- หน้าแรก
- หมื่นกระบี่สยบศาสตรา
- บทที่ 21 ฝันร้าย พังทลายกระดาน
บทที่ 21 ฝันร้าย พังทลายกระดาน
บทที่ 21 ฝันร้าย พังทลายกระดาน
ฝ่ายกิจการศึกษา
มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการลงทะเบียนศิษย์ใหม่ของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน การออกป้ายประจำตัว และเรื่องจิปาถะอื่นๆ
ที่นี่ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่อะไรนัก
ดังนั้น ผู้ดูแลของฝ่ายกิจการศึกษาจึงไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไรแน่นอนว่านั่นหมายถึงภายในสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน แต่หากเป็นภายนอกสำนักแล้วละก็ พวกเขาก็ถือเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงเรียงนามไม่น้อย
ฉู่เจิ้งสาวเท้าก้าวเดินไปยังฝ่ายกิจการศึกษา
เขาลดความเร็วฝีเท้าลงกะทันหัน
สายตามองเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
"จ้าวหวายทง?" ดวงตาของฉู่เจิ้งหดแคบลง ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตระกูลจ้าวได้เข้ามาหยั่งรากฝังลึกในตำบลผิงเจียงอย่างแข็งกร้าว ในฐานะนายน้อยตระกูลจ้าว ฉู่เจิ้งย่อมจำอีกฝ่ายได้ และรู้ดีว่าในการกวาดล้างตระกูลจ้าวครั้งล่าสุด จ้าวหวายทงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ถือเป็นความผิดพลาดที่เล็ดลอดไป
ภายหลังที่มีผู้บำเพ็ญตบะตระกูลจ้าวจากอำเภอหลินเหอมาลอบโจมตี ฉู่เจิ้งก็เคยคาดเดาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับจ้าวหวายทง
แต่เขานึกไม่ถึงจริงๆ ว่า...
จะได้พบกับจ้าวหวายทงภายในสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน
ตระกูลจ้าวแห่งอำเภอหลินเหอมีความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ถึงกับส่งจ้าวหวายทงเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนได้?
ไม่แปลกที่ฉู่เจิ้งจะเกิดความคิดเช่นนี้ เพราะความรู้ที่เขามีต่อสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนนั้นมีจำกัดยิ่งนัก
จ้าวหวายทงจ้องมองฉู่เจิ้งจากระยะไกล
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
เขามีเพียงสายตาเย็นเยียบถึงขีดสุด ความแค้นและเจตนาฆ่าอันน่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกระแสน้ำหลากที่พุ่งพล่านอยู่ในดวงตา
แค้น!
คนผู้นี้เองที่ทำให้ครอบครัวของเขาพินาศย่อยยับ ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงมาตลอดทาง เปลี่ยนสถานะจากนายน้อยของตระกูลกลายมาเป็นเพียงข้ารับใช้
หากไม่ใช่เพราะพละกำลังยังไม่เพียงพอ
จ้าวหวายทงคงลงมือสังหารฉู่เจิ้งให้สิ้นซากไปเสียตรงนี้แล้ว
"ท่านติ่ง ข้าควรฉวยโอกาสนี้จัดการไอ้หมอนี่เลยดีไหม?"
ฉู่เจิ้งส่งเสียงถามในใจอย่างเงียบๆ
"ลุยเลยสิ" ภายในเตาหลอมสวรรค์รวบรวมธาตุ ท่านติ่งยุยงอย่างไม่กลัวเรื่องราวใหญ่โต
"ช่างเถอะ วันนี้ไม่เหมาะแก่การฆ่าฟัน เว้นชีวิตมันไว้ก่อนสักครา" ฉู่เจิ้งไม่ได้ลงมือจริงๆ เขากลับกล่าวตอบเสียงเรียบ จนท่านติ่งต้องกลอกตาขึ้นฟ้าและฉวยโอกาสประชดประชัน
"ไม่กล้าก็บอกว่าไม่กล้า จะมาอ้างว่าไม่เหมาะแก่การฆ่าฟันทำไม"
ฉู่เจิ้งไม่ได้ใส่ใจ
การปะทะคารมกันจนเป็นความเคยชิน พลังทำลายล้างย่อมมีจำกัด
แน่นอนว่าฉู่เจิ้งอยากจะสังหารจ้าวหวายทงเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมจริงๆ แต่ที่นี่คือสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน หากบุ่มบ่ามชักกระบี่ฆ่าคน ผลลัพธ์ที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
ดังนั้น เข้าสำนักให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน
เขาละสายตากลับมา ฉู่เจิ้งสาวเท้าเดินเข้าไปในฝ่ายกิจการศึกษา
จ้าวหวายทงเผยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาทันที พึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่มีเพียงเขาที่ได้ยิน "ฉู่เจิ้ง ฝันร้ายของเจ้าเริ่มต้นขึ้นแล้ว..."
...
ภายในฝ่ายกิจการศึกษา
หวังหรง ผู้ดูแลที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ตรวจสอบของยืนยันการเข้าสำนักอย่างละเอียด ทันใดนั้น ดวงตาเล็กหยีก็ส่องประกายคมกล้าจ้องเขม็งไปที่ฉู่เจิ้ง
"ของยืนยันการเข้าสำนักเป็นของจริง เจ้าบอกว่าชื่อฉู่เจิ้ง มาจากตระกูลฉู่ ตำบลผิงเจียง อำเภอหลินเหออย่างนั้นรึ?"
"ถูกต้อง" ฉู่เจิ้งตอบรับ
เรื่องนี้ปลอมแปลงไม่ได้ และไม่ควรปลอมแปลงด้วย
เพราะมันตรวจสอบได้ง่ายดายยิ่งนัก
หากถูกจับได้ว่ากุเรื่องเท็จขึ้นมา ผลจะเป็นอย่างไร?
ฉู่เจิ้งเองก็ไม่แน่ใจ และเขาไม่อาจยอมเสี่ยงกับเรื่องนี้ได้
"ผู้ดูแลหวัง ตอนนี้ข้าเข้าสำนักได้แล้วใช่หรือไม่?" ฉู่เจิ้งถาม
"เข้าสำนัก? เข้าสำนักอะไร?" หวังหรงเก็บของยืนยันการเข้าสำนักไป พลางย้อนถามกลับด้วยท่าทางไขสือ
"ผู้ดูแลหวัง ขอเพียงมีอายุตามเกณฑ์และมีของยืนยันในมือ ก็สามารถเข้าสำนักได้ นี่คือกฎของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนไม่ใช่หรือ?" ฉู่เจิ้งก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมตวาดเสียงต่ำ
"ก็ใช่"
ดวงตาเล็กหยีของหวังหรงหรี่ลงพร้อมประกายตาที่วับวาม
"ผู้ที่มีของยืนยันและอายุเหมาะสมสามารถเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนได้โดยตรงก็จริง แต่ว่า... ของยืนยันของเจ้าล่ะ อยู่ไหน?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่เจิ้งก็ชะงักด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ความโกรธจะพุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
แต่ฉู่เจิ้งก็ระงับความโกรธไว้ และย้อนถามกลับไปเสียงขรึม
"ผู้ดูแลหวัง ข้ากับท่านไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน และไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดท่านต้องจงใจเล่นงานข้าด้วย?"
"เหลวไหล! เจ้ามันตัวอะไร ถึงขนาดที่ข้าต้องลดตัวลงไปเล่นงานเชียวรึ" มืออ้วนๆ ของหวังหรงตบโต๊ะดังสนั่นพลางลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ดวงตาเล็กๆ เบิกกว้างจ้องหน้าฉู่เจิ้ง "เจ้าหนู ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่ถือสาหาความเรื่องที่เจ้าบุกรุกสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน มิเช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าทิ้งเสียตรงนี้"
สิ้นคำพูด
ร่างอ้วนฉุของผู้ดูแลหวังก็สั่นสะท้านส่งเสียงคำรามทึบต่ำออกมา
คลื่นพลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกมาทันที ราวกับทำนบกั้นน้ำพังทลายจนกระแสน้ำหลากพุ่งทะลัก ก่อเกิดลมพัดแรงวนเวียนอยู่ในห้อง จนกระดาษบนโต๊ะปลิวกระจัดกระจาย
ขั้นทะลวงพลัง ระดับสาม!
ฉู่เจิ้งไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นหวังหรง ฉู่เจิ้งก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังในตัวอีกฝ่ายอย่างเฉียบคม
เมื่อพิจารณาจากอายุและสถานะของเขาแล้ว
การมีวรยุทธขั้นทะลวงพลังระดับสามย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่แล้วอย่างไรล่ะ หากตบะสูงกว่าเขา?
"ผู้ดูแลหวัง ข้าไม่รู้ว่าท่านถูกใครยุยงมาถึงได้ตั้งแง่กับข้าเช่นนี้ แต่ข้าขอเตือนว่าท่านควรคิดให้ดี ความแค้นที่ไม่ควรสอดมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้มายุ่ง..."
ดวงตาของฉู่เจิ้งเย็นเยียบหยาดน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงยะเยือกราวมือสังหาร
"เจ้ามันเป็นตัวอะไร ถึงบังอาจมาพูดกับข้าเช่นนี้"
ฉู่เจิ้งยังพูดไม่ทันจบ หวังหรงก็ตะคอกขัดขึ้นราวกับถูกยั่วโมโห พลังขั้นทะลวงพลังระดับสามช่วงปลายระเบิดออกมาอย่างไม่ปิดบัง จากนั้นเขาก็ยกแขนขึ้น ฝ่ามือที่เดิมทีก็อ้วนอยู่แล้วกลับสั่นสะท้านและพองขยายขึ้นอีกเท่าตัว
เส้นเลือดปูดโปนเต็มฝ่ามือดูน่าสยดสยอง
ในขณะเดียวกัน ก็มีกระแสลมปราณแผ่ซ่านออกมาปกคลุมฝ่ามือที่ขยายใหญ่ขึ้นนั้น ราวกับแท่นโม่หินที่แฝงไปด้วยพลังอันดุดันและคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าจู่โจมฉู่เจิ้งราวกับจะถล่มกำแพงเมือง
เสียงนั้นราวกับฟ้าร้องคำรามกึกก้อง ทรงพลังจนน่าใจหาย
คล้ายกับว่าทุกสิ่งภายใต้ฝ่ามือนี้จะถูกบดขยี้จนแหลกลาญ
ฉู่เจิ้งอดไม่ได้ที่จะตระหนกอยู่ในใจ
แข็งแกร่ง!
พลังฝ่ามือของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินความคาดหมาย อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ใช้ขั้นทะลวงพลังที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา
และหากมองไม่ผิด
กระแสลมปราณที่ปกคลุมฝ่ามืออยู่นั้น เห็นชัดว่าเป็นเครื่องหมายของผู้ที่บรรลุศาสตร์การต่อสู้ในระดับที่หนึ่ง
เช่นเดียวกับการควบแน่นปราณกระบี่ในระดับแรกของวิชากระบี่
นอกจากความประหลาดใจแล้ว จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ก็พลันบังเกิดขึ้นและพุ่งทะยาน
เช้ง!
กระบี่ส่งเสียงกรีดร้องคมชัด ไพเราะเสนาะหู ก้องกังวานไปทั่วห้อง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงระเบิดกึกก้องประหนึ่งอัสนีบาตฟาดลงมากลางวันแสกๆ
ปราณกระบี่สามฟุตถูกพ่นออกมา ผสานเข้ากับกระบี่หลอมคม
เพียงพริบตาเดียว มันก็กลายเป็นสายฟ้าสีม่วงคล้ำที่พุ่งทะลวงสวรรค์และปฐพี แสงสว่างจ้าส่องประกายไปทั่วห้องจนขาวโพลนไปหมด
ทั้งยังมีเสียงคำรามอันน่าหวาดกลัวดังขึ้น
ประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าฟาดลงข้างหู จนศีรษะของหวังหรงอื้ออึงไปหมด
วิชากระบี่วายุอัสนี... อัสนีทลาย!
อานุภาพกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวราวกับเทพสายฟ้าฟาดฟันลงมา
"นี่มันวิชากระบี่อะไรกัน..."
หวังหรงเกือบจะหลุดปากร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ประกายกระบี่ที่ราวกับสายฟ้าสีม่วงคล้ำนั้นได้พุ่งเข้าหาเขาด้วยพลังที่บดขยี้ทุกสรรพสิ่งแล้ว
ไม่มีเวลาให้คิดมาก
หวังหรงทำได้เพียงทุ่มสุดตัวซัดฝ่ามือออกไป
ตูม! ตูม! ตูม!
ประกายกระบี่อัสนีม่วงปะทะกับฝ่ามือยักษ์ราวแท่นโม่ พลันบังเกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทสะท้านห้อง กระแสพลังอันน่าสยดสยองพุ่งพล่านจนฝุ่นผงกระจายตัว
โต๊ะไม้หนาเตอะพลันแตกละเอียดเป็นผุยผงภายใต้กระแสพลังที่หลงเหลืออยู่
ผนังและพื้นดินยิ่งถูกปราณที่เล็ดลอดออกมาฟาดฟันจนเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว
ร่างอ้วนท้วนของหวังหรงถอยกรูดไปหลายก้าว ลมปราณที่ปกคลุมฝ่ามือแตกสลาย ทั้งยังมีรอยแผลจากกระบี่พาดผ่านจนเลือดไหลซึม
ประกายกระบี่อัสนีม่วงสลายไป
ฉู่เจิ้งถอยหลังไปสามก้าว กระบี่หลอมคมสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงกรีดร้องแหลมคม
"ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี!"
หวังหรงหยุดฝีเท้าลง เขาไม่ได้สนใจพื้นดินที่แตกร้าวจากการเหยียบย่ำ ดวงตาเล็กๆ เบิกกว้างจ้องเขม็งไปที่ฉู่เจิ้ง ปากก็พร่ำพูดคำที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา
"วิชากระบี่ของเจ้า... ถึงกับบรรลุระดับที่สอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนีแล้วเชียวรึ..."
ฉู่เจิ้งกระชับกระบี่ขึ้นอีกครั้ง ปราณกระบี่สามฟุตที่พ่นออกมานั้นคล้ายจะมีเสียงอัสนีสั่นสะเทือนเป็นระลอก
"หยุดมือ!"
รูม่านตาของหวังหรงหดตัวลงเท่ารูเข็ม รีบร้องห้ามทันควัน จากนั้นใบหน้าอ้วนๆ ก็ปั้นยิ้มอย่างจริงใจออกมา
"น้องชายฉู่เจิ้ง เข้าใจผิด มันคือเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ข้า... ข้าเพียงแค่อยากจะทดสอบความสามารถของเจ้าดูเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดจะผูกใจเจ็บกับเจ้าเลยจริงๆ"
"ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด คลี่คลายได้ก็ดีแล้ว" ฉู่เจิ้งพลันยิ้มออกมา
บรรยากาศอันตึงเครียดที่พร้อมจะฆ่าฟันกันดูเหมือนจะมลายหายไป
แต่บนกระบี่หลอมคมยังคงควบแน่นด้วยปราณกระบี่สามฟุต กลิ่นอายความคมกริบอันน่าสะพรึงกลัวยังคงปกคลุม ล็อคเป้าหมายไปที่หวังหรง
หวังหรงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ไม่ว่าตบะจะเป็นอย่างไร เพียงแค่วิชากระบี่ระดับที่สอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเกรงกลัวอย่างยิ่ง เขาไม่กล้าทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต มิเช่นนั้นหากเกิดผลกระทบที่ควบคุมไม่ได้ขึ้นมา อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรเขาไม่สน แต่ตัวเขาเองย่อมไม่ได้รับผลดีอย่างแน่นอน
เขารีบกล่าวสำทับด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ อีกครั้ง
"น้องชายฉู่เจิ้ง วางใจเถอะ ข้าจะลงทะเบียนเข้าสำนักให้เจ้าเดี๋ยวนี้ และจะยื่นเรื่องทำป้ายคำสั่งสำนักให้ทันที"
"ข้าไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ นะ"
หวังหรงเน้นย้ำอีกรอบ
"พูดได้ดี เช่นนั้นก็รบกวนผู้ดูแลหวังด้วย แต่ข้าขอให้ผู้ดูแลหวังช่วยบอกหน่อยเถิดว่า ใครกันที่ยุยงให้ท่านจงใจเล่นงานข้า?" ฉู่เจิ้งถามยิ้มๆ
เข้าใจผิดอย่างนั้นรึ?
ทดสอบความสามารถรึ?
แม้ฉู่เจิ้งจะอายุเพียงสิบแปดปี แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆ
"ฉู่..." หวังหรงเตรียมจะแถต่อ
"ผู้ดูแลหวัง ท่านต้องคิดให้ดี" รอยยิ้มบนหน้าฉู่เจิ้งยังคงอยู่ แต่ในดวงตากลับฉายแววเย็นเยียบคมปลาบ แฝงไปด้วยเจตนาฆ่าอันน่าสยดสยอง ราวกับพายุที่มองไม่เห็นพัดพ่านไป
หวังหรงรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัวจนอดใจหายไม่ได้
เด็กคนนี้ฆ่าคนมาเท่าไหร่กันแน่ เจตนาฆ่าถึงได้เข้มข้นเพียงนี้
เมื่อรวมกับวิชากระบี่ระดับสอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี เขายิ่งรู้สึกขยาดต่อฉู่เจิ้งมากขึ้นไปอีก
เขาถึงกับเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า...
หากตนเองตอบคำถามไม่เข้าหู อีกฝ่ายจะลงมือสังหารปลิดชีพเขาทันทีอย่างไม่คิดชีวิต
และหากเรื่องราวใหญ่โตจนไปเข้าหูอาจารย์ของสำนักมหาธรรม
เรื่องราวก็จะซับซ้อนขึ้นไปอีก
"แม่มเอ๊ย..." หวังหรงสบถในใจ จากนั้นก็เลิกทำเป็นไขสือ เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา "น้องชายฉู่เจิ้ง เจ้ามีของยืนยันเข้าสำนัก แถมยังฝึกวิชากระบี่ถึงระดับสอง อนาคตช่างไร้ขีดจำกัด การที่ข้าเล่นงานเจ้าถือเป็นความผิดของข้าเอง ข้ายินดีจะชดใช้ค่าเสียหาย"
"แต่ว่า... คนอื่นๆ นั้นก็ไม่ใช่คนที่ข้าจะล่วงเกินได้"
"โปรดเข้าใจด้วย"
"หากเจ้ายังไม่หายแค้น จะฟันข้าสักกระบี่ก็ได้ ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ ไม่หลบและไม่โต้ตอบ"
พูดจบ หวังหรงก็ทำท่าราวกับจะสละชีพเพื่อคุณธรรม กางแขนออกทั้งสองข้าง ยอมให้กระทำตามใจชอบ
"ตกลง!"
ทันทีที่สิ้นเสียงของฉู่เจิ้ง กระบี่หลอมคมก็ถูกชูขึ้นสูง ปราณกระบี่สามฟุตที่พ่นออกมาส่งเสียงกรีดร้องราวกับฟ้าร้องต่ำๆ สั่นสะเทือนไปทั่วห้อง อานุภาพดูทรงพลังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ดวงตาเล็กๆ ของหวังหรงหรี่ลง ฉายแววหวาดกลัวออกมา
คำพูดที่เขาเพิ่งพูดไปนั้นคือการถอยเพื่อรุก
ตามสถานการณ์ปกติ มิควรเป็นการเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรหรอกหรือ?
เหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงไม่เล่นตามกติกา?
หวังหรงไม่มีทางยืนนิ่งไม่หลบและไม่ตอบโต้ให้ฉู่เจิ้งฟันตายจริงๆ แน่ เขาพลันเคลื่อนไหวทันที พลังในกายระเบิดออกมาเต็มที่ พื้นดินใต้เท้าพังทลายเป็นหลุม และร่างอ้วนๆ ของเขาก็รีบถอยกรูดไปด้านหลังทันที
เช้ง!
เสียงกระบี่สั่นไหวก้องกังวาน กระบี่หลอมคมถูกเก็บเข้าฝัก
"ข้าแค่จะเก็บกระบี่ ผู้ดูแลหวังปฏิกิริยาตอบสนองช่างใหญ่โตเกินไปแล้ว" ฉู่เจิ้งหัวเราะ
ใบหน้าของหวังหรงพลันร้อนผ่าว แทบจะอ้าปากด่าออกมา ใครจะไปรู้ว่าท่าทางกระหายเลือดขนาดนั้นคือจะเก็บกระบี่เข้าฝักกันล่ะ
แต่เขาไม่กล้าด่าจริงๆ
ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ
"มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณน่ะ น้องชายฉู่เจิ้งก็เป็นผู้ฝึกยุทธย่อมรู้ดีว่าเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย มนุษย์ย่อมตอบโต้ไปตามธรรมชาติ อย่าโทษข้าเลย"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นเรามาคุยเรื่องค่าเสียหายกัน" ฉู่เจิ้งไม่มีเจตนาจะรั้งรอถกเถียงกับอีกฝ่าย
ทำผิดก็ต้องรับโทษ
ถูกตีก็ต้องยืนให้ตรง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่มาเล่นงานเขา ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม
"เจ้าต้องการค่าเสียหายเท่าไหร่?"
หวังหรงลอบถอนหายใจยาว พลางรีบถามกลับทันที
"ท่านเป็นผู้ดูแลฝ่ายกิจการศึกษาสายนอกของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน ทั้งยังมีตบะขั้นทะลวงพลังระดับสาม และยังฝึกฝนศาสตร์การต่อสู้ถึงระดับที่หนึ่ง มีทั้งอำนาจและฝีมือ ชีวิตของท่านคงจะมีค่ามากทีเดียว"
ฉู่เจิ้งกล่าวเสียงเข้ม ทำให้หวังหรงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี และก็เป็นจริงตามนั้น เมื่อเห็นฉู่เจิ้งเผยรอยยิ้มสดใสพลางกล่าวว่า
"หนึ่งหมื่นตำลึง... เพียงแค่หนึ่งหมื่นตำลึงเงิน ความแค้นของข้าและท่านถือว่าจบสิ้นกัน"
"เป็นไปไม่ได้..." หวังหรงแผดร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด