาของทั้งสองฝั่งดูเหมือนจะขาดห้วงไป ชือซินจื่อที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ดูเหมือนกำลังครุ่นคิด ทว่าความเงียบงันผ่านไปเพียงชั่วครู่ ชือซินจื่อก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“ศิษย์น้อง พวกเราต่างก็เป็นมนุษย์ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน แต่หากอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์เล่า? เจ้าจะร่วมมือกับสิ่งที่ดูไม่เหมือน ‘มนุษย์’ ได้อย่างไร?”
เหอผิงได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง จิตใจที่เคยสงบนิ่งดั่งผิวน้ำถูกคำพูดของชือซินจื่อกวนจนปั่นป่วนไม่หยุด
“ไม่ใช่มนุษย์?”
“ถูกต้อง ‘สิ่งนั้น’ นับเป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนก็จริง เพียงแต่มันไม่ใช่คนเป็นๆ หากแต่เป็นหุ่นเชิดร่างหนึ่ง... หุ่นเชิดที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ภายในกลับประกอบขึ้นจากกลไกและฟันเฟืองที่นำมาต่อเข้าด้วยกัน”
ระหว่างที่ชือซินจื่อกล่าว เขาก็ได้แผ่กลิ่นอายแห่งความหวาดระแวงอย่างผิดปกติออกมา
“ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าอู๋โหยวเซิงไปสรรหาสิ่งนี้มาจากที่ใด ศิษย์น้อง เจ้าเองก็รู้ดีว่าหุ่นเชิดที่สำนักหุ่นเชิดเซียนของเราหลอมสร้างขึ้น ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงหุ่นเชิด เหมือนกับหุ่นไม้ปาหี่ในมือคนเชิดหุ่นตามตลาด หากไร้ซึ่งเส้นด้ายคอยชักเชิด มันก็เป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิตชิ้นหนึ่ง…”
เขาพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวต่อว่า
“แน่นอน วิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดของสำนักเรานั้นเหนือล้ำกว่าปุถุชนทั่วไปมาก หุ่นเชิดของพวกเราขับเคลื่อนด้วยวิชาและสัมผัสวิญญาณ พลิกแพลงได้ร้อยแปดพันเก้า มีลูกไม้ร้ายกาจสารพัด หากใช้วิชาลับเข้าช่วย พวกเราก็สามารถมอบ ‘สติปัญญา’ ระดับหนึ่งให้กับหุ่นเชิดได้”
“ทว่าสติปัญญาเหล่านั้นก็เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากวิชา ไม่ได้เหมือนดั่งจิตใจมนุษย์ที่มีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา มีความนึกคิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง อีกทั้งต่อให้ใช้วิชาหลอมวิญญาณมอบจิตวิญญาณให้ มันก็ไม่ใช่จิตสำนึกของมนุษย์ เป็นเพียงกลอุบายทางเทคนิคอย่างหนึ่งเท่านั้น”
“แต่ทว่าเจ้านั่น... หุ่นเชิดตัวนั้น ชัดเจนว่าเป็นเพียงหุ่นเชิด แต่กลับไม่ต่างจากคนเป็นๆ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาควบคุมก็สามารถกระทำการตามเจตจำนงของตนเองได้... เพียงแต่สิ่งที่มันคิด สิ่งที่มันไตร่ตรอง และสิ่งที่มันทำ ล้วนแตกต่างจากคนปกติอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้สามัญสำนึกมาคาดเดาได้เลย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อาจไปขอความร่วมมือจากมันได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่นับว่าเป็นคน”
เหอผิงฟังมาถึงตรงนี้คิ้วก็ขมวดมุ่น แววตายิ่งดูเคร่งขรึมดำมืดลงเรื่อยๆ
“หมายความว่าคนที่สามผู้นั้นไม่ใช่คนที่มีชีวิต แต่เป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง... ศิษย์พี่ เจ้าจะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่าในโลกนี้มีหุ่นเชิดเช่นนี้อยู่จริง และอีกฝ่ายยังเป็นผู้สืบทอดของสำนักหุ่นเชิดเซียนอีกด้วย”
ชือซินจื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจกล่าวว่า
“ความเคลือบแคลงของเจ้าก็มีเหตุผล แม้แต่ข้าเองก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ เพียงแต่สมัยที่ข้าคอยรับใช้เป็นม้าใช้วัวงานให้เจ้าเฒ่าผีอู๋โหยวเซิง ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจากเขา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับต้นกำเนิดสำนักหุ่นเชิดเซียนของเรา ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเคยได้ยินหรือไม่?”
“ต้นกำเนิดสำนักหุ่นเชิดเซียน?” เหอผิงมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าได้พบกับอู๋โหยวเซิงเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ถูกรับไว้เป็นศิษย์ คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกาย นับเวลาดูแล้วก็นานเกือบสิบปี... อู๋โหยวเซิงผู้นั้นมีนิสัยดุร้ายเกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง มักจะทุบตีและดุด่าข้าอยู่เสมอ มีเพียงบางครั้งที่อารมณ์ดี นึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา ถึงจะยอมสอนวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนให้ข้าบ้าง”
ชือซินจื่อหรี่ตาลง ราวกับจมดิ่งลงไปในความทรงจำ
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาอารมณ์ดี นั่งดื่มสุราไปพลางคุยเล่นกับข้าไปพลาง คุยไปได้ครึ่งทาง เขาก็บอกข้าว่า ปรมาจารย์รุ่นแรกของสำนักหุ่นเชิดเซียนหาใช่มนุษย์ไม่ แต่เป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง”
“เจ้าว่ากระไรนะ ปรมาจารย์รุ่นแรกของสำนักเราไม่ใช่คน แต่เป็นหุ่นเชิด?” เหอผิงรู้สึกตกตะลึงเป็นที่สุด
“อย่างน้อย ตอนนั้นอู๋โหยวเซิงก็พูดเช่นนี้”
ชือซินจื่อหยุดไปชั่วขณะ น้ำเสียงก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
“ปรมาจารย์รุ่นแรกผู้นี้เป็นหุ่นเชิดที่สมบูรณ์แบบอย่างน่าประหลาด ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่านางถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใด สิ่งเดียวที่รู้คือ นับตั้งแต่ถือกำเนิด นางก็เป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และด้วยเหตุนี้ ปรมาจารย์รุ่นที่สองของสำนักจึงได้ตกหลุมรักนาง และปรารถนาที่จะติดตามนาง โดยเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหุ่นเชิดที่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับนาง”
“เพื่อการนั้น เขาจึงทุ่มเทศึกษาวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างบ้าคลั่ง และเพื่อให้ได้มาซึ่งร่างกายที่เหมือนกับปรมาจารย์รุ่นแรก เขาเริ่มจับคนเป็นๆ มาชำแหละเพื่อทำการศึกษา โดยหวังว่าจะหลอมสร้างตนเองให้กลายเป็นร่างอมตะที่สมบูรณ์แบบเฉกเช่นเดียวกับปรมาจารย์รุ่นแรก”
ได้ยินถึงตรงนี้ เหอผิงก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาบ้าง
“แล้วเขาทำสำเร็จหรือไม่?”
“เรื่องนี้ก็ไม่มีใครล่วงรู้…” ชือซินจื่อส่ายหน้าเบาๆ
“อีกอย่าง เรื่องเล่าที่อู๋โหยวเซิงพูดมานี้ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพียงแต่สำนักหุ่นเชิดเซียนอาจจะมีวิชาลับที่เราไม่รู้ ซึ่งสามารถทำให้หุ่นเชิดกลายเป็นคนจริงๆ ได้ก็เป็นได้”
“ฟังจากความหมายของศิษย์พี่ เจ้าติดตามอู๋โหยวเซิงมาระยะหนึ่งแล้ว อู๋โหยวเซิงแท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกัน? แล้วตบะของเขาเป็นเช่นไรบ้าง?”
เหอผิงฉุกคิดถึงจุดนี้ได้จึงรีบเอ่ยถามขึ้นทันที เขาจำได้ว่าชือซินจื่อเคยบอกว่ารับใช้อู๋โหยวเซิงมานาน ย่อมต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของอู๋โหยวเซิงบ้าง
“ข้ารับใช้ตาเฒ่านั่นมานาน แต่ก็หาได้มีความเข้าใจในตัวคนผู้นี้สักเท่าไร อู๋โหยวเซิงมีนิสัยสันโดษประหลาดพิกล อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ส่วนเรื่องตบะของคนผู้นี้ บอกได้เพียงว่าลึกล้ำสุดหยั่งคาด ข้าเองก็มิอาจล่วงรู้ได้…”
ชือซินจื่อดูเหมือนจะไม่เต็มใจพูดถึงเรื่องนี้มากนัก ระหว่างคำพูดแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวต่ออู๋โหยวเซิงอย่างยิ่ง เหอผิงเห็นว่าคงไม่อาจล้วงข้อมูลได้มากกว่านี้ เขาจึงเปลี่ยนไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับซากโบราณสถานตำหนักมารสามกำเนิด ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่งจึงได้กำหนดข้อตกลงความร่วมมือ
“เช่นนั้นอีกสองเดือนให้หลัง ขอให้ศิษย์น้องเดินทางไปยังสันเขาหัววัวในมณฑลซีฮวง เมื่อถึงที่นั่น ศิษย์พี่เช่นข้าจะไปสมทบกับเจ้า เห็นเป็นอย่างไร?”
“ก็ดี ประจวบเหมาะกับที่ข้ายังมีเรื่องจุกจิกต้องจัดการที่เมืองหลงเหอนี้ ระยะเวลาสองเดือนก็นับว่าเพียงพอให้เตรียมตัว เช่นนั้นก็เอาตามที่ศิษย์พี่ว่า อีกสองเดือนข้าจะไปตามนัดที่สันเขาหัววัว”
เหอผิงตอบกลับเรียบๆ ถือว่าทั้งสองบรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ ตกลงที่จะร่วมสำรวจซากวังวารีแห่งตำหนักมารสามกำเนิดในอีกสองเดือนข้างหน้า
หลังจากตัดการเชื่อมต่อกับหุ่นดิน เหอผิงก็ขบคิดเล็กน้อย ในใจรู้สึกประหลาดใจกับอู๋โหยวเซิง ในคำบอกเล่าของชือซินจื่อ อย่างน้อยอู๋โหยวเซิงที่เขาเคยพบเจอ ดูเหมือนจะมีนิสัยแตกต่างกันอยู่บ้าง
“ชือซินจื่อบอกว่าอู๋โหยวเซิงมีนิสัยอารมณ์ร้ายแปรปรวน สันโดษและประหลาดพิกล ซึ่งแตกต่างจากอู๋โหยวเซิงที่ข้าพบเจออย่างสิ้นเชิง ชือซินจื่อคลุกคลีกับเขามานานถึงสิบปี ส่วนข้าสัมผัสกับอู๋โหยวเซิงผ่านการถ่ายทอดวิชาในฝันเป็นเวลาประมาณหกปี... อู๋โหยวเซิงที่พวกเราสองคนได้สัมผัส จะเป็น ‘คน’ เดียวกันแน่หรือ?”
ดวงตาของเหอผิงฉายแววสงสัยวูบหนึ่ง ข่าวสารที่ชือซินจื่อนำมา ไม่เพียงไม่ช่วยไขปริศนาของสำนักหุ่นเชิดเซียน แต่กลับยิ่งเพิ่มเมฆหมอกแห่งความคลุมเครือที่ชวนให้สงสัยงุนงงแก่สำนักบำเพ็ญเพียรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น