- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 47 เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ
บทที่ 47 เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ
บทที่ 48 ถอนวัชพืช
"จำเอาไว้ล่ะ ข้าวปราณเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ให้เจ้า ต้องส่งมอบให้ยอดเขาหลิงกู่ทั้งหมด ห้ามแอบเก็บไว้เป็นของส่วนตัวเด็ดขาด และอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกท่านเซียนจะจับไม่ได้ มิเช่นนั้นหากถูกทุบตีอย่างหนักแล้วไล่ตะเพิดออกจากยอดเขาหลิงกู่ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ"
"เอาล่ะ มีเรื่องต้องกำชับเพียงเท่านี้แหละ เจ้าก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ข้าวปราณบางส่วนที่คุณภาพแย่เป็นพิเศษ ท่านผู้อาวุโสก็ไม่ต้องการหรอก ถึงอย่างไรก็ต้องมีตกรางวัลให้พวกเจ้าบ้าง คนธรรมดาทั่วไปยากนักที่จะได้กินข้าวปราณระดับสอง"
จางผิงอันพยักหน้ารับคำรัวๆ
"เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน ผู้มีเรือนร่างสองธาตุทองและไม้ ช่างเกิดมาเพื่อเป็นชาวนาโดยแท้ ข้าตั้งความหวังกับเจ้าไว้มาก ขอเพียงทำผลงานได้ดีเยี่ยม ปีหน้าจะพิจารณาต่อสัญญาให้เจ้าก่อนใคร หรือไม่ข้าก็จะช่วยเดินเรื่องของานประจำให้เจ้า ค่าตอบแทนก็จะสูงกว่าตอนนี้ด้วย"
"พยายามเข้าล่ะ!"
"ต้องพึ่งพาท่านเซียนคอยชี้แนะแล้วขอรับ!"
อธิบายจนครบถ้วนหมดแล้ว มีทั้งข่มขู่และให้กำลังใจ ฟางเสี่ยวพั่งหันหลังเดินจากไปและออกจากถ้ำไปในที่สุด
จางผิงอันเดินตามไปส่งจนถึงหน้าประตู สายตามองส่งฟางเสี่ยวพั่งขี่กระบี่บินจากไป ระดับการขี่กระบี่ของฟางเสี่ยวพั่งนั้นธรรมดามาก บินส่ายไปส่ายมา เห็นได้ชัดว่าตรงกลับขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียรแล้ว
เหลือเพียงเขาอยู่คนเดียว
ที่นี่ไม่เลวเลย
สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบสงบยิ่งนัก ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน
เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
แล้วตอนนี้ควรทำอะไรดีล่ะ?
ดูเหมือนจะต้องไปกระตุ้นการทำงานของหินก้อนที่เป็นแกนกลางค่ายกลนั่นก่อน
จางผิงอันไม่ได้รีบร้อน เขาเดินเล่นไปตามคันนาอย่างเชื่องช้า สูดดมกลิ่นหอมของต้นข้าวและเดินมาถึงหน้าหินปราณด้วยความสบายใจ
ตามคำบอกเล่าของฟางเสี่ยวพั่ง การถ่ายเทพลังปราณธาตุไม้เข้าไปคือวิธีที่ดีที่สุด
ซ้ายขวาไร้ผู้คน
จางผิงอันยื่นมือทั้งสองข้างออกไป แปลงปราณอัสนีเทพให้กลายเป็นปราณธาตุไม้อันเข้มข้น ปลดปล่อยออกจากฝ่ามือและถ่ายเทเข้าไปในหินปราณ
ซี่ ซี่...
แสงสว่างสีเขียวครามสาดส่องเจิดจ้า ปราณธาตุไม้ไหลทะลักราวกับสายน้ำ ถ่ายเทเข้าไปในก้อนหินอย่างไม่ขาดสาย
หินหยกกลางทุ่งนาก้อนนี้เริ่มสาดแสงสว่างวาบไปทั่วสารทิศ
ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคราม จากนั้นก็ยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ จนสาดส่องไปทั่วท้องนภา
จางผิงอันถ่ายเทพลังหกส่วนในร่างกายเข้าไปจนหมด จู่ๆ ผืนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ
พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่งไหลเวียนอยู่ลึกลงไปใต้ผืนปฐพี
ค่ายกลพลังปราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาลเริ่มทำงาน พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อยออกมาจากใต้ดิน
ทั่วทั้งผืนแผ่นดินถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเขียวครามจางๆ
สายลมพัดผ่านนาข้าว ต้นกล้าส่งเสียงดังกังวานราวกับกระดิ่งเงินและเริ่มเจริญงอกงามขึ้นมา
การที่จางผิงอันทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้ย่อมมีเหตุผล เพราะได้ยินมาว่าผู้อาวุโสหลิงมู่ใจกว้างเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงดูแลนาข้าวให้ดีก็จะมีรางวัลพิเศษมอบให้เสมอ
ฟู่...
จางผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วรั้งมือทั้งสองข้างกลับมา
พอแค่นี้แหละ!
ค่ายกลถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังปราณปริมาณมหาศาลปกคลุมไปทั่วท้องทุ่ง หากถ่ายเทพลังปราณธาตุไม้เข้าไปอีกก็ไม่มีผลอะไรแล้ว
เมื่อต้นกล้าในแปลงสมุนไพรปราณเริ่มเจริญเติบโต พวกวัชพืชและดอกไม้ป่าก็เริ่มงอกงามอย่างบ้าคลั่งตามไปด้วย
ในจำนวนนั้นมีบุปผาเบญจรงค์รวมอยู่ด้วย!
งานประการที่สอง
นั่นก็คือการถอนวัชพืช จะปล่อยให้วัชพืชเหล่านี้มาดูดซับพลังปราณในแปลงสมุนไพรปราณจนส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของข้าวปราณไม่ได้เด็ดขาด
จางผิงอันหนังตากระตุกยิกๆ วัชพืชต้นหนึ่งเริ่มเติบโตอย่างบ้าคลั่งอยู่ใต้จมูกของเขา เพียงไม่กี่อึดใจก็โตจากต้นกล้าเล็กๆ กลายเป็นต้นสูงกว่าสามฉื่อ
นี่มันวัชพืชของแท้เลย ภายในมีพลังปราณปะปนกันมั่วซั่วไปหมด ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด
หญ้าชนิดนี้มีขึ้นอยู่เต็มภูเขาและท้องทุ่งไปหมด
ชื่อของมันก็คือวัชพืช
จางผิงอันโคจรวิชากระบี่เทพ กระบี่เล็กสีขาวเงินปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือในพริบตา มันหมุนวนกลางอากาศหนึ่งรอบแล้วฟาดฟันลงไปอย่างโหดเหี้ยม
ประกายกระบี่รวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด
วัชพืชขาดสะบั้นล้มลงตามเสียงนั้นทันที!
ฮ่าฮ่า!
ง่ายนิดเดียว!
จางผิงอันเพิ่งจะหัวเราะเสร็จ รอยยิ้มบนใบหน้าคงอยู่ได้ไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็ต้องแข็งค้างไป
ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมมาก
พบความผิดปกติได้ในทันที
ใต้ดิน... ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวรึ? ราวกับมีหนูตัวหนึ่งมุดผ่านใต้ดินไปอย่างไรอย่างนั้น
เขาก้มตัวลงคุ้ยดินดูก็พบว่ารากหญ้าใต้ดินหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าวิ่งหนีไปไหน
เชี่ยเอ๊ย!
วัชพืชพวกนี้บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจไปแล้วหรือไง?
ห่างออกไปสิบจั้ง รากของวัชพืชต้นนั้นกำลังดูดซับพลังปราณและงอกยาวขึ้นมาใหม่กว่าหนึ่งฉื่อ มันกำลังแกว่งไกวไปมา
ดูเหมือนกำลังอวดเบ่งท้าทายจางผิงอันอยู่
แบบนี้ใครจะไปทนไหว?
จางผิงอันโมโหจัด ในใจรู้สึกไม่ยอมแพ้ ตัวเขาคงไม่ถึงขั้นสู้กับหญ้าแค่ต้นเดียวไม่ได้หรอกนะ
เขาถึงเพิ่งนึกถึงคำกำชับของฟางเสี่ยวพั่งได้ว่าต้องจัดการถอนรากถอนโคน
สัมผัสเทวะแผ่ขยายออกไปเพื่อตรวจสอบ ล็อกเป้าหมายตำแหน่งรากของวัชพืชโดยตรง กระบี่เล็กสีขาวเงินพุ่งแทงทะลุอากาศลงไปอีกครั้ง
ฟิ้ว!
เห็นได้ชัดว่าวัชพืชเริ่มลนลาน มันรีบตัดหางปล่อยวัด สลัดใบทิ้งก้านที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ไปอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว!
ไปโผล่อยู่ห่างออกไปอีกสิบจั้ง
ฟันวืดไปอีกครั้ง
พรึ่บ!
ไฟโทสะปะทุพวยพุ่งขึ้นมาทันที จางผิงอันสาบานเลยว่าจะต้องไม่ขออยู่ร่วมโลกกับวัชพืชต้นนี้อย่างเด็ดขาด...
หนึ่งคนหนึ่งต้นหญ้าวิ่งไล่จับกันเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป
เพียงไม่นาน
จางผิงอันก็ค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่าง วัชพืชต้นนี้ไวต่อพลังปราณเป็นอย่างยิ่ง พอมีพลังปราณก่อตัวขึ้น มันก็จะหลบหนีไปไกลในพริบตา
แต่ทว่า... มันจะมีระยะทางที่ตายตัวเสมอ คือจะหนีไปทางทิศตรงกันข้ามในระยะสิบจั้ง เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไป
นี่แสดงให้เห็นถึงอะไร?
นี่ก็คือปฏิกิริยาตอบสนองของพืช ไม่ใช่ว่ามันบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจจริงๆ และก็ไม่ได้มีจิตสำนึกนึกคิดได้เองแบบพวกสัตว์ด้วย
มิเช่นนั้น ปฏิกิริยาตอบสนองในแต่ละครั้งคงไม่มีทางตายตัวแบบนี้หรอก
เมื่อจับกฎเกณฑ์ได้แล้ว ทุกอย่างก็ง่ายดายขึ้น
กระบี่เล็กสีขาวเงินพุ่งฟันเข้าใส่วัชพืช วัชพืชก็หนีไปไกลสิบจั้งในชั่วพริบตา แต่กระบี่เล็กสีขาวเงินเป็นเพียงแค่การสับขาหลอกเท่านั้น ภายใต้การควบคุมจากสัมผัสเทวะของจางผิงอัน มันเปลี่ยนทิศทางในพริบตา แล้วพุ่งไปฟาดฟันยังตำแหน่งสิบจั้งห่างออกไป
กระบี่เดียวแทงทะลุลงไปในดิน
ฉึก!
รากของวัชพืชถูกกระบี่เล็กสีขาวเงินแทงเข้าอย่างจัง และเหี่ยวเฉาลงไปในทันที
ธาตุทองข่มธาตุไม้ นี่คือสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จางผิงอันถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก็แค่หญ้าต้นเดียว ต่อให้เจ้าเล่ห์แสนกลแค่ไหน ก็ไม่มีทางเก่งกาจไปกว่ามนุษย์หรอก
รากหญ้าที่ถูกแทงตายเน่าเปื่อยและเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว พลังปราณถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง กลับกลายเป็นปุ๋ยบำรุงแปลงสมุนไพรปราณเสียอย่างนั้น
ตอนนี้เขาถึงเพิ่งจะเข้าใจสิ่งที่ผู้อาวุโสหลิงมู่กล่าวไว้ว่า เพิ่งจะอยู่ระดับฝึกลมปราณขั้นสี่ จะทนไหวหรือ...
ที่แท้การถอนวัชพืชนี้ ก็เป็นงานที่ต้องใช้แรงกายจริงๆ ด้วย
หากไม่ใช่เพราะตัวเองมีกระบี่เล็กธาตุทอง เกรงว่าคงจะรับมือได้ยากจริงๆ นั่นแหละ
หนึ่งวัน
สองวัน
สามวัน
จางผิงอันถอนวัชพืชได้อย่างเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียว แม้แต่วิชากระบี่เทพก็ยังเลื่อนระดับขึ้นมาหนึ่งขั้น ตอนนี้สามารถปลดปล่อยกระบี่เล็กสีขาวเงินออกมาพร้อมกันได้สองเล่มแล้ว
แต่เนื่องจากสัมผัสเทวะยังไม่แข็งแกร่งพอ กระบี่เล็กสีขาวเงินเล่มที่สองจึงมีขนาดเล็กกว่าเล่มแรกมาก มีขนาดเท่ากับมีดสั้นเล่มหนึ่งเท่านั้น
หากใช้โจมตีซึ่งหน้าคงไม่ค่อยมีประโยชน์นัก แต่ถ้าเอาไว้ลอบโจมตีล่ะก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
จางผิงอันใช้กระบี่เล็กสีขาวเงินสองเล่ม คอยคุ้มกันและฟาดฟันสลับกันไปมา จนสามารถจัดการวัชพืชในนาข้าวไปได้เกือบหมดแล้ว
เหลือไว้เพียงต้นข้าวปราณ และบุปผาเบญจรงค์ที่เบ่งบานอยู่ทั่วท้องทุ่ง
ฤดูกาลเก็บเกี่ยวบุปผาเบญจรงค์มาถึงแล้ว
จางผิงอันย่อมไม่ตัดใจฟันบุปผาเบญจรงค์ให้ตายหรอก วิธีที่เขาจัดการกับบุปผาเบญจรงค์ ก็คือการเก็บมาเฉพาะกลีบดอกและใบ ปล่อยให้รากและลำต้นหนีไป
หลังจากรากและลำต้นหนีไปแล้ว มันก็จะผลิดอกออกใบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เพียงแต่ดอกและใบที่เพิ่งจะงอกออกมาใหม่ จะมีปริมาณพลังปราณต่ำเกินไป เขาก็ไม่เอาเหมือนกัน โดยปกติแล้วต้องรอให้มันเติบโตไปสักสองสามวันก่อน เขาถึงจะไปเก็บเกี่ยว
หากมองเห็นวัชพืชและดอกไม้ป่าชนิดอื่นๆ
เขาจะจัดการกวาดล้างจนหมดจดเกลี้ยงเกลา
ทั่วทั้งทุ่งนา จึงเหลือเพียงบุปผาเบญจรงค์และต้นข้าวปราณเท่านั้น
โชคดีที่จางผิงอันใช้ปราณธาตุไม้ที่บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นค่ายกล ปราณธาตุไม้ที่ค่ายกลแห่งนี้ปลดปล่อยออกมาจึงเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชพรรณเป็นพิเศษ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญงอกงามของข้าวปราณแต่อย่างใด
เผลอแป๊บเดียว เวลาหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไปแล้ว
วุ่นวายไปอีกหนึ่งวัน
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองยามพลบค่ำ
จางผิงอันผิวปากอย่างอารมณ์ดี หอบตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยบุปผาเบญจรงค์กลับมาที่พัก