เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46: ออกเดินทาง!

บทที่ 46: ออกเดินทาง!

บทที่ 46: ออกเดินทาง!


คนข้างกายเอ่ยถามอย่างนอบน้อม "ผู้อาวุโสเก่อ ฉินเจียงบอกว่ากำลังเดินทางมาแล้วครับ"

"ขุมกำลังฝั่งเราเจ็ดต่อสอง ยังต้องให้ไป๋โจ้วเข้าร่วมอีกเหรอครับ"

"ฉินเจียงเป็นคนคิดมาก ให้เขาเข้าร่วมก็เพื่อเป็นการเตือนสติเขา"

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเก่อกลับมาสงบนิ่ง เขามองออกไปไกล "คืนนี้คือจุดจบของศาลปราบภัยพิบัติ การวางกำลังที่เมืองเซิ่งจิงเป็นยังไงบ้าง"

"คนของเราแฝงตัวอยู่รอบตึกศาลปราบภัยพิบัติแล้วครับ รอให้การต่อสู้ฝั่งนี้จบลง ศาลปราบภัยพิบัติก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป"

"ฮ่าๆๆ ดี!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นของผู้อาวุโสเก่อดังก้องไปทั่วกำแพงเมืองฝั่งเหนือ

......

เมืองเซิ่งจิง ชั้นบนสุดของตึกไป๋โจ้ว

ฉินเจียงนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้หนัง น้ำเสียงเจือความจนใจเล็กน้อย "โหลวผิง ขงหนาน พวกนายติดตามฉันมาจนถึงตอนนี้ เป็นทั้งคนสนิทและเป็นทั้งพี่น้อง"

"เรื่องนี้พวกนายคิดยังไง พูดมาได้เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

โหลวผิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงนอบน้อม "หัวหน้าครับ พวกเราประวิงเวลามาครึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าทางผู้อาวุโสเอาผิด..."

"เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญหรอก!"

ฉินเจียงโบกมือขัดจังหวะ แววตาคมกริบ "ฉันอยากฟังความคิดเห็นที่แท้จริงของพวกนาย ตกลงว่าควรไปหรือไม่ควรไป"

บรรยากาศเงียบสงัดลงในพริบตา...

ครู่ต่อมา ขงหนานก็ทำลายความเงียบ "หัวหน้าครับ ผมคิดว่าไม่ควรไป"

"การต่อสู้ภายในแบบนี้ มีแต่จะทำให้โลกวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม"

โหลวผิงรีบสนับสนุน "ผมเห็นด้วยครับ"

"คำสั่งนี้มันดูแปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้ว แต่... พวกเราก็เลี่ยงไม่ได้ครับ หัวหน้า"

จู่ๆ ฉินเจียงก็หัวเราะออกมา เป็นการหัวเราะเยาะตัวเอง "สภาผู้อาวุโสต้องการจะทำอะไรกันแน่"

"ศาลปราบภัยพิบัติก็เป็นเหมือนไม้ใกล้ฝั่งอยู่แล้ว ทำไมต้องไล่ต้อนให้ถึงตายด้วย"

"ทำไมผู้ตื่นรู้ต้องมาเข่นฆ่ากันเองถึงขนาดนี้"

"มันมีแต่ผลเสียต่อมนุษยชาติ ไม่มีผลดีเลยสักนิด..." พูดจบ เขาก็ส่ายหน้าถอนหายใจยาว

"ถ้าอย่างนั้นหัวหน้าครับ พวกเรา..." ขงหนานลองหยั่งเชิงถาม

"ไปสิ คำสั่งขัดขืนไม่ได้ แต่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไปสาย... มีตั้งเยอะแยะ"

ฉินเจียงยิ้มบางๆ ก่อนจะเสริมว่า "พวกนายไปเตรียมตัวก่อน อีกครึ่งชั่วโมงค่อยรวมตัวกัน"

"ครับ!" ทั้งสองรับคำพร้อมกัน

......

ด้านนอกเขตที่พักอาศัยอวิ๋นจิ้ง

รถมายบัคสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน ไฟหน้าสาดแสงจ้าในความมืด

ประตูฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง หลินมู่ขึ้นไปนั่งบนรถ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน เขาเอ่ยเสียงขรึม

"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น ชิงเฮ่อเป็นยังไงบ้าง"

"บรื้น—"

เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นในพริบตา รถมายบัคพุ่งทะยานออกไป

ป้ายทะเบียนหน้าหลังถูกผ้าดำปิดบังไว้อย่างรวดเร็วในวินาทีนั้น

กู้ชางพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวง ก่อนจะขยี้บุหรี่ทิ้ง แววตาเคร่งเครียด "สถานการณ์แน่ชัดยังไม่รู้ ลวี่ผิงเป็นคนส่งข่าวมา"

"เดิมทีหนิงโม่กับเฝิงซีเตรียมจะไปกันแค่สองคน ถ้าไม่ใช่เพราะกระดาษแผ่นนั้นสร้างความวุ่นวายใหญ่โต บางที... พวกเราอาจจะยังไม่รู้อะไรเลยจนถึงตอนนี้"

"การที่สภาผู้อาวุโสไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า แสดงว่าขุมกำลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกมัน โผล่หัวออกมาแล้วสินะ" หลินมู่แค่นเสียงเย็น

"เปลี่ยนชุดซะ" กู้ชางพูดพลางโยนชุดคลุมสีดำไปตรงหน้าหลินมู่

"หืม?" หลินมู่มองกู้ชางอย่างสงสัย ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายก็สวมชุดคลุมสีดำอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่ได้ดึงฮู้ดขึ้นมาสวม...

"ยังไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายเก่งแค่ไหน ถ้าไม่สามารถจับพวกมันได้ทั้งหมด ก็พยายามอย่าเปิดเผยตัวตนจะดีกว่า"

หลินมู่พยักหน้า "อืม จะไปทันไหม"

"ระยะทางจากที่นี่ไปเมืองอวี๋ ก็พอๆ กับจากเมืองเซิ่งจิงไปเมืองอวี๋นั่นแหละ ขับให้เร็วหน่อย ไม่มีปัญหาหรอก"

สิ้นคำพูด กู้ชางก็เหยียบคันเร่งจนมิด

เสียงคำรามของรถมายบัคดังกึกก้องราวกับสัตว์ร้าย แหวกทะลุความมืดมิดยามราตรี

......

เขตเมืองเหนือ เมืองเซิ่งจิง

ภายในห้องบนชั้นสามของร้านกาแฟรื่อเยว่ ลู่หมิงไจมีสีหน้าเคร่งขรึม "เถ้าแก่ครับ พลังรบระดับสูงสุดของศาลปราบภัยพิบัติออกเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้วครับ"

จ้าวซานเหอเลิกคิ้วขึ้น แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขาม "เกิดอะไรขึ้น"

"ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดครับเถ้าแก่ จะให้พวกเราตามไปไหมครับ" ลู่หมิงไจถามต่อ

วินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

จ้าวซานเหอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความสงสัย วินาทีที่กดเปิดอ่านข้อความ ม่านตาของเขาก็หดเกร็งลงฉับพลัน เขาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า "ฉันจะไปเอง"

"เถ้าแก่ ให้ผมกับเฉินหย่งตามไปด้วยเถอะครับ!" ลู่หมิงไจรีบก้าวตามไป น้ำเสียงร้อนรน

จ้าวซานเหอชะงักฝีเท้า หันกลับมาตบไหล่เขาเบาๆ แล้วหัวเราะ "พวกนายอยู่เฉยๆ เถอะ มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น"

"แต่ว่า..." คำพูดของลู่หมิงไจถูกขัดจังหวะ

จ้าวซานเหอเลิกคิ้ว "ทำไม ตอนนี้ฉันสั่งนายไม่ได้แล้วเหรอ"

ลู่หมิงไจก้มหน้าลง "เข้าใจแล้วครับ เถ้าแก่"

......

เวลา 0:00 น. กลางดึก รถมายบัคพุ่งทะยานไปบนทางด่วนราวกับสัตว์ร้าย

"ฝนตกปรอยๆ แล้ว ได้ยินมาว่าที่เมืองอวี๋ฝนตกหนักมาก" กู้ชางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

"นี่คือสายฝนที่จะส่งพวกมันไปลงนรก" หลินมู่เพิ่งพูดจบ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

หลินเหยียน: พี่ นอนหรือยัง พรุ่งนี้หนูจะหยุดพักผ่อน ว่างพาหนูไปเที่ยวไหม

หลินมู่: อีกสองสามวันค่อยกลับ สองวันนี้พี่งานยุ่ง

หลินเหยียน: เอ๋? พี่ยุ่งเรื่องอะไรอะ

หลินมู่มองแวบหนึ่ง ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ

ภายในหอพักเดี่ยวของฐานวิจัยและพัฒนา

หลินเหยียนนอนคว่ำอยู่บนเตียง ขาเรียวยาวทั้งสองข้างแกว่งไปมาอยู่ด้านหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

ผ่านไป 30 นาทีแล้ว ทำไมพี่ถึงไม่ตอบข้อความนะ

เธอพลิกตัวนอนหงาย มองเพดานพลางพึมพำ "ไม่ถูกสิ พี่ไปเรียนจะมียุ่งอะไรได้ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็เป็นวันหยุดนี่นา!"

หลินเหยียนยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น: พี่ต้องแอบทำเรื่องลับลมคมในอะไรอยู่แน่ๆ ชิ!

วินาทีต่อมา เธอก็ยกยิ้มมุมปาก เปิดหน้าต่างแชทอีกอันขึ้นมา

หลินเหยียน: พี่สะใภ้นอนหรือยังคะ อยู่ไหมเอ่ย

ซูเนี่ยนเหอ: ยังจ้ะ มีอะไรเหรอ

หลินเหยียน: พี่ชายหนูบอกว่าสองวันนี้งานยุ่ง พี่สะใภ้รู้ไหมคะว่าเขาทำอะไร

ซูเนี่ยนเหอ: งั้นเหรอ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ

ครู่ต่อมา ซูเนี่ยนเหอก็วางโทรศัพท์ลง ดวงตาสวยงามทอประกาย

เธอกางร่มสีแดงเดินออกไปนอกร้านอาหาร เมืองอวี๋ฝนตกหนักเทกระหน่ำ ฟ้าแลบฟ้าร้องดังกึกก้อง

ร่างของสยงเฮยเดินเข้ามาใกล้จากที่ไกลๆ เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซูเนี่ยนเหอ ก้มหน้าลงแล้วเอ่ย "ราชันย์"

"ช่วงนี้เมืองอวี๋มีความผิดปกติอะไรไหม" น้ำเสียงของซูเนี่ยนเหอเย็นชา

สยงเฮยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรายงานเรื่องที่ตัวเองสะกดรอยตามไปจนถึงเรือนจำเหล็กทมิฬร้างตามความเป็นจริง

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แววตาของซูเนี่ยนเหอฉายแววกระจ่างแจ้ง "นายไปเถอะ"

"ครับ" หลังจากสยงเฮยจากไป เธอก็มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอวี๋ น้ำเสียงเย็นชา "วู่วามขนาดนี้ ดูเหมือนว่าพลังจะฟื้นฟูได้เกือบหมดแล้วสินะ"

สิ้นคำพูด ด้านหลังของเธอก็ปรากฏปีกสองข้างขึ้นมาอย่างกะทันหัน ปีกซ้ายเป็นปีกหางสีแดงฉาน ปีกขวาเป็นปีกหางสีทอง

"เฮ้อ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันถึงจะฟื้นฟูพลังได้สมบูรณ์... หลินมู่ นายเนี่ยไม่ทำให้คนอื่นวางใจได้เลยนะ"

ร่างของเธอหายวับไปในม่านฝนอย่างเงียบเชียบ

......

เวลา 2:00 น. กลางดึก เสียงคำรามของรถยนต์หลายคันแหวกม่านฝนของเมืองอวี๋ มาจอดอยู่ที่เขตเมืองเก่าซึ่งห่างจากเรือนจำเหล็กทมิฬไปหลายกิโลเมตร

"ปัง—"

สิ้นเสียงปิดประตูรถ หนิงโม่ในชุดเครื่องแบบศาลปราบภัยพิบัติก็เดินมาอยู่ตรงหน้าทุกคน น้ำเสียงเจือความหนักอึ้งที่ยากจะปิดบัง "ทุกท่าน..."

"ฟึ่บ—"

ร่างสิบสามร่างชักอาวุธที่เอวหรือด้านหลังออกมาแทบจะพร้อมกัน ประกายแสงเย็นเยียบสว่างวาบขึ้นในคืนฝนตก

บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่ทำให้แทบหายใจไม่ออกในพริบตา

บนใบหน้าของหนิงโม่ปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยาก

แต่วินาทีต่อมาสีหน้าก็กลับมาเย็นชาเหมือนปกติ พลองไร้ขอบเขตในมือถูกเขาจับไว้แน่น หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาก็เอ่ยเสียงขรึมทีละคำ:

"ออกเดินทาง!"

จบบทที่ บทที่ 46: ออกเดินทาง!

คัดลอกลิงก์แล้ว