เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 47 ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้ชั่วร้าย

ตอนที่ 47 ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้ชั่วร้าย

ตอนที่ 47 ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้ชั่วร้าย


...

เช้าตรู่

ฟางเช่อก้าวเท้าเข้าสู่สำนักยุทธ์

สายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องมาที่เขา

ไม่ว่าจะเป็นศิษย์รุ่นพี่หรือศิษย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้ในสำนักยุทธ์ ไม่มีใครไม่รู้จักเขาอีกแล้ว

โดยเฉพาะเสื้อคลุมสีดำปักลายทองหม่นอันเป็นเอกลักษณ์นั้น กลายเป็นที่รู้จักกันถ้วนหน้า

มองมาจากไกลๆ ชายเสื้อคลุมที่พลิ้วไหวอย่างสง่างามและเยือกเย็น ประกายระยิบระยับที่สะท้อนแสงแดดเพียงชั่วครู่ก็จางหายไป ล้วนเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า อืม... คุณชายฟางคนดังมาแล้ว!

เมื่อฟางเช่อเดินผ่าน ทุกคนก็พากันเดินตาม ฟางเช่อส่งยิ้มละมุนละไมอย่างมีมารยาท แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางลานประลองพร้อมกัน

เดินๆ ไป จู่ๆ ก็มีคนถามขึ้นมาว่า

"ฟางเช่อ เจ้าฆ่าซีเหมินซวี่รื่อไป สบายใจขึ้นไหม?"

คนถามพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ราวกับกำลังพูดหยอกล้อ

ฟางเช่อหยุดเดิน หันไปมองคนถาม สายตาพลันเย็นเยียบลงทันที

สายตาอันเย็นเยียบนั้น ทำให้คนถามรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที จึงฝืนยิ้มแล้วพูดว่า

"ข้าก็แค่ล้อเล่น..."

"ถ้ามีสักวันที่ข้าฆ่าเจ้า ข้าจะตอบคำถามนี้ให้ฟัง!" ฟางเช่อเอ่ยเสียงเย็น

คนถามหน้าเสียทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความโกรธ

"ก็บอกว่าแค่ล้อเล่นไง เจ้าจะจริงจังไปทำไม?"

ฟางเช่อเชิดหน้าขึ้น มองชายคนนั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล

"ขอโทษที ข้าเป็นคนไม่ชอบล้อเล่น รบกวนวันหลังอย่ามาล้อเล่นกับข้า! ข้าเป็นคนเส้นตื้น เล่นตลกด้วยไม่ได้"

ชายคนนั้นหน้าซีดสลับเขียว ก่อนจะแค่นเสียงหึ

"คิดว่าเก่งนักรึไง!"

แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป

ฟางชิงอวิ๋นเตือนว่า

"น้องลูกพี่ลูกน้อง จะทำตัวตึงไปทำไม เขาแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ทำตัวอ่อนโยนเข้าไว้สิ ทำตัวแข็งกร้าวแบบนี้มันจะเสียเปรียบเอานะ"

ฟางเช่อเดินไปพลาง พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังไปพลาง

"ท่านพี่ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ข้าอยากจะบอกท่าน การทำตัวอ่อนโยนเป็นเรื่องดี แต่มันต้องมีความเด็ดขาดและมีอารมณ์โกรธบ้าง"

"ถ้าเอาแต่อ่อนโยนตลอดเวลา คนอื่นก็จะลามปาม ไม่เกรงใจท่าน แม้แต่เรื่องตลกที่ไร้กาลเทศะ ก็กล้าเอามาล้อเล่น"

"แต่ถ้าท่านเด็ดขาด แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน อย่างมากพวกเขาก็แค่เอาท่านไปนินทาลับหลัง แต่พออยู่ต่อหน้า พวกเขาจะไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสาน! เพราะพวกเขารู้ว่า ท่านอารมณ์ร้าย และจะไม่ยอมทน!"

ฟางเช่อพูดอย่างจริงจัง

"ท่านพี่ ท่านซื่อเกินไป อ่อนโยนเกินไป ใจดีเกินไป ท่านจะเสียเปรียบเอานะ!"

ฟางชิงอวิ๋นถึงกับอึ้งไป

นึกถึงคำสอนที่ตัวเองได้รับมาตั้งแต่เด็ก: จงตั้งใจทำงาน เป็นคนดี อย่าก่อเรื่อง อย่าทำผิด เป็นมิตรกับทุกคน แล้วจะได้รับผลตอบแทนที่ดี...

และเขาก็ทำตามนั้นมาตลอดจริงๆ

ดังนั้นเขาจึงมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่พอลองถามใจตัวเองดู คนส่วนใหญ่มีแต่จะกอบโกยผลประโยชน์จากเขา มีใครบ้างที่ให้ความเคารพเขาจริงๆ?

กินดื่มดมเงินเขามาตั้งกี่ปี มีใครเคยตอบแทนบ้างไหม?

กลับกัน พอพวกเขามีของดีอะไร ก็เอาไปประเคนให้พวกอัจฉริยะหัวกะทิในชั้นเรียน ที่ไม่ได้เห็นหัวพวกเขาสักนิด

และพวกอัจฉริยะเหล่านั้นก็รับของพวกนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย ทำราวกับเป็นเรื่องสมควร แถมบางทียัง... ทำท่าทางเหยียดๆ ซะด้วยซ้ำ

ส่วนตัวเขาที่เป็นคนทุ่มเทให้มากที่สุด ใกล้ชิดที่สุด กลับไม่ได้อะไรเลย

ฟางชิงอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจยาว จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนได้บรรลุสัจธรรมบางอย่าง

ซื่อเกินไป อ่อนโยนเกินไป ใจดีเกินไป จะเสียเปรียบเอานะ

งั้นหรือ?

ฟางชิงอวิ๋นรู้สึกสับสน

ตลอดทางที่เดินต่อไป สายตาของทุกคนที่มองมาเปลี่ยนไปจริงๆ

ทุกคนรู้สึกว่า ฟางเช่อคนนี้ก็เป็นคนดีอยู่นะ เพียงแต่... ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูอ่อนโยนนั้น มันเป็นแค่หน้ากาก

แท้จริงแล้ว เขาเป็นคนอารมณ์ร้ายมาก

ใบหน้านั้น มันก็แค่ผ้าม่าน

บทจะดึงลงมาปิดก็ดึงลงมาดื้อๆ

ทุกคนจึงแปะป้ายกำกับให้ฟางเช่อว่า 'คนนี้อย่าไปยุ่ง' 'อารมณ์ร้าย บทจะพลิกหน้าก็พลิก'

และแน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ฟางเช่อจงใจทำให้มันเกิดขึ้น

เขาไม่ได้ต้องการภาพลักษณ์คนดีศรีสังคม

ช่วงหลายวันมานี้ เขารู้สึกว่าตัวเองเข้าถึงง่ายเกินไป มีสิ่งที่เรียกว่า 'เพื่อน' เยอะเกินไป ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ มันจะส่งผลเสียต่อการปกปิดฐานะที่แท้จริงของเขา เขากำลังหาโอกาสระเบิดอารมณ์อยู่พอดี แล้วไอ้หมอนี่ก็ตาบอดสอดแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้ามาพอดี

แถมยังถามคำถามที่ล่อแหลมซะด้วย

ฟางเช่อก็เลยจัดให้เต็มๆ!

ผลคือรอบตัวเขาโล่งเตียนขึ้นเยอะทันตาเห็น

การระเบิดอารมณ์ใส่พวกที่ชอบล้อเล่นแรงๆ แม้จะไล่พวกที่เข้ามาตีสนิทจริงๆ ไปบ้าง

แต่ฟางเช่อก็ทำได้แค่พูดในใจว่า: อยู่ใกล้ข้ามันอันตรายเกินไป!

การเป็นเพื่อนข้า ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิ่วเชียวนะ!

...

รอบลานประลอง จำนวนคนดูหายไปเยอะ อย่างน้อยๆ ก็หายไปหนึ่งในสี่แล้ว

พวกนี้... แฮ่ม ล้วนเป็นคนชอกช้ำระกำใจ

คนที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่คือพวกที่แทงข้างชิวอวิ๋นซ่าง เซี่ยกงผิง และฮั่วชูหราน ส่วนพวกที่แทงจิ่งซวงเกากับอวี่จงเกอ... แทบจะนับหัวได้เลย

ในทางกลับกัน กองทัพสาวๆ ที่แทงข้างฟางเช่อ กลับยิ่งส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มกว่าเดิม

สาวๆ พวกนี้ส่วนใหญ่คิดแค่ว่า 'เสียเงินก็ช่างมัน' แต่ใครจะไปคิดว่าจะฟลุคชนะซะงั้น

โชคหล่นทับแบบไม่คาดฝันแบบนี้ ย่อมทำให้ดีใจเนื้อเต้นเป็นธรรมดา

พวกนางจึงพากันลากเพื่อนฝูงมาดูด้วย เพื่อแบ่งปันความสุข

ในช่วงเวลานี้ ไม่รู้ว่ามีการเลี้ยงฉลองกันระหว่างแก๊งเพื่อนสาวไปกี่มื้อแล้ว...

ในขณะเดียวกัน สำนักยุทธ์ไป๋อวิ๋นกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลอย่างเร่งด่วน

ใครบ้างที่ไม่เคยแทงพนันเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

ใครบ้างที่นอกจากจะไม่แทงพนันแล้ว ยังไม่เคยโผล่หน้ามาดูการประลองเลยตั้งแต่ต้น

ในบรรดาคนที่ไม่มาดู มีใครบ้างที่มุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนวิชา

ใครบ้างที่เอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ

ใครบ้างที่แทงพนันมาตลอดตั้งแต่ต้น และใครบ้างที่เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นกูรูนักวิเคราะห์

ใครได้กำไร ใครหมดตัว...

ข้อมูลพวกนี้ ต้องถูกบันทึกไว้ให้หมด

"ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ เรื่องสนุกบางอย่างก็ดูได้ แต่เรื่องสนุกบางอย่าง ดูแล้วต้องจ่ายค่าปรับ!"

นี่คือแนวทางการบริหารสำนักยุทธ์ของท่านอาจารย์ใหญ่เกาชิงอวี่

"บทเรียนบางอย่าง แค่สั่งสอนด้วยปากเปล่า พวกมันจำกันไม่ได้หรอก"

"ดังนั้นต้องทำให้พวกมันรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดซะบ้าง!"

"ในฐานะศิษย์สำนักยุทธ์ งานประลองของศิษย์ใหม่ มันไปเกี่ยวอะไรกับพวกมันด้วย? ไม่รู้จักไปพัฒนาตัวเอง แค่มายืนดูเรื่องสนุกก็แย่พอแล้ว นี่ถึงกับหน้ามืดตามัวเพราะความโลภ!"

"ถ้าไม่สั่งสอนให้หลาบจำ ชาตินี้พวกมันคงไม่รู้ฤทธิ์เดชของข้า!"

"หลังจบงานประลองศิษย์ใหม่ ให้จัดการทดสอบศิษย์เก่าระดับสี่ทันที! โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของวันแรกที่พวกมันเข้าเรียน ใครไม่มีพัฒนาการ ปรับสองคะแนน! ใครที่ระดับพลังยุทธ์หรืออันดับตกต่ำลง ปรับห้าคะแนน!"

"อยากดูเรื่องสนุกนักใช่ไหม! อยากแทงพนันนักใช่ไหม!"

ใบหน้าซูบผอมของเกาชิงอวี่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด

หวงอีฟานนั่งคอตกอยู่ข้างๆ เอ่ยเสียงอ่อย

"แต่เรื่องแทงพนันนี่ สำนักยุทธ์เป็นคนจัดขึ้นมาเองนะท่าน"

"สำนักยุทธ์จัดแล้วจะทำไม?"

เกาชิงอวี่สวนกลับ

"สิทธิ์ขาดในการอธิบายอยู่ที่สำนักยุทธ์! สำนักยุทธ์แค่บอกว่า 'อนุญาต' แต่ไม่ได้บอกให้พวกมันมา 'เข้าร่วม' ซะหน่อย! แค่บอกว่าแทงพนันได้ แต่ใครใช้ให้พวกมันเล่นจนหมดเนื้อหมดตัวล่ะ?"

"พวกปัญญาชนเวลาทำตัวเป็นอันธพาลนี่... มันน่าสะพรึงกลัวจริงๆ" หวงอีฟานถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แล้วเรื่องของเกาอวิ๋นฉีกับโจวอี้ล่ะ จะเอายังไง?" หวงอีฟานเปลี่ยนเรื่อง

หลู่เจี้ยวซานลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า

"เรื่องนี้มันเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย จะไปโทษเกาอวิ๋นฉีกับโจวอี้ได้ยังไงกัน?"

เมิ่งฉือเจิ้ง หัวหน้าผู้คุมกฎที่นั่งเงียบมาตลอด เงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ศิษย์ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา แต่พวกเขาสองคนกลับยืนทื่อเป็นท่อนไม้ไม่ทำอะไรเลย ท่านรองอาจารย์ใหญ่หลู่ ท่านคิดว่าพวกเขาไม่มีความผิดเลยรึ?"

"ความผิดน่ะมีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะต้องลงโทษหนักหนาอะไรนี่"

"ความผิดร้ายแรงขนาดนี้ ไล่ออกยังถือว่าปรานีไปด้วยซ้ำ หรือท่านจะให้แค่ด่าพอเป็นพิธีแล้วปล่อยผ่าน? แบบนั้นมันไม่ละหลวมไปหน่อยหรือ?"

หลู่เจี้ยวซานหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

"หัวหน้าผู้คุมกฎเมิ่ง ท่านหมายความว่ายังไง? ท่านจะไล่อาจารย์ระดับแนวหน้าของเราออก เพียงเพราะความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ?"

เมิ่งฉือเจิ้งไม่สะทกสะท้าน เอ่ยตอบ

"ท่านรองอาจารย์ใหญ่หลู่ ทำผิดก็ต้องรับโทษ มิฉะนั้น สำนักยุทธ์ไป๋อวิ๋นของเรา จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะตอบคำถามสังคมภายนอกได้อย่างไร?!"

ท่านอาจารย์ใหญ่เกาชิงอวี่ปวดขมับจนต้องยกมือขึ้นนวด

"เรื่องนี้ เอาไว้คุยกันทีหลัง!"

หลู่เจี้ยวซานกับเมิ่งฉือเจิ้งทำท่าจะลุกขึ้นแย้ง

แต่เกาชิงอวี่ลุกขึ้นยืนก่อน

"เลิกประชุม!"

"ท่านอาจารย์ใหญ่!"

หลู่เจี้ยวซานกับเมิ่งฉือเจิ้งประสานเสียงเรียก

เกาชิงอวี่หันขวับกลับมา ตวาดเสียงกร้าว

"หรือจะให้พวกท่านสองคนมานั่งตำแหน่งอาจารย์ใหญ่นี้แทน?!"

"มิกล้า!"

"หึ! มิกล้า? ข้าว่าพวกท่านกล้าจะตายไป! ข้ายังนึกว่าพวกท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ไปแล้วซะอีก! ดูท่าทางโอหังพองขนของพวกท่านสิ นี่มันในที่ประชุมนะ! คิดว่ากำลังเป็นอันธพาลแย่งถิ่นกันอยู่รึไง? พวกท่านยังมีมารยาทหลงเหลืออยู่บ้างไหม?! ยังมีสง่าราศีของความเป็นอาจารย์อยู่บ้างไหม?!"

เกาชิงอวี่ชี้หน้าด่าทั้งสองคนจนหน้าชาไปหมด ก่อนจะตบท้ายอย่างเผ็ดร้อน

"ไร้ระเบียบ! ไร้วินัย! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! แหกปากโวยวายกลางที่ประชุม! แข็งข้อกับผู้บังคับบัญชา! ทำอะไรตามอำเภอใจ! พวกท่านสองคนนี่มัน... เสียข้าวสุกจริงๆ!"

ทุกคนต่างดูออกว่า ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้ได้ฉายาว่า 'ตาแก่เจ้าเล่ห์' กำลังหาเรื่องด่ากราดเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาอีกแล้ว

พวกที่รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางต่างก็พากันรูดซิปปากเงียบกริบ

ต้องยอมรับเลยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้าหลายๆ อย่างของสำนักยุทธ์ไป๋อวิ๋น มักจะถูกท่านอาจารย์ใหญ่ใช้ลูกไม้ 'ด่ากราดกลบเกลื่อน' แบบนี้ปัดเป่าให้หายวับไปกับตาเสมอ

เมื่อไหร่ที่ท่านอาจารย์ใหญ่เริ่มใช้ลูกไม้นี้ แปลว่าพอด่าเสร็จ ท่านก็จะทำเป็นโกรธจัดแล้วสะบัดก้นเดินหนีไป ปล่อยให้ปัญหามันคาราคาซังไว้รอแก้ทีหลัง...

ดังนั้นพอทุกคนเห็นท่าทางแบบนี้ของท่านอาจารย์ใหญ่ ก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก

และก็เป็นไปตามคาด

หลังจากเกาชิงอวี่ด่าจนหอบ เขาก็ตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว

"ข้าจะต้องตายเพราะความดันขึ้นก็เพราะพวกท่านนี่แหละ! ไม่มีใครทำให้ข้าสบายใจได้สักคน"

เขาเอามือกุมหน้าอก

"โอ๊ย หัวใจข้า... แค่กๆๆ..."

"ยา! ขอยา! ยาหอม!"

เกาชิงอวี่หายวับไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด!

หวงอีฟานบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์

"แม่งเอ๊ย พวกปัญญาชนที่ทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งหน้าด้านนี่มันรับมือยากจริงๆ... เสียดายที่ข้าดันหน้าด้านไม่พอ..."

...

บนลานประลอง

เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านประหนึ่งมังกรฟัดกับเสือ

ชิวอวิ๋นซ่างกับจิ่งซวงเกาผลัดกันรุกผลัดกันรับ สภาพสะบักสะบอมด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ยังไม่มีใครยอมใคร

ฟางเช่อหรี่ตามองการต่อสู้

ระดับพลังยุทธ์ของสองคนนี้น่าจะอยู่ในขั้นยอดฝีมือระดับสองขั้นสุดยอด ด้อยกว่าโม่ก่านอวิ๋นอยู่เล็กน้อย

ส่วนพลังการต่อสู้ ยิ่งด้อยกว่าโม่ก่านอวิ๋นลงไปอีกนิด

แชมป์นอนมาเห็นๆ!

แต่ในใจเขากลับมีคำถามผุดขึ้นมา: ก่อนหน้านี้จิ่งซวงเกาจงใจซ่อนพลังยุทธ์เอาไว้? ทำไมต้องซ่อนด้วย?

ในเมื่อซ่อนไว้ แล้วทำไมถึงต้องมาเผยเอาตอนนี้ล่ะ? ถ้าอย่างนั้นการซ่อนไว้แต่แรกก็ไร้ความหมายสิ?

เว้นเสียแต่ว่า... หมอนี่จะมีเป้าหมายเดียวกับเขา

นั่นคือการเป็นม้ามืดในงานประลองศิษย์ใหม่ครั้งนี้!

ถ้าอย่างนั้น การที่เขาทำแบบนี้เพราะมีเหตุผลและเป้าหมายแอบแฝงมากมาย แล้วจิ่งซวงเกาล่ะ มีเหตุผลอะไร?

ไอ้หมอนี่มันอยู่ฝ่ายไหนกันแน่?

ฟางเช่อเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว: ชิวอวิ๋นซ่างน่าจะไม่ใช่คนของลัทธิเอกะธรรมหรอก

แต่ทำไมจิ่งซวงเกาถึงได้เอาเป็นเอาตายกับชิวอวิ๋นซ่างขนาดนี้?

ต้องเขี่ยอีกฝ่ายให้ตกรอบให้ได้เลยหรือ?

แล้วก็ยังมีอวี่จงเกออีกคน ที่ยิ่งเจอคู่ต่อสู้แข็งแกร่ง เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งตาม จนกระทั่งได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบมาแบบชิลๆ ฝีมือคงไม่ด้อยไปกว่าชิวอวิ๋นซ่างและคนอื่นๆ แน่

ไอ้หมอนั่นมันมาจากไหนกัน?

แววตาของฟางเช่อฉายประกายเย็นเยียบ

ในที่สุด การต่อสู้ของทั้งสองก็จบลงด้วยความบอบช้ำทั้งคู่

จิ่งซวงเกาล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ในขณะที่ชิวอวิ๋นซ่างยังคงยืนโอนเอนไปมา กัดฟันฝืนยืนหยัดไม่ยอมล้ม!

"ชิวอวิ๋นซ่างเป็นฝ่ายชนะ ผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้าย!"

เสียงประกาศของอาจารย์ผู้ตัดสิน ปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้ลง

คู่ต่อไปคือฮั่วชูหรานกับเซี่ยกงผิง

ตามกฎแล้ว ทั้งสองคนต้องประลองกันอีกรอบ

เนื่องจากอีกสองคู่รู้ผลแพ้ชนะแล้ว!

จะมาให้คู่ที่เสมอกันได้ผ่านเข้ารอบโดยที่คนอื่นต้องมาสู้กันอีกรอบ มันก็ใช่ที่!

ดังนั้น ทั้งสองคนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงต้องกระเสือกกระสนกลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง

หลังจากต่างฝ่ายต่างหมดแรงจนเสมอกันไปในรอบแรก การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นการวัดความอึด พลังใจ และรากฐานที่สะสมมา!

ทั้งสองคนกัดฟันสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายไปอีกเกือบชั่วยาม!

จู่ๆ ฮั่วชูหรานก็ระเบิดพลังแฝง งัดเอาเพลงฝ่ามือที่พิสดารสุดๆ ออกมาใช้ และสามารถเอาชนะเซี่ยกงผิงไปได้ในที่สุด

แต่สีหน้าของอาจารย์ผู้ตัดสินกลับมืดครึ้มลงทันที

เพลงฝ่ามือของฮั่วชูหรานแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความลี้ลับที่ชวนให้ขนลุก

บรรดาอาจารย์ที่คุ้นเคยกับการต่อสู้กับลัทธิเอกะธรรม ต่างก็รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

แม้พวกเขาจะไม่เคยเห็นเพลงฝ่ามือนี้มาก่อน และไม่มีหลักฐานมัดตัว แต่... แค่เห็นก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว

แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ —นี่คือเหตุผลสำคัญที่ฟางเช่อไม่ยอมใช้ 'เจ็ดกระบวนท่าวิญญาณโลหิต' ในการต่อสู้เด็ดขาด

วิชานั้นเป็นวิชาไม้ตายก้นหีบของประมุขลัทธิมาร ชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่ตกตายภายใต้วิชานี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน

หากฟางเช่องัดวิชานี้ออกมาใช้ล่ะก็...

...

จบบทที่ ตอนที่ 47 ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้ชั่วร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว