- หน้าแรก
- หมื่นกระบี่สยบศาสตรา
- บทที่ 22 เรื่องราวไม่ควรเกิดซ้ำเป็นครั้งที่สาม
บทที่ 22 เรื่องราวไม่ควรเกิดซ้ำเป็นครั้งที่สาม
บทที่ 22 เรื่องราวไม่ควรเกิดซ้ำเป็นครั้งที่สาม
"นายน้อย ฉู่เจิ้งเข้าสำนักไปแล้วครับ"
จ้าวหวายทงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและตระหนก
เขาถือวิสาสะนับเอาของยืนยันการเข้าสำนักชิ้นนั้นเป็นของตนเองไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับสูญเสียมันไป ความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นนั้นยากจะยอมรับได้
มิหนำซ้ำ ศัตรูที่ทำลายล้างตระกูลของเขายังได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนตามปรารถนา
เขาจะยอมรับได้อย่างไร?
จะยินยอมได้อย่างไร?
"เจ้าว่าอะไรนะ?" จ้าวฉางคงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาพลันส่องประกายคมกล้าจนน่าหวาดกลัว พลังขั้นทะลวงพลังระดับสามระเบิดออกมาทันทีจนเกิดกระแสลมพัดโหมกระหน่ำ
สายตาที่จ้องเขม็งมานั้นแฝงไปด้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
ทำให้จ้าวหวายทงหน้าเปลี่ยนสี ร่างกายและจิตใจสั่นสะท้านไปหมด
เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นและกำลังจะขาดใจตาย
นี่เป็นครั้งแรก!
เป็นครั้งแรกที่จ้าวหวายทงได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของจ้าวฉางคง ต่อหน้าคนผู้นี้ ตัวเขาเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ที่ถูกบดขยี้ให้ตายได้ทุกเมื่อ
ยังโชคดีที่...
เพียงแค่อึดใจเดียว
จ้าวฉางคงก็ละสายตากลับไป แต่ความโกรธแค้นในส่วนลึกของดวงตากลับไม่อาจระงับลงได้
"หวังหรง... ดีมาก แค่ผู้ดูแลฝ่ายกิจการศึกษาตัวเล็กๆ แค่คนที่มาจากขุมกำลังชั้นต่ำ กล้าบังอาจขัดคำสั่งข้า รอให้ข้าเข้าสู่หนทางแห่งจิตวิญญาณและกลายเป็นผู้บำเพ็ญตบะได้เมื่อไหร่ ข้าจะทำให้มันต้องชดใช้อย่างสาสม"
"แล้วก็เจ้าฉู่เจิ้งนั่น ในเมื่อเข้าสำนักมาแล้ว ข้าก็จะทำให้มันต้องสิ้นหวังจนตายอยู่ในสำนักมหาธรรมแห่งนี้แหละ"
...
"ไอ้หวังหรงลูกสุนัข ข้าขอสาปแช่งโคตรเหง้าเจ้า..."
หวังหรงเดินนำทางให้ฉู่เจิ้งไปพลางก่นด่าในใจไปพลาง
หากไม่ใช่เพราะจ้าวฉางคงมาหาเขาถึงที่ และสั่งให้เขาเล่นงานคนชื่อฉู่เจิ้งที่มาจากตำบลผิงเจียง อำเภอหลินเหอละก็ ตัวเขาจะบาดเจ็บและสูญเสียหนักขนาดนี้ได้อย่างไร
ไอ้จ้าวฉางคงสารเลว ขอให้ลูกที่เกิดมาไม่มีรูทวาร
ข้อมูลศัตรูก็ยังสืบมาไม่ชัดเจน
ถ้าเขารู้ล่วงหน้าว่าคนที่ต้องเล่นงานมีวิชากระบี่บรรลุถึงระดับที่สอง ปราณกระบี่สะเทือนอัสนี ต่อให้ตายเขาก็ไม่ยอมหาเรื่องด้วยแน่ๆ
ขอเพียงไม่หาเรื่อง เขาก็ไม่ต้องบาดเจ็บ
และไม่ต้องสูญเสียมากมายขนาดนี้
เมื่อนึกถึงความสูญเสียที่ต้องแบกรับ หวังหรงก็เจ็บปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาเล็กหยีฉายแววอาฆาตแค้นอย่างดุร้าย ก่นด่าอีกครั้ง "ไอ้จ้าวฉางคงลูกสุนัข"
หากไม่ใช่เพราะฝีมือยังเป็นรอง เขาคงพุ่งเข้าไปตบจ้าวฉางคงให้ตายคามือไปแล้ว!
...
สำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนสายนอก
ที่พักสำหรับศิษย์แบ่งออกเป็นสามระดับ
ระดับล่างเป็นบ้านชั้นเดียว ค่าที่พักปีละห้าสิบตำลึงเงิน
ระดับกลางเป็นอาคารสองชั้น ค่าที่พักปีละห้าร้อยตำลึงเงิน
ระดับสูงเป็นเรือนแยกอิสระ ไม่ต้องเสียค่าที่พัก แต่ต้องเป็นหนึ่งใน "สิบยอดฝีมือสายนอก" เท่านั้น เพราะเรือนแยกมีเพียงสิบหลัง
นั่นคือสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเป็นเครื่องหมายแสดงสถานะ
แม้แต่อาคารสองชั้นก็มีจำนวนจำกัด มีเพียงหนึ่งร้อยหลังเท่านั้น
แต่ถึงแม้ค่าที่พักรายปีจะสูงถึงห้าร้อยตำลึงเงิน อาคารเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะคนรวยนั้นมีอยู่ไม่น้อยจริงๆ
หวังหรงเดินนำทางพลางแนะนำข้อมูลให้ฉู่เจิ้งฟัง
"เมื่อเช้านี้พอดีมีอาคารหลังหนึ่งว่างลงพอดี แต่น้องชายฉู่เจิ้ง ข้าต้องบอกไว้ก่อนนะว่าอาคารที่พักน่ะมีน้อยมาก การที่ข้าจัดสรรให้เจ้านั้น ข้าต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาลทีเดียว" หวังหรงกล่าวซ้ำๆ
"ข้าเป็นคนเกลียดความวุ่นวายที่สุด งั้นไม่เอาแล้ว" ฉู่เจิ้งหันหลังกลับทันที
"เอ๊ะ... อย่า อย่าเพิ่งสิ น้องชายฉู่เจิ้ง วางใจเถอะ ความเสี่ยงพวกนั้นข้ารับไว้เอง" หวังหรงรีบร้องบอกพลางรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนัก
ในใจเขาก็อดก่นด่าจ้าวฉางคงอีกรอบไม่ได้
ไม่นานนัก หวังหรงก็พาฉู่เจิ้งมาถึงหน้าอาคารสองชั้นหลังหนึ่ง ฉู่เจิ้งสังเกตเห็นป้ายเลขที่บ้าน
เลขที่แปดสิบแปด!
เปิดประตูเข้าไป
ฉู่เจิ้งเดินสำรวจอย่างรวดเร็ว อาคารมีสองชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่ประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร เครื่องเรือนครบครัน
ชั้นแรกใช้สำหรับฝึกยุทธ
ชั้นสองใช้สำหรับการพักผ่อน
ฉู่เจิ้งรู้สึกพอใจมาก นอกจากจะไม่มีสวนหย่อมแล้ว ส่วนอื่นๆ ถือว่าประณีตงดงามกว่าที่พักเดิมของเขาในตระกูลฉู่เสียอีก
"น้องชายฉู่เจิ้งพอใจหรือไม่?" หวังหรงเห็นสีหน้าของฉู่เจิ้งจึงถามด้วยรอยยิ้ม
"พอใช้ได้" ฉู่เจิ้งพยักหน้า
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อีกสามปีต่อจากนี้ อาคารเลขที่แปดสิบแปดจะเป็นของน้องชายฉู่เจิ้ง ส่วนค่าที่พักข้าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง" หวังหรงยิ้มกว้างพลางตบอกตัวเองดังปึกๆ
สามปีก็เป็นเงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงิน
สำหรับคนที่เห็นแก่เงินยิ่งชีพอย่างหวังหรง แม้นี่จะเหมือนถูกเฉือนเนื้อ แต่เมื่อเทียบกับเงินหนึ่งหมื่นตำลึงแล้ว ถือว่าต่างกันลิบลับ พอนึกดูแล้วก็พอจะทำใจยอมรับได้
ส่วนระยะเวลาสามปีนั้น... เป็นกฎของสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน
ศิษย์ทุกคนที่เข้าสำนักจะมีระยะเวลาเพียงสามปี
หากภายในสามปีไม่สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นผู้บำเพ็ญตบะได้ จะมีทางเลือกเพียงสองทาง หนึ่งคือพำนักอยู่ในสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนเพื่อรับตำแหน่งหน้าที่ เช่นเดียวกับหวังหรงที่เคยเป็นศิษย์สายนอกแต่ล้มเหลวในการชักนำปราณ
ทางเลือกที่สองคือออกจากสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวนไป
แน่นอนว่า ค่าตอบแทนที่หวังหรงจ่ายไปไม่ใช่แค่ค่าที่พักหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงินเท่านั้น ยังมีค่าตอบแทนอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่ามูลค่าของเงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงินมากมายนัก
ในขณะเดียวกัน
เงาร่างสามสายพุ่งพรวดเข้ามาในอาคารเลขที่แปดสิบแปด
"หวังหรง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?" เสียงตวาดต่ำดังขึ้นตามมา
"ซ่งเหว่ยชง ข้าจะมาทำอะไรจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยรึ?" หวังหรงขมวดคิ้วแล้วตอบกลับเสียงเย็น
ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายกิจการศึกษาเหมือนกัน ไม่มีใครสูงต่ำกว่ากัน ย่อมไม่มีใครก้าวก่ายใครได้
"ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวออกไป ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป สิทธิครอบครองอาคารเลขที่แปดสิบแปดเป็นของนายน้อยหลาน"
ซ่งเหว่ยชงที่ใบหน้าดำคล้ำตะคอกสั่ง
"ตลกสิ้นดี สิทธิครอบครองอาคารเลขที่แปดสิบแปดเป็นของฉู่เจิ้งไปแล้ว" หวังหรงกวาดสายตามองแล้วตอบกลับอย่างไร้ความลังเล จากนั้นเขาก็มองไปยังคนสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง พลางประสานมือกล่าวว่า "นายน้อยหลาน ทุกเรื่องต้องยึดถือลำดับก่อนหลัง อาคารหลังนี้ได้จัดสรรให้ฉู่เจิ้งไปแล้ว รบกวนช่วยเห็นแก่หน้าข้าสักครั้ง รอให้มีอาคารหลังอื่นว่างลง ข้าจะรีบจัดเตรียมให้นายน้อยหลานเป็นคนแรกแน่นอน"
"ถ้าข้าให้เกียรติเจ้า ข้าจะเรียกเจ้าว่าผู้ดูแลหวัง แต่ถ้าข้าไม่ให้เกียรติ ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าหวังหรง ให้หน้าเจ้าอย่างนั้นรึ? แล้วถ้าข้าไม่ให้ล่ะ จะทำไม?"
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่านายน้อยหลานเผยยิ้มเยาะเย้ยทันที ระหว่างคิ้วแฝงไปด้วยความโอหังที่ยากจะอธิบาย สายตาที่มองมาเปรียบเสมือนการมองลงมาจากที่สูง แฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างลึกซึ้ง
"นายน้อยหลาน ท่านเป็นผู้มีเมตตา โปรดอย่าได้ทำให้ข้าลำบากใจเลย"
หวังหรงค้อมตัวคำนับพร้อมหัวเราะแห้งๆ แต่ในใจกลับก่นด่าบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของจ้าวฉางคงอีกครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เขาคงไม่ต้องบาดเจ็บและสูญเสีย จนต้องมาทำตัวเหมือนหลานรหัสต่อหน้าคนพวกนี้
"เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงคู่ควรให้นายน้อยของข้าลำบากใจ" ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังนายน้อยหลานตวาดขึ้นทันที "พาไอ้คนไม่เจียมตัวนั่นไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามาทำให้อาคารหลังนี้แปดเปื้อน"
นายน้อยหลานเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
ซ่งเหว่ยชงกวาดสายตามองใบหน้าของหวังหรงและฉู่เจิ้ง พลันเผยรอยยิ้มถากถางออกมาเช่นกัน
หวังหรงใบหน้าเขียวคล้ำ
ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก!
ฉู่เจิ้งเองก็รู้สึกจนปัญญา
เขาเพียงแค่อยากจะเข้ามาศึกษาในสำนักศึกษามหาธรรมเทียนหยวน เพื่อหาสมุนไพรทิพย์มารักษาอาการบาดเจ็บและไปพบหน้าคู่หมั้นของตนเท่านั้น เพียงเท่านี้จริงๆ
ทำไมถึงมีปัญหาตามมาราวีไม่จบไม่สิ้นเสียที
"ผู้ดูแลหวัง จัดบ้านชั้นเดียวให้ข้าหลังหนึ่ง" ฉู่เจิ้งกล่าวเสียงเรียบ
ไม่ใช่เพราะเขากลัว!
แต่ฉู่เจิ้งไม่อยากตกอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่มีความจำเป็นเช่นนี้
ในตำบลผิงเจียง การเข่นฆ่ากับตระกูลต่างๆ นั้นทำเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งสวนสมุนไพร ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและตระกูลโดยตรง
นั่นคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องสู้ต้องฆ่า
แต่ตอนนี้ เพียงแค่อาคารที่พักหลังหนึ่ง ไม่คุ้มค่าที่จะต้องลงไม้ลงมือ
อีกอย่าง จากคำพูดและท่าทางของหวังหรง ฉู่เจิ้งก็พอมองออกว่านายน้อยหลานผู้นี้มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
ฉู่เจิ้งไม่อยากจะหาศัตรูที่แข็งแกร่งโดยไม่จำเป็นตั้งแต่วันแรกที่เข้าสำนัก
มันจะเพิ่มตัวแปรที่วุ่นวายโดยใช่เหตุ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่เจิ้ง ภายในใจของหวังหรงพลันเกิดความรู้สึกขอบคุณอย่างแรงกล้า
นี่คือการช่วยชีวิตยามคับขันชัดๆ!
"คุณชายฉู่ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะจัดบ้านชั้นเดียวที่ดีที่สุดให้ท่านแน่นอน และค่ากินค่าอยู่ที่พักตลอดสามปี ข้าจะเหมาจ่ายให้ทั้งหมดเอง" หวังหรงกล่าวด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะตบอกตัวเองจนพัง
"หึๆ"
พวกนายน้อยหลานพากันหัวเราะเยาะ
"บ้านชั้นเดียวก็คือบ้านชั้นเดียว มันจะมีดีมีเลวต่างกันตรงไหน? แล้วยังจะเหมาค่ากินค่าอยู่สามปีอีก ช่างยากจนข้นแค้นเสียนี่กะไร..."
ชายหนุ่มข้างกายนายน้อยหลานกล่าวถากถางอย่างไม่ไว้หน้า
"คุณชายฉู่ เราไปกันเถอะ" หวังหรงกำหมัดแน่น แต่ก็ต้องสะกดกลั้นความโกรธในอกไว้ เพราะเขาล่วงเกินอีกฝ่ายไม่ได้
เขายิ่งกังวลว่าฉู่เจิ้งจะระเบิดอารมณ์ออกมา
ความสามารถที่ผู้ฝึกขั้นทะลวงพลังที่มีวิชากระบี่ระดับสองจะระเบิดออกมาได้นั้น ย่อมต้องน่าทึ่งอย่างยิ่งแน่นอน
เมื่อเหลือบมองไป ฉู่เจิ้งยังมีสีหน้าเรียบเฉย
หวังหรงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะเดียวกันก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นอย่างแรงกล้า
เด็กหนุ่มอายุสิบแปดอยู่ในวัยที่เลือดร้อนและฮึกเหิมที่สุด
มักจะถูกยั่วยุได้ง่าย
ทว่าฉู่เจิ้งกลับสงบนิ่ง สุขุมราวกับผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
"หยุดก่อน!"
ในขณะที่หวังหรงและฉู่เจิ้งกำลังจะเดินออกจากอาคารเลขที่แปดสิบแปด เสียงหยอกล้อก็ดังขึ้น เป็นชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายนายน้อยหลานนั่นเอง
"จะไปก็ได้ แต่จงเลียพื้นให้สะอาดเสียก่อน"
นายน้อยหลานวางท่าจองหอง สายตามองมาอย่างล้อเลียน
ส่วนซ่งเหว่ยชงก็รอดูเรื่องสนุก แม้แต่สายตาที่มองหวังหรงยังเต็มไปด้วยการถากถาง
ในฐานะผู้ดูแลฝ่ายกิจการศึกษาเหมือนกัน เขาและหวังหรงไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ต้น
ตอนนี้ได้เห็นอีกฝ่ายเสียหน้า ย่อมเป็นเรื่องที่สะใจยิ่งนัก
หากอีกฝ่ายยอมเลียพื้นจริงๆ ต่อไปหวังหรงคงไม่มีหน้ามาสู้เขาได้อีก
ฉู่เจิ้งหันกลับมา ใบหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตากลับฉายประกายเจิดจ้าจ้องเขม็งไป
"ข้าเอง ข้าจัดการเอง" หวังหรงใจหายวูบ รีบกล่าวแทรกขึ้นมา
"เรื่องราวไม่ควรเกิดซ้ำเป็นครั้งที่สาม อาคารหลังนี้เป็นของข้า พวกเจ้า... ไสหัวไป" ฉู่เจิ้งจ้องมองไปยังพวกนายน้อยหลานทั้งสามคน พลางกล่าวช้าๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยอานุภาพอันน่าเกรงขามจนไม่อาจปฏิเสธได้
ซ่งเหว่ยชงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มเยาะและสายตาเวทนาออกมา
"หักขาฟันแขนมันแล้วโยนออกไป"
รอยยิ้มล้อเลียนบนใบหน้านายน้อยหลานมลายหายไป สิ้นเชิง แทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขากล่าวเสียงเย็น
บังอาจสั่งให้เขา "ไสหัว" ไป
ช่างรนหาที่ตายนัก
ชายหนุ่มแสยะยิ้ม งอนิ้วเป็นกรงเล็บ พลังทั่วร่างระเบิดออกมาอย่างไร้การปิดบังจนเกิดเสียงคำราม ลมแรงพัดกระหน่ำจนแขนเสื้อสะบัด ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานออกไปในทันที
ราวกับเสือโคร่งโจนข้ามลำธาร เขาพุ่งข้ามระยะทางหลายเมตรเข้าจู่โจมฉู่เจิ้ง
พลังอันมหาศาลและแข็งแกร่งควบแน่นอยู่ที่กรงเล็บเสือ แผ่ซ่านกลิ่นอายที่ดูราวกับจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
"เจ้ากล้าเรอะ!"
หวังหรงโกรธจัด ระเบิดพลังออกมาโดยไม่ลังเล เขายกฝ่ามือขึ้น ฝ่ามือพลันขยายใหญ่ขึ้นเท่าตัวพร้อมมีกระแสลมปราณปกคลุม
"หวังหรง ถือโอกาสนี้ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้าก้าวหน้าขึ้นแค่ไหน"
ซ่งเหว่ยชงตะคอกเสียงต่ำ พลังระเบิดออก ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไร้การปิดบัง กำนิ้วทั้งห้าเข้าหากันจนเกิดเสียงระเบิดแสบแก้วหูราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่ง
จากนั้น บนหมัดก็ปรากฏกลุ่มก้อนลมปราณพุ่งออกมา
วิชาหมัดระดับที่หนึ่ง!
ตูม!
หมัดหนึ่งพุ่งออกไปดุจดาวตกถล่มทลาย แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างอันมหาศาล จู่โจมเข้าใส่หวังหรงอย่างดุดัน
หวังหรงถูกสกัดไว้
ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นก็พุ่งตรงเข้าหาฉู่เจิ้งโดยตรง
พลังกล้าแกร่ง กรงเล็บเสือตะปบเข้าที่ไหล่ของฉู่เจิ้งอย่างดุดัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อให้เป็นโขดหิน หากถูกตะปบเข้าเช่นนี้ย่อมต้องแตกละเอียดในพริบตา
ฉู่เจิ้งได้หล่อหลอมพื้นฐานกายเทพไปหนึ่งในร้อยส่วนแล้ว
ร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกขั้นทะลวงพลังระดับสามทั่วไปมากนัก
แต่ก็คาดว่าคงยากจะต้านทานท่านี้ได้
แน่นอนว่า ฉู่เจิ้งไม่ใช่ท่อนไม้ที่จะยืนนิ่งให้อีกฝ่ายทำร้ายตามใจชอบ
เช้ง!
เสียงกระบี่กรีดร้องบาดแก้วหูดังสนั่นภายในอาคาร ตามมาด้วยแสงกระบี่สีม่วงคล้ำ ปราณกระบี่สามฟุตพ่นออกมาควบแน่นอยู่บนตัวกระบี่อย่างเข้มข้น ก่อเกิดพายุหมุนอันรุนแรงยิ่งยวด ส่งเสียงคำรามกึกก้องฟาดฟันออกไป
ชายหนุ่มหน้าเปลี่ยนสีทันที
เพียงพริบตาเดียวเขาก็รู้ได้ว่า วิชากระบี่ของคนผู้นี้เข้าสู่ระดับบรรลุแล้ว
ใครก็ตามที่บรรลุศาสตร์การต่อสู้ย่อมไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย กรงเล็บที่เดิมทีจะตะปบไหล่ของฉู่เจิ้งเพื่อบดขยี้กระดูกถูกชักกลับทันที เขาไขว้แขนทั้งสองข้างเข้าหากัน ทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อต้านทานเพลงกระบี่ที่จู่โจมเข้ามาดุจพายุคลั่งนั้น
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น พร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็น
แขนเสื้อของชายหนุ่มฉีกขาด แขนทั้งสองข้างถูกฟันจนเห็นกระดูก ร่างกายลอยละลิ่วถอยหลังออกไปด้วยความเร็วที่น่าตกใจ