- หน้าแรก
- ย้อนยุค อัปเดตดวงชะตารายวัน เริ่มต้นจากการขุดโสมอายุร้อยปี
- บทที่ 19.จะตรวจสอบหรือไม่ตรวจ
บทที่ 19.จะตรวจสอบหรือไม่ตรวจ
​บทที่ 19.จะตรวจสอบหรือไม่ตรวจ
​แววตาของพนักงานหวังลุกลี้ลุกลน หล่อนอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
​หลี่อวิ้นจ้องมองพนักงานหวัง แล้วพูดต่อว่า "ตอนนี้ผมขอเรียกร้องให้เปิดดูต้นขั้วของใบธนาณัติใบนี้ครับ!"
​"ต้นขั้วดูไม่ได้! นั่นมันเอกสารภายใน!" เมื่อเห็นว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ได้แล้ว พนักงานหวังก็เริ่มใช้ไม้อันธพาล "ก็บอกคุณไปแล้วไงว่าไม่มีปัญหา แล้วคุณจะมาตามตื๊อหาเรื่องอะไรหนักหนาเนี่ย?"
​เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่อวิ้นก็แค่นเสียงเย็นชา "นี่คุณกำลังจะทำลายหลักฐาน หรือว่ากำลังถ่วงเวลา เพื่อให้ไอ้หัวขโมยนั่นหนีไปได้ไกลๆ กันแน่?"
​"คุณอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันนะ!" พนักงานหวังสติแตกอย่างสิ้นเชิง
​หล่อนให้หลี่อวิ้นดูต้นขั้วไม่ได้เด็ดขาด เพราะบนนั้นไม่ได้มีแค่ข้อมูลรายละเอียดของผู้ส่งเท่านั้น
​แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ บนต้นขั้วทุกใบล้วนมีลายเซ็นของหลี่เต๋อโฮ่วประทับอยู่ ซึ่งนั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญ!
​มันคือหลักฐานมัดตัวว่าหล่อนกับหลี่เต๋อโฮ่วสมรู้ร่วมคิดกัน!
​เมื่อเห็นว่าพูดด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง จะแกล้งโง่ก็ไม่รอด พนักงานหวังก็เผยธาตุแท้ของหญิงร้ายกาจออกมา
​หล่อนชี้หน้าด่าหลี่อวิ้นฉอดๆ "ฉันว่าแกตั้งใจมาป่วนชัดๆ! ถ้ายังไม่เลิกหาเรื่องอีกล่ะก็ เชื่อไหมว่าฉันจะเรียกตำรวจมาจับแก!"
​หล่อนคิดว่าแค่ขู่เรื่องแจ้งตำรวจ ก็จะทำให้เด็กหนุ่มที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตรงหน้ากลัวหัวหดได้แล้ว
​ทว่า หล่อนคิดผิดถนัด
​"เอาสิครับ" หลี่อวิ้นตอบกลับเสียงเรียบ "คุณไปเรียกตำรวจมาเดี๋ยวนี้เลย! พอดีเลย ผมก็ตั้งใจจะแจ้งความอยู่เหมือนกัน ให้ตำรวจมาตัดสินให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ว่าพวกคุณสมรู้ร่วมคิดกันยักยอกเงินบำนาญของพ่อผม แถมยังคิดจะฮุบเงินส่วนตัวของผมไปอีกใช่ไหม?"
​สี่พยางค์สุดท้ายนั้น หลี่อวิ้นแทบจะเค้นลอดไรฟันออกมา
​เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างกายของพนักงานหวังก็แข็งทื่อไปในทันที ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
​ในยุคสมัยนี้ คำว่า 'วีรชน' นั้นมีน้ำหนักและสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด
​ครอบครัวของวีรชน ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่สังคมให้ความดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ
​การแอบฉกฉวยเงินก้อนนี้ ก็เท่ากับเป็นการกระตุกหนวดเสือชัดๆ!
​นี่ไม่ใช่แค่การสมรู้ร่วมคิดกันธรรมดาๆ แล้ว แต่มันเข้าข่ายพฤติกรรมฉ้อโกงเลยต่างหาก!
​หากถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง อย่าว่าแต่พนักงานระดับล่างอย่างหล่อนเลย แม้แต่ที่ทำการไปรษณีย์ทั้งสาขาก็คงต้องรับเคราะห์ไปด้วย!
​"คุณอย่ามาใส่ร้ายกันนะ!" พนักงานหวังแผดเสียงร้อง "ฉันไม่ได้ถ่วงเวลาสักหน่อย!"
​คำแก้ตัวของหล่อนช่างฟังดูไร้น้ำหนักและอ่อนปวกเปียก จนแม้แต่ตัวหล่อนเองก็ยังไม่เชื่อเลย
​หลี่อวิ้นจ้องมองหล่อนเขม็ง แล้วพูดว่า "พวกคุณนี่กล้าดีเนอะ ถึงขนาดกล้ามาแตะต้องเงินบำนาญ!"
​"มโนธรรมของพวกคุณ หมามันคาบไปแดกหมดแล้วหรือไง?"
​คำพูดเหล่านี้ ล้วนเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรมและเปี่ยมล้นไปด้วยความโกรธแค้น
​พนักงานหวังถูกข่มขู่จนแข้งขาอ่อนแรง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ทำได้เพียงใช้มือยันขอบเคาน์เตอร์เอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ล้มลงไป
​ริมฝีปากของหล่อนสั่นระริก ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยประโยคที่สมบูรณ์ออกมาได้อีกเลย
​จังหวะนั้นเอง เสียงตวาดอันทรงพลังก็ดังลั่นออกมาจากห้องทำงานด้านหลังของพวกเขาทั้งสอง
​"เถียงอะไรกันนักหนา! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่เลิกงาน มัวมาเอะอะโวยวายอะไรกันอยู่ตรงนี้!"
​สิ้นเสียง ชายวัยราวๆ ห้าสิบปี รูปร่างท้วมเล็กน้อยก็เดินออกมาจากห้องด้านใน
​เขาสวมชุดจงซาน ที่กระเป๋าเสื้อด้านบนเสียบปากกาหมึกซึมเอาไว้ ใบหน้าฉายแววไม่พอใจแบบฉบับของผู้มีอำนาจ
​เขาคือหัวหน้าหน่วยงานไปรษณีย์และโทรเลข หรือที่เรียกกันว่า หัวหน้าหม่า
​หัวหน้าหม่าขมวดคิ้ว เอ่ยตำหนิด้วยความไม่พอใจ "เสี่ยวหวัง เกิดอะไรขึ้น? ทะเลาะกับลูกค้าเหรอ? กฎระเบียบเรื่องมารยาทในการให้บริการของไปรษณีย์เราที่ย้ำนักย้ำหนา เธอเอาไปทิ้งไว้ไหนหมดแล้ว?"
​เมื่อพนักงานหวังเห็นที่พึ่งพิงเดินออกมา ก็ราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ไว้ได้ หล่อนรีบกระเสือกกระสนเข้าไปหาหัวหน้าหม่าทันที
​หล่อนชี้ไปที่หลี่อวิ้น ฟ้องร้องด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ "หัวหน้าหม่าคะ! คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะคะ! คนๆ นี้มาป่วนที่นี่ แถมยังหาเรื่องไม่เข้าเรื่อง! แล้วยังมาใส่ร้ายพวกเราอีก!"
​"ใส่ร้าย?" คิ้วของหัวหน้าหม่ายิ่งขมวดแน่นขึ้นไปอีก
​เขากวาดสายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ "สหายหนุ่ม มีปัญหาอะไร ก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่านะ"
​ยังไม่ทันที่หลี่อวิ้นจะได้ตอบ พนักงานหวังก็รีบชิงพูดแทรกขึ้นมาทันที "หัวหน้าคะ เขาบอกว่ามีคนสวมรอยมารับธนาณัติของเขาไป แล้วก็ดึงดันจะขอดูต้นขั้วของเราให้ได้ แถมยังหาว่าพวกเราสมรู้ร่วมคิด ยักยอก..."
​หล่อนพูดมาถึงตอนท้าย เสียงก็ค่อยๆ แผ่วลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า 'ครอบครัววีรชน' นั้น หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมา
​เมื่อหัวหน้าหม่าฟังจบ สีหน้าก็ทะมึนลงทันที
​เขาเป็นหัวหน้ามาตั้งหลายปี ย่อมไม่ใช่คนโง่
​เรื่องที่ไอ้คนไม่เอาถ่านอย่างหลี่เต๋อโฮ่วแวะเวียนมาเบิกเงินอยู่บ่อยๆ นั้น เขาก็แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยเลยตามเลยมาตลอด
​ยังไงเสีย ทุกครั้งที่หลี่เต๋อโฮ่วรับเงินจากพนักงานหวังไป พนักงานหวังก็จะแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งให้เขาด้วย
​นี่คือความลับที่พวกเขารู้กันอยู่แก่ใจ
​แต่ทว่าตอนนี้ ความลับนี้ดูเหมือนกำลังจะถูกเปิดโปงเสียแล้ว
​สัญชาตญาณแรกของหัวหน้าหม่า ก็คือการปกป้องลูกน้อง และพยายามปิดบังเรื่องนี้เอาไว้
​ไปรษณีย์แห่งนี้คืออาณาจักรของเขา หากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น เขาย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น
​เขาปั้นหน้าขรึม แล้วเอ่ยกับหลี่อวิ้นว่า "สหายหนุ่ม ข้าวสุกกินได้ แต่คำพูดพล่อยๆ พูดไม่ได้นะ"
​"ไปรษณีย์ของเราเป็นหน่วยงานของรัฐ ทุกอย่างล้วนดำเนินการตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จะไปเกิดเรื่องอย่างที่คุณพูดได้ยังไงกัน?"
​เขาเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงข่มขู่ "คุณยังอายุน้อย อย่าทำลายอนาคตตัวเองเลยดีกว่า ถ้าคุณไม่มีหลักฐานมายืนยัน แล้วมาปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายหน่วยงานของรัฐแบบนี้ ผลที่ตามมามันร้ายแรงมากนะจะบอกให้!"
​"นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม แต่มันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณไปชั่วชีวิตเลยนะ!"
​เขาคิดว่า ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา ประกอบกับคำขู่แบบไม้แข็งสลับไม้อ่อนนี้ คงจะมากพอที่จะทำให้หลี่อวิ้นยอมรับผิดและเดินจากไปแต่โดยดี
​ทว่า เขาประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าต่ำเกินไป
​เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของหัวหน้าหม่า หลี่อวิ้นไม่เพียงแต่จะไม่ถอยหนี แต่กลับก้าวเดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
​เขาตั้งตารอให้ผู้มีอำนาจตัวจริงโผล่หัวออกมาอยู่แล้ว!
​มัวแต่ไปเสียเวลาเถียงกับปลาซิวปลาสร้อยอย่างพนักงานหวังไปก็ไร้ประโยชน์
​จับโจรต้องจับหัวหน้า มีแต่ต้องจัดการกับเบอร์หนึ่งของที่นี่ให้อยู่หมัดเท่านั้น ถึงจะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้!
​"หลักฐานน่ะเหรอ?" หลี่อวิ้นแค่นเสียงหัวเราะหยัน "หลักฐานก็อยู่ในสมุดลงทะเบียนของพวกคุณ ในตู้เก็บต้นขั้วที่พวกคุณล็อกกุญแจเอาไว้นั่นไง! พวกคุณกล้าเอาออกมาให้ดูไหมล่ะ?"
​"หัวหน้าหม่าใช่ไหมครับ? คุณไม่ต้องเอาคำพูดมาข่มผมหรอก ผมขอถามคุณแค่ประโยคเดียว จะตรวจสอบหรือไม่ตรวจสอบ?"
​"สามหาว!" หัวหน้าหม่าตบเคาน์เตอร์ดังปัง "นี่คุณทำตัวแบบนี้ได้ยังไง! มีใครเขาสั่งสอนให้พูดจากับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ฮะ?"
​"ผู้หลักผู้ใหญ่งั้นเหรอ?" หลี่อวิ้นย้อนถาม "ผู้หลักผู้ใหญ่มีสิทธิ์ปกป้องลูกน้อง แล้วเพิกเฉยต่อความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนตาดำๆ อย่างนั้นเหรอครับ?"
​"คุณ... คุณ..." หัวหน้าหม่าถูกตอกหน้าหงายจนใบหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวไปพักใหญ่
​หลี่อวิ้นไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้หยุดพักหายใจ เขาไล่ต้อนอย่างต่อเนื่อง "ในเมื่อหัวหน้าหม่าคิดว่าผมกำลังใส่ร้าย คิดว่าไปรษณีย์ของพวกคุณบริสุทธิ์ผุดผ่อง งั้นเรื่องมันก็ง่ายนิดเดียวครับ"
​เขาชี้มือไปยังตู้เหล็กที่ถูกล็อกกุญแจไว้แน่นหนาด้านหลังพนักงานหวัง แล้วพูดต่อ "งั้นก็เอาบันทึกการรับธนาณัติในชื่อของผม หลี่อวิ้น ย้อนหลังไปหกเดือน ออกมาให้หมดเลยครับ! เอามาตรวจสอบดูกันทีละใบเลย!"
​"มาดูกันสิว่า เงินแต่ละก้อน ใครเป็นคนเซ็นรับไป! มาดูกันสิว่า ลายเซ็นบนนั้น มันใช่ลายเซ็นของผมจริงๆ หรือเปล่า!"
​"ถ้าตรวจสอบออกมาแล้ว ทุกอย่างโปร่งใสชัดเจน ว่าผม หลี่อวิ้น เป็นคนมาหาเรื่องเอง ผมจะไม่ปริปากบ่นสักคำ ยอมรับการลงโทษจากพวกคุณทุกอย่างเลย! จะจับส่งตำรวจ หรือจะประจานให้รู้กันทั้งตำบล ผมก็ยอมรับได้ทั้งนั้น!"