- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 50 พระชายารองแซ่หลี่ แท้จริงแล้วยังไม่ตาย
บทที่ 50 พระชายารองแซ่หลี่ แท้จริงแล้วยังไม่ตาย
บทที่ 50 พระชายารองแซ่หลี่ แท้จริงแล้วยังไม่ตาย
ใบหน้างดงามของนางแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เสิ่นถิงอวี้เองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเช่นกัน เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ จึงฝืนอธิบายแก้ต่าง
“เจ้ายังอายุน้อย พื้นฐานร่างกายก็แข็งแรงดี… ตอนนี้ร่างกายสูญเสียพลังหยางไป เจ้าอาจจะยังไม่ทันรู้สึก แต่รอให้เวลาผ่านไปอีกสักหลายปี คิดอยากจะกลับมาบำรุงให้ดีเหมือนเดิม… ก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว”
ยังไม่รู้ว่าจะต้องติดแหงกอยู่ในโลกนี้นานแค่ไหน เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายตัวเอง ชุยลิ่งเหยาจึงไม่มีข้อโต้แย้ง
“ต้องเขียนเทียบยามาต้มกินไหมเจ้าคะ?”
“ไม่จำเป็น… กินอาหารที่เป็นยาบำรุงก็พอแล้ว” เสิ่นถิงอวี้กล่าว
“หลังแต่งงาน ข้าจะให้ห้องครัวจัดการให้เอง”
แต่งงานอีกแล้ว…
ชุยลิ่งเหยาประหลาดใจเล็กน้อย
“กว่าพวกเราจะได้แต่งงานกันจริงๆ ก็คงอีกนานกระมังเจ้าคะ?”
ในเมื่อเป็นการตบแต่งภรรยาเอก ขั้นตอนสู่ขอหกประการตามธรรมเนียมโบราณย่อมขาดไม่ได้
ตั้งแต่เริ่มให้แม่สื่อเจรจาสู่ขอ ไปจนถึงวันส่งเกี้ยวรับเจ้าสาว อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในชั่วข้ามคืน
ขนาดชาวบ้านทั่วไปจะแต่งงานกัน ก็ยังต้องเตรียมตัวหาฤกษ์ยามดี
ตอนนั้นที่นางแต่งงานกับเซี่ยจิ้นไป๋ เป็นเพราะได้รับสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้โดยตรง จึงลดขั้นตอนยุ่งยากลงไปได้มาก
กระนั้นพิธีแต่งงานก็ยังใช้เวลาเตรียมการถึงหนึ่งปีเต็ม…
เขาเป็นถึงบุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลเสิ่นอันยิ่งใหญ่ พิธีแต่งงานรับภรรยาเอก จะให้จัดแบบขอไปทีและเรียบง่ายยิ่งกว่าชาวบ้านร้านตลาดได้หรือ?
แต่ดันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
“ไม่นานนักหรอก… เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมเถิด ขอเพียงท่านปู่กับท่านพ่อตอบตกลง งานแต่งงานของพวกเราจะถูกกำหนดวันอย่างรวดเร็วแน่”
เขาอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป
แม้นางจะเพิ่งสิบหก แต่ก็ถึงวัยปักปิ่นออกเรือนได้แล้วเช่นกัน
ร่างกายของท่านอาหญิงเสิ่นซื่อ… รอขั้นตอนการแต่งงานอันยืดยาวตามปกติของพวกเขาไม่ไหว
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ก็ต้องรอไว้ทุกข์งดงานมงคลอีกตั้งสามปี
เวลาสามปีนั้นยาวนานนัก… ต่อให้เขายินดีจะรอ แต่เกรงว่าผู้อาวุโสในบ้านคงไม่ยอม
หากจวนกั๋วกงไม่ยอมตกลงเรื่องการแต่งงานของพวกเขาก็แล้วไปเถิด
แต่ถ้าผู้อาวุโสพยักหน้าตกลงเมื่อไหร่ วันแต่งงานของพวกเขาคงอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ
“เร็วขนาดนั้นเลย?”
เมื่อชุยลิ่งเหยาคิดถึงจุดนี้ได้ จู่ๆ ก็รู้สึกใจหายวูบขึ้นมา
“ไม่ต้องกลัว” เสิ่นถิงอวี้ปลอบโยนเสียงนุ่ม
“เป็นเพียงแผนการรับมือเฉพาะหน้าเท่านั้น ข้าไม่บังคับให้เจ้าทำอะไรที่ไม่อยากทำแน่นอน”
แผนการรับมือเฉพาะหน้า...
ชุยลิ่งเหยาตั้งสติ มองดูบุรุษผู้อ่อนโยนสุภาพตรงหน้า
“ท่านกังวลใจหรือไม่… ว่าหากเซี่ยจิ้นไป๋ล่วงรู้ความจริง มั่นใจว่าข้าคือพระชายาของเขาที่ตายไปแล้ว จะตามมารังควานท่านทีหลัง?”
“ไม่กังวล” เสิ่นถิงอวี้ยิ้มอย่างสบายใจ
“เมื่อเทียบกับเรื่องนั้นแล้ว ข้ากังวลว่าในสายตาของเจ้า จะมีแต่เขามากกว่าเสียอีก…”
…และอาจจะมองไม่เห็นข้าตลอดไป
ประโยคหลังวนเวียนอยู่เพียงในห้วงความคิด
เพราะกลัวจะสร้างแรงกดดันให้นางมากเกินไป เขาจึงกลืนมันลงคอไปเสีย
ชุยลิ่งเหยาพลันรู้สึกว่าชายคนนี้คงมีเวทมนตร์
เพราะทุกคำพูดทุกการกระทำของเขา ล้วนรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาอย่างเหมาะสม
ต่อให้เป็นการกระทำที่ดูบุ่มบ่ามล่วงเกินอย่างการฉวยโอกาสจับมือนาง ก็ไม่ทำให้นางรู้สึกต่อต้านหรือรังเกียจเลยสักนิด
แม้พวกเขาจะอยู่กันตามลำพังในศาลา นางก็ไม่รู้สึกอึดอัด กลับรู้สึกผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ
หากนี่คือเสน่ห์เฉพาะตัว… เสน่ห์ของเขาก็คงจะบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้วกระมัง
เวลาเพียงไม่กี่วัน นางก็เริ่มที่จะเชื่อใจเขา และตัดสินใจตอบตกลงแต่งงานกับเขาแล้ว
ต่อให้จะเป็นเพียง ‘แผนการรับมือเฉพาะหน้า’ ก็เถอะ…
ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
ประตูห้องชงชาถูกเคาะเบาๆ เสิ่นเอ้อร์มารายงานว่าท่านกั๋วกงเดินทางกลับมาถึงจวนแล้ว
เสิ่นถิงอวี้ลุกขึ้นเตรียมตัวไปพบท่านปู่
“ต้องให้ข้าไปเป็นเพื่อนด้วยไหมเจ้าคะ?” ชุยลิ่งเหยาถาม
“ไม่ต้องหรอก” เสิ่นถิงอวี้ยืนขึ้นเต็มความสูง มองนางด้วยรอยยิ้ม
“ท่านปู่ไม่เหมือนท่านแม่ ข้าไปเจรจาคนเดียวก็พอแล้ว”
บุรุษมักไม่ยึดติดหรือจุกจิกอยู่กับเรื่องหยุมหยิมในเรือนหลัง และมักจะมีความคิดที่เฉียบขาดตั้งมั่นกว่าสตรี
การที่เขาจะเกลี้ยกล่อมท่านปู่และท่านพ่อให้ยอมรับการแต่งงานของตนเอง ไม่ได้อาศัยแค่ประโยคดื้อรั้นที่ว่า ‘ชาตินี้หากไม่ได้แต่งกับนาง ข้าคงไม่มีความสุข’ แน่
ได้ยินดังนั้น, ชุยลิ่งเหยาก็ลุกขึ้นยืนตามทันที
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าขอตัวกลับเรือนก่อนนะเจ้าคะ”
เจ้าของเรือนจะไม่อยู่แล้ว นางจะอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรล่ะ
เสิ่นถิงอวี้ไม่ได้รั้งนางไว้ เดินไปส่งนางถึงหน้าประตูเรือนด้วยตัวเอง พร้อมกำชับเสียงจริงจังว่า
“ก่อนที่การแต่งงานของเราจะถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ หากคนของท่านแม่หรือท่านย่ามาเรียกตัวเจ้า เจ้าก็บอกปัดไปเลยว่าท่านอาหญิงขาดคนดูแลไม่ได้ เจ้าต้องคอยปรนนิบัติ”
“ตกลงเจ้าค่ะ” ชุยลิ่งเหยาพยักหน้ารับ
นางเองก็ไม่อยากไปเผชิญหน้ากับนายหญิงใหญ่แห่งจวนกั๋วกงทั้งสองท่านตามลำพังเหมือนกัน
“ส่วนทางฝั่งท่านอาหญิง ข้าจะเป็นคนไปพูดเจรจาด้วยตัวเอง” เสิ่นถิงอวี้กล่าวสำทับ
ไม่ว่าสถานะของทั้งสองจะแตกต่างกันเพียงใด แต่ในตอนนี้ร่างกายที่นางใช้อยู่ก็คือเผยซูเหยา
จะแต่งงานกับลูกสาวเขา ก็ต้องไปสู่ขอตามธรรมเนียมอย่างถูกต้องให้เกียรติ
ชุยลิ่งเหยาพลันรู้สึกอีกครั้ง ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดีจริงๆ จึงพยักหน้าตอบรับต่อไป
ระหว่างพูดคุย, สองหนุ่มสาวก็เดินมาถึงป่าไผ่ม่วงนอกเรือนแล้ว
“คืนนี้เข้านอนให้เร็วหน่อย พรุ่งนี้ข้าจะไปรับเจ้า”
คืนนี้…
เมื่อนึกถึงประสบการณ์น่าขนลุกเมื่อคืนวาน สีหน้าของชุยลิ่งเหยาก็เปลี่ยนไป
ใครจะไปรู้ว่าคืนนี้เซี่ยจิ้นไป๋จะแอบบุกมาอีกหรือไม่…
เท้าที่ก้าวออกไปแล้วพลันชะงักกึก ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หันไปมองหน้าชายหนุ่มข้างกาย
“คืนนี้ท่านมาหาข้าได้ไหมเจ้าคะ?”
“……” เสิ่นถิงอวี้ตกตะลึงจนทำหน้าไม่ถูก
“...ว่ากระไรนะ?”
เดินออกมานอกเรือนแล้ว เกรงว่าจะมีสายลับของใครซุ่มอยู่แถวนี้ ชุยลิ่งเหยาจึงพูดคลุมเครือว่า
“คืนนี้ข้าอยากเจอท่าน และอยากรู้ท่าทีของท่านตากับท่านลุงที่มีต่องานแต่งของพวกเรา”
เสิ่นถิงอวี้ได้ยินแค่ประโยคแรกที่ว่า ‘คืนนี้ข้าอยากเจอท่าน’...
ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในตอนนี้ คำพูดนี้ดูจะเหลือเชื่อไปเสียหน่อย
แต่เขาก็ตั้งสติประมวลผลได้เร็วมาก นางแค่อยากให้เขาไปหาในคืนนี้
ส่วนเหตุผลว่าทำไม...
เขานั้นฉลาดเป็นกรด เพียงแค่คิดวิเคราะห์ไม่กี่ตลบ ก็เดาเรื่องราวได้เกือบหมดแล้ว
เกรงว่าสาเหตุคงมาจากเซี่ยจิ้นไป๋คนนั้น
เขาไม่เพียงแต่ส่งหูตามาสอดส่องเรือนของนาง แต่อาจจะใจกล้าบุกมาหาด้วยตัวเองแล้วด้วยซ้ำ
—เขาทำอะไรล่วงเกินนางไปบ้างหรือไม่?
ความหึงหวงและห่วงใยตีตื้นขึ้นมาในอก เสิ่นถิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก
“ตกลง… ตอนกลางคืนข้าจะไปพบเจ้า”
เมื่อได้รับคำรับปากจากเขา ชุยลิ่งเหยาก็วางใจลงได้เปลาะหนึ่ง
…………
แสงตะวันยามเย็นในคิมหันต์ฤดูยังคงร้อนแรง แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสบายที่สุดของวัน
เหล่าบ่าวไพร่ในสวนหลังบ้านต่างก็เริ่มออกมาทำงานกันขวักไขว่
ชุยลิ่งเหยาร่ำลาเสิ่นถิงอวี้แล้วเดินกลับเรือน ตลอดทางพบเจอบ่าวไพร่จับกลุ่มทำงานหลายกลุ่ม
บ้างก็ตัดแต่งกิ่งไม้ บ้างก็กวาดลานบ้าน…
บ่าวไพร่พวกนี้หูตาไวเป็นที่สุด เรื่องสนุกๆ หรือเรื่องซุบซิบของในเมืองหลวง พวกนางมักจะรู้เป็นคนแรกๆ และนำมาเป็นหัวข้อสนทนายามว่างเสมอ
คงจะไปได้ยินเรื่องเด็ดอะไรมากระมัง? เสียงพูดคุยจึงลอยมาเข้าหูมาเป็นระยะๆ
ชุยลิ่งเหยาได้ยินคำว่า ‘ถูกวางยาพิษ’ ‘พระชายารอง’ แว่วๆ ในตอนแรกก็ยังไม่ใส่ใจนัก
แต่พอได้ยินคำว่า ‘จวนอวี้อ๋อง’ ร่างกายของนางก็แข็งทื่อ!
กว่าจะรู้ตัว, นางก็มายืนอยู่ตรงหน้าบ่าวไพร่ที่กำลังคุยกันเสียแล้ว…
สาวใช้สองคนที่กำลังสุมหัวกระซิบกระซาบกันอยู่ตกใจแทบสิ้นสติ พวกนางรีบย่อตัวคารวะตัวสั่น
“คารวะคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
ชุยลิ่งเหยาบอกให้พวกนางลุกขึ้น ด้วยความกังวลว่าอาจจะมีสายลับซ่อนอยู่ในที่มืด นางจึงแสร้งทำเป็นอยากรู้อยากเห็น
“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ใครถูกวางยาพิษหรือ?”
“พระชายารองแห่งจวนอวี้อ๋องเจ้าค่ะ”
ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของเจ้านายในจวนกั๋วกง และเรื่องนี้ก็ลือกันให้แซ่ดไปทั่วเมืองหลวง เห็นได้ชัดว่าท่านอวี้อ๋องเองก็ไม่ได้คิดจะปิดข่าว สาวใช้ที่ถูกถามจึงไม่ได้ตื่นกลัวอะไรมากนัก
นางเล่า ‘เรื่องซุบซิบ’ ที่ตัวเองไปได้ยินมาอย่างละเอียดถี่ยิบ…
เช้าวันนี้, ทั่วตรอกซอกซอยในเมืองหลวง จู่ๆ ก็มีข่าวลือลับๆ ของจวนอวี้อ๋องแพร่สะพัดออกมา
พระชายารองแซ่หลี่ ‘ท่านหลี่หว่านหรง’ ผู้ซึ่งมีพื้นเพมาจากจวนกวางผิงโหว และแต่งเข้าจวนอวี้อ๋องเมื่อสามปีก่อน…
ใครๆ ต่างลือกันว่านางถูกพระราชทานความตายไปแล้วอย่างลับๆ หลังจากที่พระชายาเอกสิ้นพระชนม์
แต่แท้จริงแล้ว…
นางยังไม่ตาย! เพียงแค่ล้มป่วยไปเท่านั้น