เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 บุกเข้าไปสับคนให้เป็นชิ้นๆ

บทที่ 52 บุกเข้าไปสับคนให้เป็นชิ้นๆ

บทที่ 52 บุกเข้าไปสับคนให้เป็นชิ้นๆ


สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมา

ในอากาศที่สดชื่น พลันมีกลิ่นอายบางอย่างเจือปนเข้ามาอย่างกะทันหัน

เป็นกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง…

ร่างกายของชุยลิ่งเหยาแข็งทื่อไปเล็กน้อย

ทั้งสองนั่งเคียงไหล่กัน ระยะค่อนข้างใกล้ชิดกันมาก เสิ่นถิงอวี้จึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของนาง

“รู้สึกหนาวหรือ?” เขาเอ่ยถามขึ้น

ชุยลิ่งเหยาฝืนยิ้มออกมาก่อนพยักหน้ารับ

“นิดหน่อยเจ้าค่ะ”

พูดจบ, นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือของตัวเองไปยัดใส่มือของเขาดื้อๆ

เสิ่นถิงอวี้ประหลาดใจไปแวบหนึ่ง แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รวบนิ้วเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ

ฝ่ามือที่กว้างใหญ่ กอบกุมมือของนางเอาไว้แน่น

ทั้งนุ่มนิ่ม และสัมผัสเย็นสบาย…

เขาบีบมือนางเบาๆ และเอ่ยอย่างห่วงใยว่า

“ถ้าหนาว ก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

ปลายฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้ว สายลมยามค่ำคืนจึงเริ่มแฝงความหนาวเย็น

อย่าปล่อยให้นางต้องโดนลมเย็นจนจับไข้เลยจะดีกว่า

แต่ชุยลิ่งเหยาที่มั่นใจแล้วว่าเซี่ยจิ้นไป๋แอบซุ่มดูอยู่แถวนี้ มีหรือที่จะยอมกลับไปง่ายๆ

“ไม่กลับเจ้าค่ะ ท่านพี่อยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อยสิ”

น้ำเสียงนางเจือความออดอ้อนอยู่หลายส่วน

พอได้ยินคำพูดนี้ เสิ่นถิงอวี้ก็เดาความนัยบางอย่างได้

เขาปรายตามองหญิงสาวข้างกาย ใช้สายตาเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของตนอีกที

แต่ในสายตาของเซี่ยจิ้นไป๋ที่แอบมองอยู่ กลับเป็นภาพคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ที่กำลังสบตากันอย่างลึกซึ้ง

เขารู้สึกเพียงว่า… ภาพตรงหน้าช่างบาดตาบาดใจเหลือเกิน

หลังเสิ่นถิงอวี้ได้รับคำตอบจากสายตาของชุยลิ่งเหยาแล้ว ในใจก็พลันมีโทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาเช่นกัน

จวนกั๋วกงอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร กลับถูกคนนอกเดินเข้าออกได้ตามใจชอบ! และทำให้หญิงสาวที่เขารัก ไม่กล้าแม้แต่จะนอนหลับอย่างสงบสุขในเรือนของตัวเอง

นี่มันช่างเหลวไหลสิ้นดี!

เสิ่นถิงอวี้ฝืนกลืนโทสะนั้นลงคอ ก่อนโน้มตัวเข้าไปใกล้ริมหูของนาง

“ข้าเองก็ไม่อยากห่างจากน้องหญิงเช่น รอให้งานแต่งงานของเรากำหนดวันเรียบร้อย ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าทั้งวันทั้งคืนเลย”

เสียงนี้เบามาก… แต่โสตประสาทของเซี่ยจิ้นไป๋นั้นดีเยี่ยม

ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เงียบสงัด เขาได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ!

คู่รักที่อยู่ตรงหน้าเขา คือคนที่ตกลงปลงใจกันแล้วจริงๆ และดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเหยาเหยาของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

คนหนึ่งไม่อยากห่างจากชายคนรัก ส่วนอีกคนก็คอยปลอบโยนเอาใจอย่างอดทน

ไม่รู้ว่าเขากินยาผิดซองมาหรืออย่างไร ถึงได้มาเป็นพยานรู้เห็นภาพบาดตานี้กับตัวเอง ไม่แม้แต่จะกล้าออกไปขัดจังหวะ แต่ก้ไม่ยอมหันหลังเดินจากไป

สองเท้าของเขาราวกับหยั่งรากลึก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมนั้น...

ยืนมองพวกเขาที่กำลังพลอดรักกัน!

ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนที่เย็นสบาย ศีรษะของดรุณีน้อยเอียงไปด้านข้าง ซบลงบนไหล่กว้างของชายคนรัก

สองมือของพวกเขายังเกาะกุมประสานกันแน่น เป็นภาพที่หวานแหววเสียเหลือเกิน

เสิ่นถิงอวี้มิได้ปริปากชวนกลับไปพักผ่อนอีก ทั้งสองยังคงแอบอิงกันอยู่เช่นนั้น พูดคุยกระซิบกระซาบกันสองสามประโยคเป็นครั้งคราว

เนิ่นนาน… แสนนาน...

นานเสียจนชุยลิ่งเหยาที่นั่งอยู่บนก้อนหินแข็งๆ ก็เริ่มปวดหลังปวดเอวขึ้นมา

ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางศีรษะแล้ว แต่กลิ่นอายอันคุ้นเคยในอากาศก็ยังคงไม่จางหายไป

ชุยลิ่งเหยาแอบนับถือความอดทนของเขาอยู่ลึกๆ

เวลาของคนผู้นี้ไม่ค่อยมีค่าหรืออย่างไร? เหตุใดถึงได้ทำตัวเหมือนคนว่างงานแบบนี้ล่ะ?

รู้จักกันมาห้าปี เป็นผัวเมียกันมาสามปี…

นางเพิ่งรู้ว่าเซี่ยจิ้นไป๋มีรสนิยมแอบดูชาวบ้านเขาพลอดรักกันด้วย!

หรือว่าที่นางแสดงออกถึงความหวานกับเสิ่นถิงอวี้นั้น… มันยังไม่มากพอ?

แต่ความใกล้ชิดระดับนี้ ก็ถือเป็นขีดสุดที่ชุยลิ่งเหยาจะทำฝืนใจทำได้ในตอนนี้แล้ว

หากให้ก้าวหน้าไปกว่านี้...

กอด, จูบ, หรืออะไรเทือกนั้น นางเองก็ยังทำใจไม่ได้

เซี่ยจิ้นไป๋ไม่ยอมไป ชุยลิ่งเหยาก็ย่อมไม่ยอมกลับเข้าห้อง, จึงได้แต่นั่งอิงแอบยื้อยุดกันอยู่แบบนั้น

ไม่นานความเหนื่อยล้าตามธรรมชาติก็เริ่มทำงาน เปลือกตาของนางเริ่มหนักอึ้ง ศีรษะที่ซบอยู่บนไหล่ของเสิ่นถิงอวี้ก็สัปหงกทิ่มลงไปโดยไม่รู้ตัว

เสิ่นถิงอวี้เอื้อมมือไปช้อนประคองใบหน้านางไ ก่อนวาดแขนโอบรั้งไหล่อย่างช่ำชอง

“ให้ข้าพาเจ้ากลับห้องเถิด”

ให้นั่งอยู่ตรงนี้จนสว่าง นางจะทนไหวได้อย่างไร?

ไม่ต้องพูดถึงน้ำค้างยามดึกที่ทำให้ป่วยไข้ได้ง่ายๆ อีก… แค่อดนอนไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายที่อ่อนแอของนางมากแล้ว

เสิ่นถิงอวี้ปล่อยมือ รีบพยุงประคองนางให้ลุกขึ้นยืน ก่อนเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม

“ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าตอนนอนเอง รอเจ้าหลับแล้วข้าค่อยกลับไป”

“…ก็ได้เจ้าค่ะ”

ชุยลิ่งเหยาเองก็หมดปัญญาที่จะฝืนแล้วเช่นกัน

ทั้งสองประคองกันเดินจากภูเขาจำลองเพื่อมุ่งหน้ากลับห้อง

ส่วนเซี่ยจิ้นไป๋ได้แต่ยืนเหม่ออยู่กับที่ ดูราวกับคนโง่งม

“...ท่านอ๋อง?” หลี่หยงแข็งใจเอ่ยเตือนเสียงเบา

“...พวกเขากลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

กลับไปแล้ว…

แต่เสิ่นถิงอวี้บอกว่าจะอยู่เฝ้านางนอนหลับ เป็นสถานการณ์ที่ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง...

หากพวกเขากล้าปิดประตูอยู่ด้วยกันตามลำพัง เซี่ยจิ้นไป๋ก็คิดว่าตนคงไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องหลักฐานบ้าบออะไรอีกแล้ว

เขามีวิธีเป็นหมื่นเป็นแสนวิธี ที่จะเค้นทรมานเอาความจริงออกมาจากปากนาง

แต่สาเหตุที่เขาต้องมาคอยลองใจอ้อมค้อมอยู่แบบนี้ ก็เพื่อต้องการให้แน่ใจว่าแท้จริงแล้วนางต้องการจะทำอะไร

เขาต้องการให้นางยินยอมพร้อมใจกลับมาหาเขา ไม่อยากทำให้นางต้องตกใจกลัว

และเขาก็ไม่เคยคิดอยากจะทำให้นางต้องหวาดกลัวเขาเลยสักครั้ง

แต่นางจะทำกับเขาแบบนี้ไม่ได้… หยามเกียรติเขาแบบนี้ไม่ได้!

หากนางคิดจะตีจากเพื่อไปซบอกชายอื่นจริงๆ เช่นนั้นเขาคงจะละเว้นนางต่อมิได้อีก

เซี่ยจิ้นไป๋หลับตาลงแน่น ฝืนกลืนรสเลือดที่คาวคลุ้งลงไปในลำคอก ก่อนหมุนตัวก้าวเดินตามคนทั้งสอง

เรือนของชุยลิ่งเหยาอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก…

ตอนที่เขาไปถึง พลันก็รีบทะยานร่างขึ้นไปซุ่มดู

ทั้งสองคนก็เข้าไปในห้องแล้ว…

และประตูห้องนอนก็ถูกเปิดแง้มไว้

แต่เซี่ยจิ้นไป๋กลับไม่ได้รู้สึกดีใจหรือโล่งใจเลยสักนิด เขาจ้องมองบานประตูที่เปิดแง้มอยู่นั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาดำมืดจนน่ากลัว

ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเด็ดขาด เหี้ยมเกรียม ไม่เคยทำอะไรให้ยืดเยื้อหรือมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลัง

ทั้งๆ ที่ในใจมั่นใจเต็มร้อยว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างใน ก็คือภรรยาสุดที่รักของตนเอง แต่เขากลับไม่กล้าขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่าเวลานี้… นางกำลังอยู่ตามลำพังกับผู้ชายอีกคน

ตนทำได้เพียงแค่ยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงมุมมืด และเฝ้าดูอย่างเงียบๆ

เขากำลังรอ…

รอว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินออกมาก่อน หรือว่าความอดทนของเขาจะขาดผึงและพลังทลายในที่สุด!

หากเป็นอย่างหลัง… เขาคงพุ่งเข้าไป พร้อมชักกระบี่สับคนให้เป็นชิ้นๆ แน่!

ไม่นานนัก… คำตอบก็ประจักษ์

ชุยลิ่งเหยาง่วงมากจริงๆ ทันทีที่ศีรษะสัมผัสลงบนหมอน นางก็สะลึมสะลือแทบหลับ

นางฝืนลืมตาขึ้น เอ่ยกับบุรุษที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงว่า

“ท่านกลับไปเถอะ ไม่ต้องเฝ้าแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปงานเลี้ยงที่จวนตระกูลจ้าวอีกนะเจ้าคะ”

เสิ่นถิงอวี้หลุบตาลง

“รอเจ้าหลับสนิทแล้วข้าค่อยไป”

กฎเกณฑ์เรื่องชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันของโลกใบนี้ ชุยลิ่งเหยาเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญมากนัก

การที่มีผู้ชายเข้ามานั่งเฝ้าในห้องนอน นางก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือระแวงอันใด

แต่การที่ถูกคนมานั่งจ้องเขม็งยามนอนหลับ… อย่างไรก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

“ท่านนั่งอยู่ตรงนี้… ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีนักเจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงเบาหวิว

“……”

เสิ่นถิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้

“ถ้าข้าไป… แล้วเขาโผล่มารังแกเจ้าอีก เจ้าจะทำอย่างไร?”

ชุยลิ่งเหยาถึงกับพูดไม่ออก

เหตุใดคนผู้นี้ถึงได้ฉลาดนัก รู้กระทั่งว่าเซี่ยจิ้นไป๋เคยมีพฤติกรรมลวนลามนางอีกด้วย

นางจึงเลียนแบบท่าทางของเขาบ้าง ยื่นริมฝีปากไปใกล้ๆ  ใช้เพียงเสียงลมกระซิบตอบเบาๆ

“จากที่ข้ารู้จักเขา คืนนี้เขาคงไม่หน้าด้านเข้ามาหรอกเจ้าค่ะ”

ชายคนนั้นหยิ่งยโสจองหองจะตายไป…

ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ก็ทั้งเย็นชาและดื้อรั้น ไม่ยอมก้มหัวลดตัวให้ใครทั้งสิ้น

หลังจากที่ได้เห็นนางใกล้ชิดพลอดรักกับชายอื่นเต็มสองตาแล้ว เขาคงคิดว่าตนเองเดาคนผิดไปกระมัง

หรือต่อให้ความสงสัยในใจยังไม่คลี่คลาย ก็คงไม่มีทางทำพฤติกรรมฉวยโอกาสรังแกนางอีกเป็นแน่

เพราะหากคิดจะลวนลามสตรีที่มีชายอื่นอยู่ในใจ…

ศักดิ์ศรีของเขาคงไม่เหลือให้ค้ำคอกันพอดี

จบบทที่ บทที่ 52 บุกเข้าไปสับคนให้เป็นชิ้นๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว