- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 40 บ้านของหลี่ซื่อ
บทที่ 40 บ้านของหลี่ซื่อ
บทที่ 41 ปีศาจงูแม่น้ำเฮยสุ่ย
"ต่อมา คนที่คอยส่งเงินมาให้ตระกูลหลี่อยู่ตลอด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ ก็เกิดแตกหักกับตระกูลหลี่ ถึงขั้นลงมือสังหารคนตระกูลหลี่ล้างตระกูล ทำเอาคนทั้งหมู่บ้านอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน..."
"...ท่านแน่ใจนะ ว่าคนที่ส่งเงินมาให้เป็นคนลงมือฆ่าครอบครัวของหลี่ซื่อ?"
"แน่ใจสิ คนทั้งหมู่บ้านล้วนรู้ดี หากไม่เชื่อท่านก็ลองไปถามคนอื่นดูสิ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เขาฆ่าคนตระกูลหลี่แล้ว เขาก็ยังไปกินดื่มอย่างสำราญที่คฤหาสน์ตระกูลเหลยเสียยกใหญ่ ก่อนจะจากไป..."
จางผิงอันแค่นเสียงเย็น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหัวหน้าหมู่บ้าน "เมื่อกี้ท่านบอกว่า มหาเศรษฐีใจบุญตระกูลเหลยเป็นคนเลี้ยงดูคนทั้งหมู่บ้าน พอเขาตายไป พวกท่านทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แถมยังบอกอีกว่าวันหน้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร แต่ดูจากสีหน้าของท่านเมื่อครู่แล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยนะ..."
"ไม่เพียงแต่ไม่เศร้าโศก ดูเหมือนจะยังมีความเคียด... แค้นเสียด้วยซ้ำ!"
หัวหน้าหมู่บ้านหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เหงื่อท่วมแผ่นหลัง เขาก้มหน้าลงแล้วกล่าวว่า "ข้าเห็นว่าท่านเป็นสหายของคนตระกูลหลี่ ถึงได้กล้าพูดออกไปแบบนั้น..."
"ข้า... ไม่ได้โกหก ที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านแห่งนี้ ล้วนตกเป็นของตระกูลเหลย หลังจากคนตระกูลหลี่ตายไป คนในหมู่บ้านทั้งหมดก็กลายเป็นลูกจ้างของตระกูลเหลย หากแยกตัวออกจากตระกูลเหลย คนทั้งหมู่บ้านก็ต้องอดตาย..."
จางผิงอันจ้องมองหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วหัวเราะเบาๆ "ตอนนี้คนตระกูลเหลยตายเรียบ ไม่เหลือแม้แต่ไก่หรือสุนัขสักตัว แม้แต่ทายาทสืบทอดก็ไม่มี ที่ดินก็ตกกลับมาอยู่ในมือพวกท่านแล้วไม่ใช่หรือ?"
"แล้ว... พวกท่านตั้งใจจะแบ่งปันกันอย่างไรล่ะ? ได้เตรียมแผนการแบ่งสรรปันส่วนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วใช่หรือไม่?"
หัวหน้าหมู่บ้านตกใจจนตัวสั่นเทา "ไม่กล้าพูดเช่นนั้นหรอกขอรับ ตระกูลเหลยมีท่านเซียนคอยหนุนหลัง ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเรา จะไปมีความกล้าขนาดนั้นได้อย่างไร..."
จางผิงอันส่ายหน้า "เมื่อคนเราถูกบีบจนตรอก ถึงคราวไร้ทางออก แม้แต่ความเป็นความตายก็ยังไม่สนใจ แล้วจะไปกลัวท่านเซียนทำไมกัน?"
หัวหน้าหมู่บ้านหวาดกลัวสุดขีด
ขาอ่อนยวบ แทบจะคุกเข่าลงไปอีกรอบ
จางผิงอันหัวเราะลั่น หันหลังกลับแล้วก้าวยาวๆ เดินกลับไปทางหมู่บ้าน
"เรื่องของพวกท่าน ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า หลี่ซื่อกับข้าก็เป็นแค่สหายธรรมดากันเท่านั้น ท่านไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของพวกท่านหรอกนะ"
"เพียงแต่ว่า ฆ่าล้างโคตรไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กๆ นี่มันอำมหิตเกินไปจริงๆ..."
จางผิงอันไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ มันเกี่ยวพันกับผู้คนบนเขา เรื่องราวมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินไป ตัวเขาเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ไม่กล้าไปล่วงเกินใครหรอก
คิดในใจ: ข้าก็แค่ตัวประกอบที่เดินผ่านมาเท่านั้น...
เมื่อมองดูแผ่นหลังของจางผิงอันที่หายวับไปอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหมู่บ้านก็วิ่งเหยาะๆ ตามไปติดๆ แต่สุดท้ายก็ยังตามไม่ทันอยู่ดี
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเหลย
ก็เป็นเวลาค่ำคืนแล้ว มีคนจัดเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว และนำไปให้เหยียนเจิงก่อน รอจนท่านเซียนกินเสร็จ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณเหล่านี้ถึงจะกล้ากินข้าวร่วมกัน
ตอนกลางคืนหลังจากฝึกวิชาไปได้สักพัก จางผิงอันก็ล้มตัวลงนอนทันที
เหนื่อยใจจริงๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหยียนเจิงก็เรียกทุกคนไปรวมตัวกัน
"คารวะท่านเซียนขอรับ!"
ทุกคนต่างทำความเคารพเหยียนเจิงพร้อมกัน
เหยียนเจิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สีหน้าดูสดชื่นแจ่มใส เขายิ้มกล่าวกับทุกคนว่า "เมื่อคืนข้าศึกษาเรื่องนี้มาทั้งคืน จนได้ข้อสรุปออกมาว่า นี่คือปีศาจป่า แถมระดับการบำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้สูงส่งอะไรนัก การปราบปีศาจในครั้งนี้ บางทีอาจจะได้ผลเก็บเกี่ยวที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียวนะ"
เขาหัวเราะร่วนออกมาสองสามครั้ง
"ท่านเซียน เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นหรือขอรับ? ท่านช่วยอธิบายเคล็ดลับในเรื่องนี้ให้พวกเราฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับ..."
วันนี้เหยียนเจิงอารมณ์ดีไม่เบา จึงโบกมือไปมา "เอาเถอะ วันนี้ข้าจะสอนอะไรพวกเจ้าสักหน่อย ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ"
ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ในจำนวนนั้นมีหลายคนที่คิดจะยึดอาชีพปราบปีศาจกำจัดมารเพื่อหาเลี้ยงชีพในวันหน้า
ประสบการณ์ของผู้อาวุโสเหล่านี้ จึงถือว่าล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแต่จะช่วยให้หาเงินได้เท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาชีวิตไว้ได้อีกด้วย
"ประการแรก ปีศาจตัวนี้หลบซ่อนตัวอยู่ในแม่น้ำเฮยสุ่ย ปกติก็ไม่เคยออกมาสร้างความเดือดร้อน นี่แสดงให้เห็นถึงอะไร? แสดงให้เห็นว่ามันไม่มีใครคอยหนุนหลังอยู่ สัญชาตญาณดิบของพวกปีศาจนั้นดุร้ายอำมหิต หากมีคนคอยหนุนหลังล่ะก็ ไม่มีทางที่จะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวแบบนี้หรอก"
"ประการที่สอง ปีศาจตัวนี้บำเพ็ญเพียรมาสามร้อยปี เป็นปีศาจงู ปีศาจงูไม่เหมือนกับมนุษย์ พวกมันจะเลื่อนระดับขั้นทุกๆ ห้าสิบปี สามร้อยปี ก็คือระดับฝึกลมปราณขั้นหกโดยประมาณ ต่อให้มันมีพรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหน ขั้นเจ็ดหรือขั้นแปดก็ถือว่าสุดยอดแล้ว"
เหยียนเจิงกระแอมไอเบาๆ แล้วอธิบายต่อไป
"ปีศาจระดับนี้ ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป หากสูงกว่านี้ก็คงรับมือได้ยาก หากต่ำกว่านี้ก็เป็นแค่ปีศาจยาจก ปีศาจประเภทนี้รับมือง่าย แถมในถ้ำของมันก็ต้องมีของวิเศษอยู่ไม่น้อย นี่แหละคือธุรกิจที่ทำเงินได้ดีที่สุด และเป็นงานที่เหล่านักปราบปีศาจชื่นชอบมากที่สุด"
พูดง่ายๆ ก็คือ ปีศาจตัวนี้เก่งกว่าไก่อ่อนแค่นิดหน่อย แต่มีของวิเศษเยอะแยะมากมาย
เหยียนเจิงยิ้มแย้มแจ่มใส
พอทุกคนได้ฟังดังนั้น อารมณ์ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที แบบนี้ก็ดีเลยสิ ท่านเซียนเหยียนเป็นถึงยอดฝีมือระดับจู้จี การรับมือกับปีศาจระดับฝึกลมปราณขั้นหก มันก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือไม่ใช่หรือ
พวกเราก็แค่คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ด้านหลัง พอปีศาจตัวนั้นตาย ก็กรูกันเข้าไป ปล้นสะดมถ้ำปีศาจให้ราบคาบในพริบตา ใครจะแย่งของดีอะไรมาได้ ก็แล้วแต่บุญแต่วาสนาของแต่ละคนก็แล้วกัน
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความระแวดระวัง
ถึงตอนนี้ทุกคนถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ภารกิจปราบปีศาจในครั้งนี้ ศัตรูตัวฉกาจที่สุดกลับไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเหล่าสหายร่วมรบที่อยู่ข้างกายนี่เอง
แต่ละคนล้วนมีจิตใจโหดเหี้ยมดั่งหมาป่า ไม่อาจไม่ระวังตัวได้เลย
ทุกคนล้วนถอยห่างออกจากกันเล็กน้อย
จู่ๆ เหยียนเจิงก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา กล่าวเน้นย้ำทีละคำ "ของวิเศษในถ้ำปีศาจ ใครแย่งมาได้ก็ตกเป็นของคนนั้น แต่ของวิเศษที่เปล่งแสงในคฤหาสน์ตระกูลเหลยนั่น พวกเจ้าห้ามแตะต้องเด็ดขาด ข้าฟังจากที่ชาวบ้านบรรยายถึงแสงสว่างที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าแล้ว สงสัยอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นของสำคัญชิ้นหนึ่ง..."
ทุกคนต่างใจกระตุกวาบ ลอบคิดในใจว่า แต่ว่า ชิ้นไหนคือของวิเศษของคฤหาสน์ตระกูลเหลยล่ะ? ใครจะไปแยกออกกัน?
ถ้าหยิบผิดมาจะทำอย่างไรล่ะ?
แต่พอลองคิดดูอีกที ถึงอย่างไรท่านเซียนบอกว่าชิ้นไหนใช่ ชิ้นนั้นก็ต้องใช่อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ใช่ก็ต้องใช่ แล้วจะไปมีอะไรให้โต้แย้งอีกล่ะ
ใครหยิบมาก็ถือว่าซวยไป ก็ไม่มีใครกล้าไปแย่งชิงกับท่านเซียนอยู่แล้ว
ขอเพียงตัวเองไม่ไปแย่งชิงของวิเศษที่ดีที่สุด ก็หมดเรื่องแล้ว
ดังนั้นทุกคนจึงประสานมือคารวะพร้อมกัน "มิกล้าขอรับ!"
เพราะกลัวว่าเรือเหาะจะสะดุดตาเกินไป เหยียนเจิงจึงขี่กระบี่บินในระดับต่ำ ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกลมปราณคนอื่นๆ ก็วิ่งไล่ตามมาบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว
ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกันทั้งนั้น ความเร็วในการเคลื่อนที่ย่อมว่องไวเป็นธรรมดา ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ก็มาถึงริมแม่น้ำเฮยสุ่ยแล้ว
แม่น้ำเฮยสุ่ยอันกว้างใหญ่ คดเคี้ยวทอดยาวไปถึงสามพันลี้ แม่น้ำกว้างนับร้อยจั้ง กระแสน้ำเชี่ยวกราก ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
รู้เพียงตำแหน่งคร่าวๆ เท่านั้น มีชาวบ้านบังเอิญเห็นปีศาจชั้นผู้น้อยในถ้ำถือตะกร้าไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งที่ตลาด และโผล่ขึ้นมาจากน้ำแถวๆ นี้
แต่กลับไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่ชัดของถ้ำปีศาจ
แต่เหยียนเจิงเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว เขาหยิบยันต์เนตรสวรรค์ออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วโยนขึ้นไปกลางอากาศ ปากก็ท่องบ่นคาถา ยันต์ลุกไหม้อย่างรุนแรง ภายใต้แสงสว่างจากการเผาไหม้ของยันต์ แผ่นดินและแม่น้ำในรัศมีร้อยจั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นโปร่งใสราวกับกระจกหลิวหลี
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่อึดใจ แต่ทุกคนก็มองเห็นรังของปีศาจงูที่อยู่ลึกลงไปใต้น้ำแล้ว
แม้ว่ายันต์แผ่นนี้จะเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่มันก็ถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือระดับจินตัน เห็นได้ชัดว่ามูลค่าไม่ธรรมดา การมาในครั้งนี้ เหยียนเจิงลงทุนไปมหาศาลเลยทีเดียว
แสงสว่างจากยันต์ ทำให้ปีศาจงูตกใจตื่นขึ้นมาทันที
ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากมุ่งสู่ทิศตะวันออก บังเกิดเกลียวคลื่นยักษ์ถาโถมขึ้นมา ปีศาจงูสาวแสนสวยที่มีท่อนบนเป็นมนุษย์ท่อนล่างเป็นงู กระโจนขึ้นมาจากเกลียวคลื่น พุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ
"ผู้ยิ่งใหญ่จากสารทิศใด ถึงกล้ามารบกวนการบำเพ็ญเพียรของคุณหนูผู้นี้?"
เมื่อครู่แม้ยันต์เนตรสวรรค์จะส่องสว่างเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ทุกคนก็มองเห็นถ้ำปีศาจใต้น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ในคลังสมบัติมีแสงของวิเศษส่องประกายวูบวาบ และมีโอสถวิเศษบรรจุอยู่เป็นหีบๆ
นี่จะต้องเป็นปีศาจที่โคตรร่ำรวยอย่างแน่นอน
แต่ละคนล้วนตาร้อนผ่าวกันหมดแล้ว
"นางปีศาจ! ฆ่านางซะ ผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์!"
"นางปีศาจตัวนี้รูปโฉมงดงามนัก จับตัวกลับไปเป็นนางบำเรอ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ!"
"นั่นสิ นั่นสิ ศิษย์พี่กล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก แต่คนตั้งมากมาย มีปีศาจอยู่แค่ตัวเดียว จะแบ่งปันกันอย่างไรล่ะ?"
"ก็ประมูลสิ ใครให้ราคาสูงสุดก็เอาไป ส่วนคนที่เหลือก็แบ่งเหรียญเซียนกันไป จะได้ไม่เสียเที่ยว"
"ศิษย์พี่ช่างปราดเปรื่องจริงๆ! เลื่อมใส เลื่อมใส!"
"มิกล้า มิกล้า!"
……
...