- หน้าแรก
- ภัยพิบัติล้างโลกระดับ SSS งั้นเหรอ นั่นภรรยาผมเอง
- บทที่ 8: นั่นนับว่า... เป็นการจูบหรือเปล่า?
บทที่ 8: นั่นนับว่า... เป็นการจูบหรือเปล่า?
บทที่ 8: นั่นนับว่า... เป็นการจูบหรือเปล่า?
ซูเนี่ยนเหอแลบลิ้นเลียคราบเลือดสดบนริมฝีปาก นัยน์ตาทั้งสองข้างยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก
ด้านซ้ายของแผ่นหลังเธอ เงาปีกหางสีแดงฉานเส้นหนึ่งพลันเบ่งบานออก โบกสะบัดราวกับเปลวเพลิง
“อร่อยจริงๆ... ฉันน่ะ รอพวกผู้ตื่นรู้โสโครกอย่างพวกแกมาตั้งนานแล้ว”
“ปีกหางขวาสีทอง ปีกหางซ้ายสีแดงฉาน... ธะ... เธอ เธอคือ... ภัยพิบัติระดับราชันย์แดง!”
“เธอยังไม่ตาย! เธอยังมีชีวิตอยู่!?”
ชายชุดดำคนหนึ่งจำปีกหางอันเป็นเอกลักษณ์นั่นได้ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว อาวุธในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้งโดยไม่ทันรู้ตัว
“หนี!”
สิ้นเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนก กลุ่มชายชุดดำก็แตกฮือในพริบตา วิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศคนละทาง
“หนีเหรอ? คิกคิกคิก...” ซูเนี่ยนเหอยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ
“พวกแกเป็นสารอาหารสำคัญในการฟื้นฟูพลังของฉันเลยนะเนี่ย ถ้างั้น... จะเริ่มจากใครก่อนดีล่ะ?”
เธอมองดูร่างที่วิ่งหนีแตกกระเจิง รอยยิ้มมุมปากยิ่งดูเหี้ยมเกรียม แววตายิ่งเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่าง เท้าเปล่าเปลือยจะทิ้งรอยดอกบัวสีเลือดไว้บนพื้นดินที่ไหม้เกรียม ในขณะเดียวกัน ชายชุดดำที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตรก็พลันกรีดร้องโหยหวนและกลายเป็นเถ้าถ่าน
ครู่ต่อมา ปีกหางสีแดงบนแผ่นหลังของซูเนี่ยนเหอก็เปลี่ยนจากเงาเลือนรางกลายเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เธอยกนิ้วเรียวยาวขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาสีแดงก่ำค่อยๆ กลับมาแจ่มใส ทว่าส่วนลึกในดวงตายังคงคุกรุ่นไปด้วยความปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม
“ไม่พอ... ยังไม่พอหรอก... เลือดโสโครกพวกนี้มันน้อยเกินไปแล้ว!”
เสียงหัวเราะใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินดังก้องไปทั่วซากปรักหักพังอีกครั้ง ทว่ากลับแฝงไปด้วยความบ้าคลั่งที่ชวนให้ขนลุกซู่
เสียงหัวเราะค่อยๆ จางหายไป จู่ๆ ซูเนี่ยนเหอก็กัดริมฝีปากเบาๆ สีหน้ากลับดูใสซื่อไร้เดียงสาขึ้นมาหลายส่วน “นั่นนับว่า... เป็นการจูบหรือเปล่านะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หลินมู่พุ้ยข้าวในชามพลางหัวเราะผสมโรง
“ที่พ่อพูดมาไม่มีผิดเลยสักนิด แม่ดูเด็กกว่าสาวอายุสิบแปดซะอีกนะเนี่ย”
“พอเลยๆ รีบกินข้าวดีๆ ได้แล้ว” เจียงซูหว่านถลึงตาใส่ลูกชายอย่างไม่จริงจังนัก ทว่ามุมปากกลับอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น
“กับข้าวเต็มโต๊ะนี่มีแต่ของชอบของแกทั้งนั้น เรื่องดีๆ ล่ะไม่จำ เรื่องประจบสอพลอนี่ได้วิชาจากพ่อแกมาเต็มร้อยเลยนะ”
“คุณพูดผิดแล้วล่ะ” หลินเหยี่ยคีบซี่โครงหมูน้ำแดงใส่ชามให้ภรรยาพลางหัวเราะแหะๆ
“ที่พวกเราพ่อลูกพูดไปน่ะเป็นความจริงจากใจล้วนๆ เลยนะ ที่รัก ลองคุณใส่ชุดนักศึกษาไปยืนหน้ามหาวิทยาลัยดูสิ รับรองว่าเป็นนักศึกษาผิวขาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ใครเห็นก็ต้องเรียกดาวคณะทั้งนั้นแหละ”
“ใช่ๆ!” หลินมู่รีบรับมุกทันที
“แม่สวยแต่เกิดอยู่แล้ว จะไม่ให้พวกเราพูดความจริงหรือไง?”
“จริงเหรอ?” เจียงซูหว่านตาหยี รอยยิ้มกว้างกว่าเดิม
“จริง!” สองพ่อลูกพูดประสานเสียงกันอย่างหนักแน่น
อาศัยจังหวะที่เจียงซูหว่านกำลังดื่มด่ำกับความดีใจ หลินมู่ก็กำตะเกียบแน่นแล้วเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
“แม่ เรื่องไปโรงเรียนเนี่ย... คุยกันอีกรอบไม่ได้จริงๆ เหรอ?”
ตะเกียบที่หลินเหยี่ยเพิ่งยกขึ้นพลันชะงักค้างกลางอากาศ หางตาเหลือบมองภรรยาข้างกายอย่างรวดเร็ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงซูหว่านหุบลงทันที แววตาดุดันขึ้นมาฉับพลัน เธอช้อนตาขึ้นมองหลินมู่
หลินมู่ใจหล่นวูบ ร้องแย่แล้วอยู่ในใจ
“ลูกรัก” เธอเอ่ยปากอย่างเนิบนาบ นิ้วมือเคาะลงบนลิ้นชักโต๊ะอาหาร
“อย่าบังคับให้แม่ต้องฟาดแกตอนที่กำลังอารมณ์ดีแบบนี้สิ”
พูดจบ เธอก็หยิบกระทะก้นแบนใบใหม่เอี่ยมออกมาจากลิ้นชัก ผิวกระทะสะท้อนแสงเย็นเยียบ
“ล้อเล่นน่า! แม่อย่าคิดจริงจังไปสิ!” หลินมู่ปอดแหกขึ้นมาทันที รีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
“ไปโรงเรียนก็ดีออก ผมชอบไปโรงเรียนสุดๆ เลย จริงๆ นะ!”
สีหน้าของเจียงซูหว่านถึงได้ผ่อนคลายลง เธอเก็บกระทะกลับเข้าลิ้นชัก “แบบนี้สิถึงจะถูก”
“ช่วงนี้แม่ยิ่งอารมณ์เสียหงุดหงิดง่ายอยู่ แกอย่าทำให้แม่โมโหสิ เข้าใจไหม?”
“ครับ! เข้าใจแล้ว!” หลินมู่พยักหน้าหงึกๆ ก้มหน้าจนแทบจะมุดลงไปในชาม
บรรยากาศหลังจากนั้นเงียบสงัดจนดูแปลกประหลาด
สองพ่อลูกนัดแนะกันเงียบกริบ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าว แม้แต่เสียงเคี้ยวยังจงใจเบาลง ราวกับว่าโต๊ะอาหารกลายเป็นสนามรบไปแล้ว
“ทำไมจู่ๆ ถึงเงียบกันไปหมดล่ะ?” เจียงซูหว่านเอ่ยขึ้นมาลอยๆ กวาดสายตามองทั้งสองคนสลับไปมา
“ฉันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?”
หลินมู่กับหลินเหยี่ยเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ตอนแรกก็พยักหน้าตอบรับตามสัญชาตญาณ
จากนั้นก็รีบส่ายหน้าขวับ ท่าทางพร้อมเพรียงกันราวกับซ้อมกันมาล่วงหน้า
เจียงซูหว่านเห็นแล้วก็หลุดขำพรืดออกมา “เอาล่ะๆ มาคุยเรื่องจริงจังกันดีกว่า”
เธอหันไปมองหลินมู่ แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ลูกเอ๊ย เมืองเจียงเฉิงของพวกเราถึงจะนับว่าสงบสุขรองลงมาจากเมืองเซิ่งจิงก็เถอะ แต่พวกผู้กลายพันธุ์ที่แฝงตัวปะปนอยู่กับผู้คนก็ยังมีอยู่อีกเยอะนะ”
“ถึงตรงทางแยกหลักจะมีคนของกองปราบภัยพิบัติคอยเฝ้าอยู่ แต่เวลาแกออกไปข้างนอกก็ต้องระวังตัวให้ดี จำไว้ว่าอย่าไปในที่เปลี่ยวๆ เด็ดขาด โดยเฉพาะตอนกลางคืน! พอฟ้ามืด ถ้าไม่มีธุระด่วนก็ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
“วางใจเถอะน่าแม่” หลินมู่ตบหน้าอกรับประกัน
“ลูกชายของแม่โตแล้วนะ ดูแลตัวเองได้สบายมาก”
“อย่างแกเนี่ยนะ? ทำตัวเหลวไหลมาตั้งแต่เด็ก” เจียงซูหว่านกลอกตาใส่เขา ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“เดือนก่อนหมู่บ้านข้างๆ เพิ่งจะเกิดเรื่องไปเอง มีผู้กลายพันธุ์คนหนึ่งซ่อนตัวมาตั้งหลายปี สงสัยคงจะหิวจัด จู่ๆ ก็ลงมือกับเพื่อนบ้านซะงั้น”
“กว่าคนของกองปราบภัยพิบัติจะไปถึง ก็มีคนตายไปตั้งหลายสิบคนแล้ว... เฮ้อ ชีวิตคนธรรมดาสมัยนี้มันเปราะบางเหลือเกิน แตะนิดเดียวก็แหลกสลายแล้ว”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริมว่า “ถึงแกจะเป็นผู้ตื่นรู้ แต่ระดับศูนย์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนธรรมดามากนักหรอก เพราะงั้นต้องเชื่อฟังที่แม่บอก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วๆ” หลินมู่รีบพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย น้ำเสียงแฝงความหยั่งเชิงเล็กน้อย
“จริงสิแม่ แล้วแม่กับพ่อ... เป็นผู้กลายพันธุ์หรือเปล่าอะ?”
ตะเกียบของหลินเหยี่ยชะงักค้างอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยคำว่า 'ลูก แกบ้าไปแล้ว' ร่างทั้งร่างแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้
ทว่าเจียงซูหว่านกลับเงียบผิดปกติ มุมปากถึงกับยกยิ้มขึ้นมานิดๆ สายตาทอดมองหลินมู่อย่างสงบนิ่ง
หลินมู่ใจกระตุกวูบ ซวยแล้ว ถามพล่อยๆ เกินไปหน่อย...
“ลูกรัก” เธอเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว
“แม่อุ้มท้องตั้งสิบเดือนกว่าจะคลอดแกกับเหยียนเหยียนออกมา เลี้ยงดูปูเสื่อพวกแกจนโตเป็นผู้ใหญ่ รู้ไหมว่าแม่ต้องลำบากแค่ไหน?”
“แม่ ผมก็แค่ล้อเล่นเอง! แม่อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังไปสิ!” หลินมู่รีบปั้นหน้ายิ้มประจบเอาใจทันที
“ที่รัก...” หลินเหยี่ยเพิ่งจะอ้าปากช่วยไกล่เกลี่ย
“คุณหุบปากไปเลย!” เจียงซูหว่านพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่หันไปมอง ค่อยๆ เปิดลิ้นชักโต๊ะอาหาร แล้วยกกระทะก้นแบนใบนั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ในสายตาของหลินมู่ตอนนี้ ร่างของเจียงซูหว่านราวกับถูกปกคลุมไปด้วยแรงกดดันดั่งมารร้ายจุติลงมา แม้แต่มวลอากาศยังหนักอึ้งไปหมด...