- หน้าแรก
- วิถีเซียนจ้าวอสูร เมื่อระบบเปลี่ยนสัตว์ป่าเป็นสัตว์เทวะบรรพกาล
- ตอนที่ 17 พลิกแผ่นดินหาแทบตาย สุดท้ายกลับได้มาอย่างง่ายดาย!
ตอนที่ 17 พลิกแผ่นดินหาแทบตาย สุดท้ายกลับได้มาอย่างง่ายดาย!
ตอนที่ 17 พลิกแผ่นดินหาแทบตาย สุดท้ายกลับได้มาอย่างง่ายดาย!
ในสารานุกรมสมุนไพรวิญญาณมีทั้งภาพวาดและคำอธิบายของสมุนไพรวิญญาณนานาชนิดรวบรวมไว้อย่างครบถ้วน
สิ่งนี้ทำให้กู้หย่วนประหลาดใจยิ่งนัก
"สารานุกรมสมุนไพรวิญญาณเล่มนี้บันทึกข้อมูลของสมุนไพรวิญญาณไว้มากมาย ซ้ำยังครอบคลุมไปถึงความรู้พื้นฐานบางส่วนเกี่ยวกับการหลอมโอสถและสร้างศาสตรา สำหรับคนธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ฝึกยุทธทั่วไป ถือเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง ดูท่าแล้วของสิ่งนี้คงไม่ใช่ของตกทอดประจำตระกูลของหลงจู๊สวีแน่ น่าจะเป็นเขาหรือบรรพบุรุษของเขาที่ไปได้มาจากที่ไหนสักแห่งมากกว่า"
"ทว่า นี่กลับกลายเป็นส้มหล่นใส่ข้าพอดี..."
แววตาของเขาเป็นประกาย
"มีของสิ่งนี้แล้ว รอจนข้าได้เป็นคนเก็บสมุนไพรของหออวี้ติ่ง ย่อมต้องได้ใช้ประโยชน์แน่ หากอาศัยตำราเล่มนี้ ตอนที่ไปเก็บสมุนไพรก็คงจะช่วยให้ข้าได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ มากนัก"
หลังจากพลิกดูส่งๆ ไปสองสามหน้า กู้หย่วนก็เตรียมจะปิดหนังสือและออกไปจากที่นี่
ทว่าจู่ๆ สายตาของเขาก็ต้องชะงักกึก เมื่อมองเห็นภาพวาดที่ดูคุ้นตาปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง
มันคือต้นหวงจิงลักษณะพิเศษหลายต้นที่เขาเคยเห็นบนเนินเขาเขตรอบนอกของเทือกเขาอวิ๋นเมิ่งก่อนหน้านี้นี่นา!
【หวงจิงร้อยปี】
ระดับ สมุนไพรวิญญาณขั้นเก้า
หวงจิงธรรมดาเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์หนึ่ง มักจะแตกแขนงขยายต้นออกไปจนกลายเป็นทุ่งหวงจิงหวงจิงที่มีอายุยืนยาวที่สุดเมื่อผ่านพ้นขีดจำกัดร้อยปี จะสามารถดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินและแก่นแท้สุริยันจันทราจนกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณได้ มีสรรพคุณในการบำรุงหยินเสริมหยาง เติมเต็มพลังจิงชี่ (สารจำเป็นและปราณ) และสามารถใช้เป็นตัวยารองสำหรับโอสถวิญญาณบางชนิดได้ หากอายุเกินห้าร้อยปี หวงจิงจะเกิดลวดลายสีม่วง กลายเป็นหวงจิงขั้นแปด ซึ่งมีสรรพคุณทรงพลังยิ่งขึ้น
ข้อควรระวังคือ หวงจิงร้อยปีจะแผ่กลิ่นหอมประหลาดออกมา ซึ่งสามารถดึงดูดแมลงปีศาจจำพวกตะขาบให้มาเฝ้าพิทักษ์ได้ จำเป็นต้องใช้เลือดของไก่ตัวผู้เพื่อล่อหลอกให้มันออกห่าง
"ใช้เลือดไก่ผู้ล่อหลอกให้ออกห่างรึ? ดี ดี ดี! ช่างเป็นการพลิกแผ่นดินหาแทบตาย สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่เปลืองแรงเลยจริงๆ!"
กู้หย่วนรู้สึกประหลาดใจระคนยินดียิ่งนัก
"กำลังกลุ้มใจอยู่เชียวว่าจะหาวิธีรับมือกับตะขาบปีศาจตัวนั้นอย่างไร นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอวิธีที่นี่"
เขาอ่านคำอธิบายในบทนี้อย่างละเอียด มุมปากก็ค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา
"ตาเฒ่าแซ่สวีนั่น เกรงว่าคงเป็นเพราะเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ ถึงได้สงสัยว่าข้าค้นพบทุ่งหวงจิงเข้า แล้วก็เลยหมายหัวข้าสินะ หึ สวรรค์ทำบาปยังพอให้อภัย แต่ทำตัวเองไม่อาจมีชีวิตรอดจริงๆ!"
เมื่อกู้หย่วนกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว
ทว่าตอนที่เขาเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ประสาทสัมผัสการดมกลิ่นอันเฉียบแหลม กลับได้กลิ่นอายที่ค่อนข้างแปลกหน้าสองสาย
"มีคนมาที่บ้านข้างั้นรึ?"
ในใจของกู้หย่วนเกิดความระแวดระวังขึ้นมาสายหนึ่ง พอผลักประตูเข้าไปถึงได้พบว่า นอกจากบิดาและมารดาของเขาแล้ว ภายในบ้านยังมีคนเพิ่มมาอีกสองคน
คนหนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคนรูปร่างผอมซูบ ใบหน้าซีดเซียวอิดโรย ดวงตายังบวมแดงเล็กน้อย ส่วนอีกคนเป็นเด็กน้อยอายุราวๆ เจ็ดแปดขวบ
สองคนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นแม่ลูกกัน และกู้หย่วนก็รู้จักพวกเขาด้วย นั่นคือแม่ม่ายซุนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน กับซุนจงลูกชายของนาง
เมื่อปีที่แล้ว สามีของแม่ม่ายซุนเข้าป่าไปล่าสัตว์ ผลคือไม่รู้ว่าไปเจอสัตว์ป่าอะไรเข้า กว่าจะมีคนไปพบ ศพก็เหลือหัวแค่ครึ่งซีก ส่วนหน้าท้องก็ถูกควักกินไปจนกลวงโบ๋
โชคดีที่แม่ม่ายซุนยังมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง จึงไม่ถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะยากลำบากไปบ้าง แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น แม่ม่ายซุนที่เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาๆ ซ้ำยังต้องเลี้ยงดูลูกชาย ชีวิตย่อมไม่ง่ายดายนัก
ข้อนี้สามารถมองออกได้จากเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อบนตัวของทั้งสองคน ตลอดจนรูปร่างที่ผอมโซซูบซีดจนตัวเหลือง
เมื่อเห็นกู้หย่วน ฝีเท้าของแม่ม่ายซุนก็ชะงักไป นางมีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด มือที่กำถุงผ้าอยู่ซ่อนไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา
"อาหย่วนกลับมาแล้วหรือ"
กู้หย่วนทำทีราวกับมองไม่เห็นท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของนาง เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเป็นธรรมชาติ เอ่ยทักทายกลับไป
"สวัสดีท่านน้า"
"อ๊ะ จ้ะ"
แม่ม่ายซุนชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคิดไม่ถึงว่ากู้หย่วนที่ถูกลือเสียจนกลายเป็นปีศาจร้ายดุดัน จะมีท่าทีเป็นมิตรถึงเพียงนี้ นางรีบตบหัวลูกชายเบาๆ
"ยังไม่รีบทักทายพี่อาหย่วนอีก"
ทว่าเด็กน้อยกลับจับมือแม่ม่ายซุนแน่นแล้วไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังนาง ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร ทำเพียงใช้ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นจ้องมองกู้หย่วนลอดผ่านช่องว่างออกมา
"เด็กคนนี้นี่!"
แม่ม่ายซุนลูบหัวเขา แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรมาก นางก้มหน้าก้มตากล่าวขอบคุณมารดากู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะขอตัวลากลับไป
รอจนสองแม่ลูกเดินลับสายตาไป กู้หย่วนก็หันไปมองมารดาพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ท่านแม่ สองแม่ลูกคู่นี้มา..."
"เฮ้อ มาขอยืมเสบียงน่ะสิ"
มารดากู้ถอนหายใจออกมาแล้วส่ายหน้า
"ปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี พอจ่ายค่าเช่านาเสร็จ เสบียงของสองแม่ลูกก็เหลือไม่เท่าไหร่ จนกระทั่งเมื่อวาน ข้าวในโอ่งที่บ้านก็หมดเกลี้ยงแล้ว"
"เมื่อครู่นี้สองแม่ลูกมาคุกเข่าอยู่หน้าประตูบ้าน อยากจะขอร้องให้บ้านเราให้ยืมเสบียงพวกนางสักหน่อย"
"สองแม่ลูกนี่คงจะตระเวนขอไปทั่วหมู่บ้านมาทั้งวันแล้ว สุดท้ายถึงได้มาจบที่บ้านเรา แต่ช่วงเวลาแบบนี้ บ้านไหนจะมีเสบียงเหลือเฟือกันล่ะ?"
กู้หย่วนยิ้มบางๆ แกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
"แล้วท่านแม่ไม่ได้ให้ยืมหรอกหรือ?"
มารดากู้ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด บิดากู้ต้าซานก็หัวเราะหึๆ เอ่ยแซวขึ้นมาว่า
"ไอ้ลูกคนนี้นี่ยังไม่รู้ใจแม่แกอีกรึ นางน่ะเป็นพวกปากร้ายใจดีมาแต่ไหนแต่ไร ปากก็ด่าฉอดๆ ไม่ยอมคน แต่ที่ไหนเลยจะทนดูเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ?"
มารดากู้ถลึงตาใส่กู้ต้าซานวงหนึ่ง ทว่าไม่ได้เถียงอะไร กลับถอนหายใจออกมา
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? อากาศหนาวเหน็บปานนี้ ถ้าข้าไม่ให้ยืม จะให้ทนดูสองแม่ลูกนี่อดตายไปต่อหน้าต่อตาจริงๆ หรือ?"
"อีกอย่าง ต่อให้ข้าจะใจอ่อน ข้าก็เลือกคนนะเว้ย ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเนรคุณหมาป่าตาขาวล่ะก็ ป่านนี้โดนข้าด่าเปิงตะเพิดออกจากบ้านไปนานแล้ว แต่แม่ม่ายซุนไม่ใช่นิสัยแบบนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันสักหน่อยก็สมควรแล้ว"
นับตั้งแต่ที่กู้หย่วนทุบตีต่งกุ้ยกับซุนเอ้อจนแขนขาหักไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน กู้หย่วนก็กลายเป็นคนจริงสุดโหดที่ห้ามไปแหยมด้วยที่สุดในหมู่บ้าน ซ้ำยังมีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่บ้านว่ากู้หย่วนมักจะเข้าป่าไปตัดฟืน แล้วแบกเข้าไปขายแลกเงินในเมืองบ่อยๆ
ดังนั้น การที่บ้านของกู้หย่วนมีเสบียง จึงไม่ถึงขั้นไปเตะตาหรือดึงดูดความสนใจจากคนอื่นมากนัก
สองสามีภรรยาผู้เฒ่าเรียกกู้หย่วนมากินข้าว ทั้งสองคนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวันไปเรื่อยเปื่อย
"หืม?!"
กู้หย่วนหันขวับไปมองทิศทางที่สองแม่ลูกแม่ม่ายซุนจากไป ท้องฟ้าด้านนอกมืดมิด ไม่เห็นเงาของสองแม่ลูกแล้ว ทว่าในใจของกู้หย่วนกลับเกิดความคลางแคลงใจและไม่แน่ใจขึ้นมา
เมื่อครู่นี้ ตอนที่สองแม่ลูกเดินผ่านจุดที่หนูเขี้ยวเหล็กอาหวงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด จู่ๆ อาหวงก็ถ่ายทอดความรู้สึกหวาดกลัวสายหนึ่งออกมา ไม่รู้ว่ามันกำลังกลัวแม่ม่ายซุน หรือเด็กน้อยซุนจงกันแน่
ประสาทสัมผัสของสัตว์มักจะเฉียบแหลมกว่ามนุษย์มากนัก
ในชาติก่อนของกู้หย่วน เวลาที่บางพื้นที่จะเกิดแผ่นดินไหว พวกหนู แมว สุนัข หรืองู มักจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติและแสดงปฏิกิริยาต่างๆ ออกมาให้เห็น
หนูเขี้ยวเหล็กที่เป็นถึงสายพันธุ์กลายพันธุ์ในหมู่หนู ยิ่งไม่ต้องพูดถึง!
การที่มันสามารถรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ผิดปกติบางอย่าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ดังนั้น กู้หย่วนจึงไม่คิดว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือความรู้สึกไปเองของอาหวง
บนตัวของสองแม่ลูกคู่นี้ จะต้องมีความนัยแอบแฝงอยู่แน่!
เรื่องที่แม่ม่ายซุนมาขอยืมเสบียง ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเหตุการณ์แทรกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้หย่วนสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลัง แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาอวิ๋นเมิ่ง
การมาครั้งนี้ เขาเตรียมตัวมาจัดการกับตะขาบปีศาจตัวนั้นโดยเฉพาะ!
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม กู้หย่วนก็มาถึงเนินเขาจุดที่เคยค้นพบต้นหวงจิงก่อนหน้านี้
เขายืนอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง ทอดสายตามองสำรวจสมุนไพรวิญญาณหวงจิงหลายต้นที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ตอนนี้อากาศหนาวเหน็บ ต่อให้เป็นต้นหวงจิงที่เติบโตมานานนับสิบปี ใบของพวกมันก็ต้องมีอาการเหลืองซีดและเหี่ยวเฉาไปบ้าง แต่สมุนไพรวิญญาณหวงจิงหลายต้นเหล่านี้ กลับยังคงเจริญงอกงามได้เป็นอย่างดี ใบของมันกลับเขียวชอุ่มสดใส ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย