เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 นางเกือบจะโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว

บทที่ 49 นางเกือบจะโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว

บทที่ 49 นางเกือบจะโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว


“ไม่ผิดเจ้าค่ะ” นางก็คาดการณ์ประเมินไว้เช่นนี้เหมือนกัน

ดวงตาของเสิ่นถิงอวี้โค้งลงเล็กน้อย เขายิ้มออกมา

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้… พรุ่งนี้ตอนที่เจ้าไปจวนตระกูลจ้าว ไม่ว่าจะพบเจอผู้ใด ก็จงทำราวกับเพิ่งเคยรู้จักมักคุ้นกันเป็นครั้งแรก… และไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ก็ต้องวางตัวให้เป็นธรรมชาติเข้าไว้”

เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็จ้องมองนางนิ่งๆ แล้วกระซิบสำทับว่า

“ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดเวลาเอง”

“……”

ดวงตาของชายหนุ่มนั้นลึกซึ้งจนเกินไป จนชุยลิ่งเหยาไม่กล้าสบตาด้วย

นางทำได้เพียงหลุบตาลง ยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้เก้อ

“ตกลงเจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้ให้ขึ้นใจ”

เสิ่นถิงอวี้ยังคงจับจ้องหญิงสาวฝั่งตรงข้าม

เนื่องจากมารดาป่วยหนัก วันนี้นางจึงแต่งกายด้วยสีสันเรียบง่าย… สวมกระโปรงหรูฉวิน บนเรือนผมปักเพียงปิ่นหยกเรียบๆ หนึ่งด้าม

นิ้วมือเรียวยาวจับถ้วยชาเคลือบสีขาวเอาไว้ เล็บมือสีชมพูระเรื่อสะอาดสะอ้าน ไม่ได้แต้มสีประทินโฉมอย่างที่คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มักจะทำกัน

เมื่อก่อนเขาพยายามหลีกหนีเผยซูเหยาแทบตาย ทว่าตอนนี้…

ทั้งที่เป็นใบหน้าดวงเดียวกันแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้างดงามเสียจนไม่อาจละสายตาไปได้เลย

ลำคอแห้งผากขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เสิ่นถิงอวี้ยกแขนขึ้นดื่มชาในถ้วยจนหมดเพื่อกลั้วคอ ก่อนเอ่ยถามนางว่า

“เจ้าโกรธข้าหรือไม่… ที่ข้าเอาเรื่องของพวกเราไปเปิดเผยต่อหน้าท่านแม่รวดเร็วปานนั้น?”

เมื่อวานเพิ่งจะตกลงกันว่ามีเวลาคิดทบทวนสามวัน แต่ผ่านไปเพียงคืนเดียว มารดาก็เรียกตัวนางไปพบ และเขาก็รีบรุดใจร้อนไปดักรอก่อน

ส่วนนาง… เมื่อเห็นเขายืนรออยู่ที่หน้าประตูเรือนอยู่ ก็จึงต้องตัดสินใจเลือกในทันที

เขาทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษนัก ไม่เหลือช่องว่างให้นางได้กลับคำเลยแม้แต่น้อย เดินไปยืนยันความสัมพันธ์ของพวกเขากับผู้อาวุโสทันที

เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้… ความสัมพันธ์ของพวกเขาคงปิดบังไว้ไม่อยู่แล้ว

ชุยลิ่งเหยาเองก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันรุดหน้าเร็วเกินไป แต่ก็ไม่ได้นึกตำหนิอะไรอีกฝ่าย

แต่นางก็ยังฉงนสงสัยในบางเรื่อง…

“เหตุใดจู่ๆ ท่านป้าใหญ่ถึงอยากพบข้าล่ะเจ้าคะ?”

เมื่อก่อน… ตอนที่เผยซูเหยาวิ่งไล่ตามตื๊อเสิ่นถิงอวี้, แม้หลิวซื่อจะรังเกียจ แต่ก็ไม่เคยเรียกไปอบรมสั่งสอนเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง

พอนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ก็ปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบระเบียบขึ้นตั้งมาก แล้วทำไมจู่ๆ ถึงทำให้หลิวซื่อหมดความอดทนขึ้นมาได้ล่ะ?

“หรือว่า… ท่านป้าใหญ่จะรู้เรื่องที่เราสองคนลงเรือเด็ดดอกบัวด้วยกันเมื่อวานนี้เจ้าคะ?”

หากเป็นเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ ความจริงก็ไม่เห็นจะต้องถึงขั้นเรียกนางไปเตือนเป็นการเฉพาะเลย

อย่างไรเสียหลิวซื่อก็เป็นคนมีหน้ามีตา ย่อมไม่ลดตัวลงมาเอาความกับผู้น้อย อีกทั้งนางยังถือเป็นแขกของจวนด้วย

เมื่อชายหนุ่มได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

“เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ท่านแม่ให้คนมาตามข้าไปพบที่เรือนเสากวงน่ะ”

ชุยลิ่งเหยาอึ้งไป

“หรือว่าท่าน...”

“เรื่องระหว่างเรา ข้าไม่ได้หลุดพูดอะไรออกไปเลยนะ” เสิ่นถิงอวี้รีบเอ่ยอธิบายแก้ต่างให้ตนเอง

“เพียงแต่ท่านแม่เอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของข้า ข้าจึงกล่าวปฏิเสธไป”

“อ้อ…”

ชุยลิ่งเหยากะพริบตาปริบๆ กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ

“แล้วท่านปฏิเสธว่าอย่างไรล่ะเจ้าคะ?”

“……”

ห้องชงชาเงียบลงอย่างประหลาด

เสิ่นถิงอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ด้วยที่เขามิอยากจะโกหกนาง จึงสารภาพตามตรง

“ข้าบอกไปว่า... ข้ามีสตรีในดวงใจแล้ว”

ไม่มีใครรู้ใจลูกเท่าแม่…

รอบกายลูกชายของตนนั้นสะอาดสะอ้าน ไร้สตรีมาเกี่ยวข้องโดยตลอด มีหรือที่หลิวซื่อจะไม่รู้

พวกเจ้าตัวบอกว่ามี ‘สตรีในดวงใจ’ แล้ว…หากกวาดตามองไปรอบๆ ก็เดาได้ไม่ยากว่าหวยต้องมาลงที่ ‘หลานสาว’ เช่นนางอย่างแน่นอน

ด้วยความคิดที่ว่า ‘ยอมเชือดผิดดีกว่าปล่อยผ่าน’ …จึงกะจะเรียกนางไปข่มขู่เพียงเล็กน้อย

ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นมองบุรุษฝั่งตรงข้าม…

ด้วยระดับสติปัญญาของเสิ่นถิงอวี้ เขาจะไม่รู้เชียวหรือว่า หลังจากพูดประโยคนั้นออกไปแล้ว มารดาของเขาจะลงมือทำอะไร?

อย่าบอกนะ… ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้… ล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว?

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงล่ะก็...

พลันอารมณ์ของชุยลิ่งเหยาก็ซับซ้อนยากจะบรรยาย

ความโกรธเคืองที่ถูกหลอกใช้นั้นไม่มีหรอก เพราะถึงแม้จะไม่มีละครฉากนี้ของหลิวซื่อ นางก็ตัดสินใจเลือกเขาอยู่ดี

เพราะเซี่ยจิ้นไป๋บังอาจบุกรุกห้องนอนของนาง หน้าด้านฉวยโอกาสลวนลามนางเยี่ยงโจรเด็ดบุปผา ทำให้ยิ่งไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้!

การแต่งงานกับเสิ่นถิงอวี้… คือทางเลือกที่ดีที่สุดของนางในตอนนี้

นางควรจะขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ ที่ยินยอมเสียสละการแต่งงานของตนมาช่วยเหลือ

เพียงแต่ในยามนี้… ชุยลิ่งเหยาเริ่มรู้สึกขึ้นมาตะหงิดๆ

ว่าอาการขวยเขินหน้าแดงของเขานั้น… เป็นเพียงการแสดงงิ้วเพื่อตบตา!

คุณชายผู้อ่อนโยนใสซื่ออารมณ์ดี คือ ‘ภาพลักษณ์’ ที่เขาจงใจสร้างขึ้นหรือเปล่า!?

แต่เขาจะทำเพื่ออะไรกัน? …เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล

ชุยลิ่งเหยาแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ นางเกือบจะโดนความร้ายลึกของเขาหลอกเข้าให้แล้ว

หลงคิดไปว่าเขาเป็นคุณชายผู้แสนดีที่่รังแกได้ง่ายๆ ที่ไหนได้… สมคำร่ำลือจริงๆ!

พวกที่สามารถเอาตัวรอดในแวดวงขุนนางราชสำนัก ย่อมมิใช่คนซื่อใสไร้เดียงสา!

ต่อให้เสิ่นถิงอวี้จะฉลาดล้ำเลิศแค่ไหน ก็คงเดาไม่ออกว่าตอนนี้ในหัวของนางกำลังก่นด่าเรื่องอะไรอยู่

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน…

“ในเมื่อท่านแม่ล่วงรู้แล้ว เช่นนั้นก็ไม่ควรชักช้า รอท่านปู่กับท่านพ่อกลับมาจวน ข้าจะไปพูดกับพวกเขาเอง”

ชุยลิ่งเหยาจ้องหน้าเขา

“พูดสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

แพขนตาของเสิ่นถิงอวี้สั่นไหว เขาหลุบตาหลบสายตาของนาง

“...พูดเรื่องงานแต่งงานของพวกเรา”

เสียงของเขาแผ่วเบาลงกว่าเก่า  แต่ในห้องชงชาที่เงียบสงบ ก็ยังคงได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ

มาอีกแล้ว! พอพูดถึงเรื่องแต่งงาน ใบหูของเขาก็เริ่มแดงอีกแล้ว!

ต่อให้รู้เต็มอกว่าเขาอาจจะแกล้งทำ แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะชอบมองเขาในสภาพที่เขินอายแบบนี้อยู่ดี

นางกะพริบตาปริบๆ ไหลตามน้ำต่อ

“พวกท่านจะยอมตกลงหรือเจ้าคะ?”

“ต้องตกลงแน่”

พอเข้าเรื่องจริงจัง เสิ่นถิงอวี้ก็ปรับสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยคำมั่นอย่างหนักแน่น

“ขอเพียงเจ้าไม่เปลี่ยนใจ งานแต่งของพวกเราจะไม่มีเหตุแทรกซ้อนใดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

เขาจะแต่งกับใคร เขาย่อมตัดสินใจเอง

ตัวแปรเดียวที่อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ก็คือนางกลับคำ ไม่ต้องการความ ‘ช่วยเหลือ’ จากเขาแล้ว

ในเมื่อมันเป็นการแต่งงานที่เป็นเพียงแผนการรับมือเฉพาะหน้า นางย่อมสามารถสลัดมันทิ้งได้ทุกเมื่อ

ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อกันอีก…

ภายในห้องชงชาพลันเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ของใบชาชั้นดีที่ลอยปะปนไปกับไอน้ำในอากาศ

แต่ความเงียบเช่นนี้… กลับไม่ได้ทำให้ผู้ใดรู้สึกอึดอัดเลย

หลังจากดื่มชาจนหมดป้าน เสิ่นถิงอวี้ก็มองหญิงสาวฝั่งตรงข้ามแล้วเสนอว่า

“จะเล่นหมากล้อมกระดานสักสองสามตากระดานไหม?”

“ไม่ล่ะเจ้าค่ะ” ชุยลิ่งเหยาปฏิเสธคำเชิญ

“ตอนนี้ข้าไม่อยากใช้สมองเลย”

“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่น เอื้อมมือมาคว้าข้อมือของนางทันที

“ไม่ได้ไม่สบายตรงไหนเลยเจ้าค่ะ”

ชุยลิ่งเหยายกมือตั้งใจจะชักกลับหลบ แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ข้อมือถูกเขากุมเอาไว้แน่นเสียแล้ว

“เชื่อฟังหน่อย อย่าดื้อรั้นให้มาก… ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะโดนพิษผงเสน่ห์ยาแฝดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจจะมีผลข้างเคียงตกค้างอยู่ก็ได้”

ฤทธิ์ของผงเสน่ห์ยาแฝดนั้นรุนแรงมาก ถึงขั้นทำให้เผยซูเหยาตรอมใจตายคาที่มาแล้ว

นางฝืนทนรอดมาได้ ใครจะรู้ว่าสร้างความเสียหายให้ร่างกายส่วนไหนบ้างหรือเปล่า

นิ้วสามนิ้วแตะลงบนจุดชีพจรข้อมือของนาง

ช่างเผด็จการเสียจริง…

ชุยลิ่งเหยาหมดหนทางขัดขืน นางจึงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกข้างก็ปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะชา จ้องมองท่าทางที่เขาตั้งใจฟังชีพจรอย่างใคร่รู้

การจับชีพจรครั้งนี้… กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม

ชุยลิ่งเหยารู้สึกเมื่อยแขนจนทนไม่ไหว ต้องขยับข้อมือเบาๆ แต่ก็ถูกคนฝั่งตรงข้ามกดไว้ทันที

นางขมวดคิ้วแน่น

“เสร็จหรือยังเจ้าคะ?”

“เปลี่ยนมืออีกข้าง”

ชุยลิ่งเหยาเบิกตาโต!

“ร่างกายข้ามีปัญหาจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

“โดยปกติ, ผงเสน่ห์ยาแฝดมักจะมีไว้ให้บุรุษใช้ และยานี้ทำลายลมปราณพื้นฐานของร่างกายอย่างหนัก สำหรับสตรีแล้ว...”

เสิ่นถิงอวี้ชะงักคำพูด ก่อนเอ่ยตัดบท

“เปลี่ยนมือเถอะ”

ชุยลิ่งเหยา “……”

นางเปลี่ยนไปยื่นมือขวาให้เขาอย่างว่าง่าย

ครั้งนี้ใช้เวลาจับชีพจรสั้นลงหน่อย ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป เสิ่นถิงอวี้ก็ดึงมือกลับไป

“ต้องบำรุงด้วยยาฤทธิ์อุ่น”

คำพูดสั้นๆ กระชับฉับไว ไม่มีการใช้ศัพท์แสงทางการแพทย์แบบพวกหมอเฒ่าสมัยนี้เลยสักนิด

ชุยลิ่งเหยาใช้นิ้วเคาะโต๊ะอย่างไม่พอใจ

“ร่างกายข้ามีปัญหาตรงไหน ท่านช่วยพูดให้ละเอียดหน่อยสิ!”

นางไม่รู้สึกเลยว่ามีตรงไหนที่ไม่สบาย

“……”

เสิ่นถิงอวี้เงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากเอ่ยอ้อมแอ้มว่า

“ลมปราณไตบกพร่อง”

ยังคงเป็นคำสั้นๆ ไม่ได้อธิบายขยายความอะไรเพิ่มเติมเลย

แต่ชุยลิ่งเหยากลับเข้าใจความหมายแฝงที่เขาไม่ได้พูดออกมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

นางอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่พวงแก้มจะแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

จบบทที่ บทที่ 49 นางเกือบจะโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว