- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 43 กับดักของปีศาจงู
บทที่ 43 กับดักของปีศาจงู
บทที่ 44 ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ โปรดทำดีกับตัวเองให้มากหน่อย
เขาบินเข้าไปตรวจสอบอย่างลวกๆ ก็พบว่าถ้ำของปีศาจงูหายไปโดยสมบูรณ์แล้ว นอกจากเข็มทิศในมือของเขา ก็ไม่เหลือของวิเศษอื่นใดอีกเลย
เขาส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
พอหันกลับไปมองอีกครั้ง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณที่บุกเข้าไป เหลือรอดชีวิตอยู่เพียงสามคนเท่านั้น
คนหนึ่งแขนขาด
อีกคนหนึ่งขาขาด กำลังนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น
และยังมีอีกคนหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ตรงนั้น ขาสองข้างอ่อนปวกเปียก สายตาเหม่อลอย
"เฮ้ ไอ้หนู ทำไมเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?"
"เรียน... เรียนใต้เท้าท่านเซียน... ข้า... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ ข้าถูกระเบิดลอยขึ้นไปกลางอากาศ แล้วตกลงมาบนต้นไม้... ข้า... ข้า..."
จางผิงอันเกือบจะตกใจตายจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
ในชั่วพริบตาที่ถูกระเบิดลอยออกมา เขาคิดว่าตัวเองต้องตายแน่แล้ว
ปีศาจไร้ซึ่งมโนธรรม จะไปนึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนได้อย่างไร!
แต่กลับผิดคาด เขารู้สึกเหมือนตัวเองลอยออกมา พอลอยมาตกบนต้นไม้ กลับไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
เอ่อ
ดูเหมือนว่าปีศาจก็ไม่ได้ไร้ซึ่งมโนธรรมไปเสียหมด ตัวเขาที่เป็นคนออกความคิดให้ ยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากนาง
"เจ้าดวงดีชะมัด ไปช่วยทำแผลให้อีกสองคนหน่อยสิ พวกเราจะได้รีบกลับกัน"
"ขอรับ!"
จางผิงอันเดินเข้าไป ช่วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณอีกสองคนทำแผล โชคดีที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณ หากเป็นคนธรรมดา คงตายไปตั้งนานแล้ว
เหยียนเจิงอัญเชิญเรือเหาะออกมา
กลับไปที่หมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก
ชาวบ้านทุกคนต่างมารอคอยการกลับมาของท่านเซียนหลังจากปราบปีศาจด้วยความร้อนใจอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน
เมื่อเห็นเรือเหาะร่อนลงมา แต่ละคนก็ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องยินดี
แต่พอเห็นเหยียนเจิงพาผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณสามคนที่มีสภาพสะบักสะบอมเดินลงมาจากเรือเหาะ เสียงโห่ร้องก็พลันหยุดชะงักลง
"ท่านเซียน... นี่คือ?"
หัวหน้าหมู่บ้านมองดูท่านเซียนที่มีสภาพสะบักสะบอมเหล่านี้ด้วยความตกตะลึง แถมคนตั้งมากมาย ทำไมถึงกลับมาแค่นี้ล่ะ...
เหยียนเจิงถอนหายใจ แล้วโบกมือให้ชาวบ้าน "ชาวบ้านทุกท่าน พวกเราต่อสู้อย่างดุเดือดกับปีศาจงูถึงแปดร้อยกระบวนท่า ในที่สุดก็สามารถสังหารปีศาจงูผู้ชั่วร้ายตนนั้นได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่า มันจะบ้าคลั่งถึงขั้นระเบิดแก่นปีศาจของตัวเอง จนทำให้สหายร่วมรบของข้าต้องตายไปสิบกว่าคน ช่างน่าเสียดายจริงๆ"
ชาวบ้านพากันคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ร้องไห้คร่ำครวญพร้อมกัน "ขอบพระคุณท่านเซียนขอรับ!"
เหยียนเจิงเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น "นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสงบร่มเย็นเถิด จะได้ไม่สูญเปล่าที่ท่านเซียนเหล่านี้ต้องมาเสียสละเพื่อพวกเจ้า"
"พวกเราจะสร้างศาลเจ้า และกราบไหว้บูชาทั้งเช้าเย็น เพื่อเป็นการขอบพระคุณท่านเซียนขอรับ!"
ทั้งแขกและเจ้าบ้านต่างตกอยู่ในความโศกเศร้า
จางผิงอันมองดูภาพเหล่านั้น แต่บนใบหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทำเพียงแค่มองดูทุกคนร่วมกันแสดงละครฉากนี้ด้วยสายตาเย็นชา
"ไปเถอะ พวกเรากลับกันได้แล้ว!"
หลังจากสั่งเสียกับชาวบ้านเสร็จ เหยียนเจิงก็นำคนสามคนสุดท้ายขึ้นไปบนเรือเหาะ เรือเหาะค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้น หมู่บ้านเบื้องล่างค่อยๆ หดเล็กลง
เมื่อยืนอยู่บนหัวเรือ มองดูหมู่เมฆลอยผ่านไป ถึงตอนนี้เหยียนเจิงถึงค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้ จู่ๆ ในใจของเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาข้อหนึ่ง
ในเมื่อเป็นคนของหุบเขาหมื่นอสรพิษที่ฆ่าล้างครอบครัวมหาเศรษฐีใจบุญตระกูลเหลย ชาวบ้านที่นี่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ รึ?
น่าเสียดาย ที่ในสมุดบันทึกของปีศาจงูตนนั้นไม่ได้บอกเอาไว้...
น่าเสียดายของวิเศษในคลังสมบัติของปีศาจงูตนนั้น แต่ยังดีที่ของวิเศษล้ำค่าชิ้นนั้นไม่ได้อยู่กับนาง...
หุบเขาหมื่นอสรพิษ... พวกเจ้าล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ...
"การเดินทางในครั้งนี้เหน็ดเหนื่อยมาก พวกเจ้าเองก็ลำบากไม่น้อย ค่าตอบแทนที่ข้ารับปากไว้ ข้าจะให้พวกเจ้าเป็นสองเท่า วันหน้าเวลาไปเจอใคร ก็อย่าหาว่าข้าขี้เหนียวล่ะ"
"ขอบพระคุณใต้เท้าท่านเซียนขอรับ!" จางผิงอันและอีกสองคนประสานเสียงกล่าวขอบคุณ
แม้ระหว่างทางจะอันตรายมากก็ตาม
แต่ตอนจบกลับแฮปปี้เอนดิ้งกันทุกฝ่าย
แขนขาดขาขาด สำหรับพวกเซียนแล้ว ก็ไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์อะไร รักษาได้ง่ายมาก ขอแค่มีเงินก็พอ...
คนที่ตายไปแล้วถึงอย่างไรก็พูดไม่ได้ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็พึงพอใจกันถ้วนหน้า นี่ไม่ใช่ตอนจบที่ดีที่สุดหรอกหรือ?
จางผิงอันเอาแต่เหม่อลอย แม้แต่ตอนที่ลงจากเรือเหาะมาได้อย่างไร เขาก็ยังจำไม่ได้ ในมือถือค่าตอบแทนก้อนโตจำนวนสามสิบเหรียญเซียน เดินกลับมาถึงบ้านของตัวเองด้วยอาการเลื่อนลอย
ท้องฟ้ายังไม่มืดนัก เขาเดินเข้าไปในลานบ้าน
แล้วผลักประตูห้องเข้าไป
ขนทั่วทั้งร่างก็ลุกซู่ขึ้นมาทันที
ปีศาจงูสาวแสนสวยตนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียงของเขา กำลังเปิดอ่านคัมภีร์ปีศาจอยู่ พอได้ยินเสียงเปิดประตู ก็เงยหน้าขึ้นมามองจางผิงอันแวบหนึ่ง
จางผิงอันตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ตัวเขาล็อกประตูไว้แล้ว ปีศาจตนนี้เข้ามาได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือเมืองต้าเหยา ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขาของสำนักกระบี่เจินอู่เชียวนะ นางกล้าดีอย่างไร?
"พี่... พี่สาว..." จางผิงอันลิ้นพันกันไปหมด และได้สติกลับมาในทันที
"จะตกใจไปทำไม นั่งลงสิ!"
จางผิงอันเดินเข้าไปในห้อง รีบหันกลับไปปิดประตู แล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับปีศาจงูอย่างว่าง่าย
"พี่... สาว ท่านกล้ามาที่นี่ได้อย่างไร?"
"ทำไมจะไม่กล้าล่ะ? ที่นี่ไม่ใช่ถ้ำเสือรังมังกรเสียหน่อย ต่อให้เป็นถ้ำเสือรังมังกร ข้าก็ไม่กลัว" ปีศาจงูหัวเราะคิกคัก "จริงสิ เจ้าอย่าเรียกข้าว่าพี่สาวเลย หากนับตามอายุของพวกงูอย่างเรา สามร้อยปียังเป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น เจ้าเรียกชื่อข้าเถอะ ข้าชื่อไป๋เจินจื่อ"
"เจินจื่อ..." ชื่อนี้ฟังดูแปลกๆ ชอบกล แต่จางผิงอันไม่อยากจะไปใส่ใจเรื่องนี้ "ท่านไม่กลัว แต่ข้ากลัวนะขอรับ ต้องรู้ไว้นะว่า วันนี้มีท่านเซียนระดับจินตันอยู่ในเมืองต้าเหยาด้วย หากพวกเขาพบว่าข้ากับปีศาจงูอยู่ในห้องเดียวกันล่ะก็ ต่อให้ข้ากระโดดลงไปล้างตัวในแม่น้ำเฮยสุ่ย ก็คงล้างความผิดนี้ไม่หมดหรอก"
"ชิ ไอ้หนูนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย เรื่องนี้เจ้าคงไม่เข้าใจสินะ ตอนนี้สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ก็คือเมืองต้าเหยานี่แหละ..." ปีศาจงูบิดขี้เกียจด้วยท่าทางเกียจคร้าน เอวคอดกิ่วนั้นเล็กบางจนน่าเหลือเชื่อ
จางผิงอันแทบจะมองจนตาค้าง
"แต่ว่า บนตัวท่านมีไอปีศาจฟุ้งกระจายขนาดนี้ ไม่กลัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันมาพบเข้าหรือไง?" จางผิงอันอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า จะกลัวอะไรกัน เจ้าไม่รู้อะไร ความจริงแล้วที่เมืองต้าเหยามีปีศาจอยู่มากมาย ซึ่งล้วนเป็นปีศาจที่พวกท่านเซียนเลี้ยงเอาไว้ทั้งนั้น ดังนั้น การที่ข้าอยู่ที่นี่จึงปลอดภัยที่สุด เพราะที่นี่มีปีศาจอยู่เยอะแยะมากมาย..."
คำพูดของปีศาจงู ทำเอาจางผิงอันถึงกับอึ้งจนตาค้างไปเลย
"ที่เมืองต้าเหยามีปีศาจด้วยรึ? ทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ?"
"พวกปีศาจย่อมต้องแปลงกายเป็นมนุษย์กันหมดแล้ว ตาเนื้อมนุษย์เดินดินอย่างเจ้า จะไปดูออกได้อย่างไรกันล่ะ..." ไป๋เจินจื่อแอบดูแคลนความสามารถของจางผิงอันอยู่บ้าง
"ถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยบอกหน่อยได้ไหม ว่ามีใครบ้างที่เป็นปีศาจ? วันหน้าข้าจะได้หลบไปให้ไกลๆ หน่อย..."
"ผู้หญิงที่เจ้าเห็นว่างดงามเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นปีศาจกันทั้งนั้นแหละ..."
"เอ่อ!"
ในวินาทีแรก จางผิงอันกลับนึกถึงเสี่ยวหงขึ้นมา จึงอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
"ไม่ใช่คนที่เจ้าคิดหรอก นางไม่ใช่ปีศาจ" ไป๋เจินจื่อเบ้ปาก
จางผิงอันตกใจสุดขีด หรือว่าไป๋เจินจื่อผู้นี้จะสามารถอ่านใจเขาได้ นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่?"
"ชิ ดูจากสีหน้าเจ้าเล่ห์ของเจ้า ก็รู้แล้วว่าเจ้ากำลังคิดเรื่องผู้หญิงอยู่" ไป๋เจินจื่อกล่าวเสริม "ข้าจะบอกอะไรให้นะ ปีศาจที่แท้จริงไม่มีทางชายตามองคนระดับเจ้าหรอก พวกที่ยอมพูดคุยกับเจ้า ล้วนไม่ใช่ปีศาจทั้งนั้นแหละ"
อ้อ!
งั้นก็ดีไป!
จางผิงอันถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ไป๋เจินจื่อก็แค่เดาเอาเท่านั้น ไม่ได้มองทะลุเข้าไปในจิตใจของเขาจริงๆ
แม้ว่าความจริง จะแทงใจดำไปสักหน่อยก็เถอะ
"แล้วท่านมาหาข้าทำไมรึ?"
"ข้าเพิ่งมาที่เมืองต้าเหยาเป็นครั้งแรก ยังไม่มีที่พัก..."
ยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าของจางผิงอันก็เปลี่ยนไป ยัยปีศาจบ้า นี่คงไม่ได้คิดจะมาพักอยู่กับเขาหรอกนะ?
บรรลัยแล้ว!
เมื่อเห็นใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจของจางผิงอัน ไป๋เจินจื่อก็หัวเราะลั่น "ดูทำหน้าเข้าสิ ตกใจหมดเลยรึ สถานที่ซอมซ่อแบบนี้ของเจ้า ต่อให้เชิญข้ามาพัก ข้าก็ไม่มาหรอก"
จางผิงอันอดไม่ได้ที่จะลูบอกตัวเอง
ไม่มาก็ดีแล้ว!
ข้าก็ไม่ได้เชิญท่านเสียหน่อย!
"พวกปีศาจอย่างเรา แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน วันนี้เจ้าช่วยเหลือข้า ข้าก็ต้องมีของขวัญตอบแทนเจ้าบ้าง ข้าลองคิดดูแล้ว หากให้ของวิเศษที่ดีเกินไปกับเจ้า ดีไม่ดีอาจจะเป็นการทำร้ายเจ้าเสียเปล่าๆ เอาโอสถพวกนี้ไปเถอะ ตั้งใจฝึกฝนให้ดี ฝีมือของเจ้านี่มันอ่อนหัดเกินไปจริงๆ"
ไป๋เจินจื่อราวกับเล่นกล ในมือปรากฏกล่องใบหนึ่งขึ้นมา
จางผิงอันรับมา แล้วเปิดกล่องออกดู ด้านในเต็มไปด้วยโอสถรวบรวมปราณระดับ มีครบทุกธาตุ พลังปราณอัดแน่น เข้มข้นกว่าโอสถรวบรวมปราณที่เขาหลอมเองไม่รู้ตั้งกี่เท่า จางผิงอันอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ
"ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้าลงมือเลย ไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ธาตุอะไร โอสถรวบรวมปราณเบญจธาตุพวกนี้ สำหรับข้าแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย ให้เจ้าไปหมดนี่แหละ ถึงอย่างไรของซังกะบ๊วยพวกนี้ ข้าก็ไม่มีที่เก็บอยู่แล้ว"
สำหรับมหาปีศาจที่ก่อกำเนิดแก่นปีศาจได้ตั้งนานแล้ว โอสถรวบรวมปราณเหล่านี้ ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริงๆ
แต่สำหรับจางผิงอันแล้ว นี่มันคือสายฝนที่ตกลงมาได้ทันเวลาพอดี
"ไปล่ะ!" ไป๋เจินจื่อลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางเกียจคร้าน แล้วเดินออกไปทางประตู "จริงสิ ไอ้หนู เจ้านี่แปลกประหลาดมากนะ ขนาดแหจับปลาเฮยสุ่ยยังทำให้เจ้าสลบไม่ได้ เกรงว่าคงจะมีอะไรผิดปกติแฝงอยู่ เจ้าก็ระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อยล่ะ..."
จางผิงอันวิ่งตามออกไปนอกประตู แต่กลับไม่เห็นเงาของไป๋เจินจื่อเลยแม้แต่น้อย
มหาปีศาจตนนี้ ช่างผลุบๆ โผล่ๆ ราวกับภูตผีเสียจริง
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เขามองดูโอสถวิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเตะจมูก ลองคำนวณดูแล้ว โอสถรวบรวมปราณที่ต้องใช้สำหรับการบรรลุขั้นที่สี่ น่าจะเพียงพอแล้ว
เขาเข้าไปในตัวเมืองก่อน เพื่อเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้หลี่ซื่อ บอกเขาว่าคนในครอบครัวของเขาตายไปหมดแล้ว อย่าถูกหลอกอีกต่อไปเลย
พอมีเงินอยู่บ้าง ก็เก็บไว้ใช้เองเถอะ!
แต่จางผิงอันปกปิดสาเหตุการตายเอาไว้ เขาไม่อยากให้หลี่ซื่อไปสู้รบตบมือกับคนผู้นั้นจนตัวตาย เพราะนั่นแทบจะเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ
เขาถอนหายใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปมันถูกหรือไม่
ตอนที่จรดพู่กันลงไป เขาสามารถจินตนาการถึงใบหน้าที่เจ็บปวดรวดร้าวเจียนตายของหลี่ซื่อได้เลย
แต่ว่า... จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในความฝันจอมปลอมต่อไปอย่างนั้นรึ?
ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องรู้อยู่ดี
หลี่ซื่อ... แม้จะเป็นเพียงแค่ศิษย์รับใช้คนหนึ่ง แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ความจริงเช่นกัน ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ก็โปรดทำดีกับตัวเองให้มากหน่อยเถอะ
……
...