- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 61 สิ้นสุดการชี้แจง
บทที่ 61 สิ้นสุดการชี้แจง
บทที่ 61 สิ้นสุดการชี้แจง
บทที่ 61 สิ้นสุดการชี้แจง
เมื่อฉีเริ่นพูดจบ ภายในโถงรับแขกก็ตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง
ฉีเจ๋อหัวเราะขึ้นจมูกพลางกล่าวว่า "ท่านพูดมาตั้งนาน สุดท้ายก็ยังขลาดเขลาไม่กล้าใช้กังฉีลองเชิงแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งหมดเป็นเพียงสัญชาตญาณของท่าน ซึ่งไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้!"
"ฉีเจ๋อ! สัญชาตญาณของนักยุทธ์ระดับกังฉีนับว่าควรค่าแก่การเชื่อถือ!" ท่านปู่ทวดตงในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดดุฉีเจ๋อไปคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามฉีหง "ฉีหง เจ้ามีความเห็นอย่างไร?"
ฉีหงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "คำว่าเซียนซือ ตามนิยามที่พวกเราเคยศึกษาวิจัยมานาน คืออาชีพนักต้มตุ๋นในกลุ่มชนชั้นล่างที่เชี่ยวชาญการแสร้งทำเป็นทรงเจ้าเข้าผี"
"เรื่องกระบี่เซียนและเสื้อคลุมเซียน หรือแม้แต่ของวิเศษอื่นๆ รวมถึงเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับเซียนซือกับภูตผีปีศาจ แท้จริงแล้วเริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน จนกระทั่งเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วที่กลุ่มคนกลุ่มนี้เริ่มเคลื่อนไหวหนักขึ้น จึงกลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว"
"เรื่องเล่าพื้นบ้านเหล่านี้ฟังดูแล้วล้วนเป็นเรื่องเท็จ ไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ แม้แต่พวกเราเองก็เคยพิสูจน์แล้วว่าเรื่องเหล่านี้ถูกแพร่กระจายโดยพวกเซียนซือต้มตุ๋น เพื่อให้ผู้คนหลงเชื่อในความมีตัวตนของพวกเขา"
"ความจริงที่ว่าเซียนซือคือนักต้มตุ๋นมืออาชีพนั้น คนที่เคยศึกษาในสถานศึกษาของตระกูลส่วนใหญ่ต่างก็รู้ดี ทว่าน้อยคนนักที่จะสืบสาวไปถึงต้นตอว่าเซียนซือกับนักพรตเต๋านั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง"
"เมื่อร้อยกว่าปีก่อน หลังจากฝ่ายนักพรตเต๋าพ่ายแพ้และถูกกดดันอย่างหนักจากเหล่าตระกูลใหญ่ นักพรตเต๋าทั้งหลายต่างกระจัดกระจายไปหาทางรอดของตนเอง บางส่วนหมดอาลัยตายอยากจึงเร้นกายเข้าป่าลึกหรือเกาะร้าง บางส่วนยังคงยืนหยัดรักษาอารามเต๋าและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บางส่วนเข้าร่วมกับสำนักสืบสวน ถูกทางการรับสมัครเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้สำนักสืบสวนและกลายเป็นกำลังหลักในการกดดันตระกูลใหญ่ของพวกเรา ส่วนอีกบางส่วนสละสมณเพศเข้าสู่ย่านชุมชน อาศัยวิชาฮวงจุ้ยหรือการทำนายดวงชะตามาแสร้งทำเป็นทรงเจ้าเข้าผีในนาม ‘เซียนซือ’ กลายเป็นหนึ่งในขบวนการนักต้มตุ๋นชั้นต่ำ"
"อาชีพเซียนซือจอมปลอมนี้มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน เพราะเดิมทีพวกเขาเป็นกิ่งก้านที่แตกแขนงออกมาหลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายนักพรตเต๋าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แต่ทว่าเซียนซือที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กับเซียนซือต้มตุ๋นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร? หรือจะเป็นขุมกำลังที่ซ่อนไว้ของฝ่ายนักพรตเต๋าในตอนนั้น? ข้ายังคงยืนหยัดในจุดเดิมคือเป็นกลาง จนกว่าจะมีหลักฐานที่แน่ชัด ข้าจะไม่ด่วนสรุป"
สุดท้ายฉีหงหันไปประสานมือคารวะท่านปู่ทวดตง "ส่วนเรื่องค่ายกลฮวงจุ้ย... แม้ข้าจะเคยศึกษามาบ้างแต่ก็ไม่เชี่ยวชาญ เรื่องนี้ควรสอบถามท่านปู่ทวดตง เพราะสายของท่านเน้นศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและฮวงจุ้ยโดยเฉพาะ ข้าคงไม่อาจเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน"
ท่านปู่ทวดตงหัวเราะร่ารับคำพูดที่ฉีหงโยนมาให้ "เทียบกับท่านปู่และท่านพ่อของข้าแล้ว ข้าน่ะยังห่างชั้นนัก ไม่เคยทำโครงการใหญ่ๆ อะไรเลย แค่พอมีความรู้ทางทฤษฎีอยู่บ้างเท่านั้นเอง"
ท่าทางของท่านปู่ทวดตงเช่นนี้ช่างดูคุ้นเคยยิ่งนัก นี่เป็นการเล่นตัวตามประสานักปราชญ์ชัดๆ! แต่ในเมื่อท่านปู่ทวดตงมีลำดับอาวุโสสูงสุด จะทำอย่างไรได้...
ฉีหงทำได้เพียงลุกขึ้นคำนับด้วยความจนใจ "ขอท่านปู่ทวดโปรดไขความกระจ่างให้พวกเราด้วย"
ฉีเริ่นและฉีเจ๋อซึ่งมีลำดับอาวุโสน้อยกว่า ยิ่งไม่มีทางเลือกอื่น จึงรีบคำนับขอความรู้ตามไป "ขอท่านปู่ทวดโปรดไขความกระจ่างให้พวกเราด้วย"
ท่านปู่ทวดตงลังเลอยู่นานก่อนจะทอดถอนใจแล้วเอ่ยขึ้น "เอาเถอะ ในเมื่อพวกเจ้ารุ่นลูกหลานตั้งใจขอความรู้ ข้าจะพูดสักสองสามประโยคแล้วกัน ในด้านฮวงจุ้ยและสถาปัตยกรรมนี้ ตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยของพวกเรามีคนศึกษาน้อยนัก ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันก็มีเพียงสายของข้าเท่านั้น"
ท่านปู่ทวดตงรำลึกความหลังครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ "ความจริงหลายคนมีความเข้าใจผิด คิดว่านักพรตเต๋าคือปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย เหล่าตระกูลใหญ่ต่างศึกษาวิชาฮวงจุ้ยกันมานานหลายปีก่อนที่เหล่านักพรตเต๋าจะเริ่มศึกษากันเสียอีก วิชาพวกนี้สืบทอดมายาวนานพอๆ กับวรยุทธ์ เพียงแต่เป็นการสืบทอดกันลับๆ ภายในตระกูลเท่านั้น ก่อนที่วิชาฮวงจุ้ยของฝ่ายนักพรตเต๋าจะรุ่งเรืองขึ้นมา แม้แต่คนในตระกูลเดียวกันก็น้อยนักที่จะรู้เรื่องนี้ การที่ฝ่ายนักพรตเต๋าได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดหรือปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยจึงถือเป็นความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง สำหรับพวกเราที่ศึกษาด้านฮวงจุ้ยและสถาปัตยกรรมในตระกูลใหญ่นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ!"
ฉีหง ฉีเริ่น และฉีเจ๋อ ต่างก้มหน้าฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ขัดจังหวะ
ท่านปู่ทวดตงเห็นไม่มีใครเออออตามก็รู้สึกกร่อยไปบ้าง จึงกล่าวต่อ "ความจริงเรื่องค่ายกลฮวงจุ้ยนั้น ในตระกูลของพวกเรามีบันทึกไว้นานแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ค่ายกลที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นค่ายกลฮวงจุ้ยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พวกเจ้าเองก็คงเคยเห็นหรือกระทั่งเคยเข้าไปในค่ายกลเช่นนั้นมาแล้ว!"
ฉีเจ๋อเหมือนจะนึกอะไรออก เขาเงยหน้าอุทานด้วยความตกใจ "ท่านปู่ทวดตง หรือว่าท่านหมายถึง..."
ท่านปู่ทวดตงรีบส่ายหน้าขัดจังหวะฉีเจ๋อ "กำแพงมีหู! เรื่องนี้ให้เข้าใจกันภายในใจก็พอ ห้ามเอ่ยออกมาเด็ดขาด แค่รู้กันในใจว่าที่ไหนก็พอ!"
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของทั้งสามคน ท่านปู่ทวดตงก็ฉายแววภูมิใจในแววตา ก่อนจะหุบรอยยิ้มแล้วกล่าวอย่างจริงจัง "สายของพวกเราศึกษาเรื่องนี้มานานหลายปี แต่ก็ได้รู้เพียงผิวเผิน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างค่ายกลฮวงจุ้ยขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ได้ หากค่ายกลฮวงจุ้ยของเตี่ยนหัวเซียนซือมีความอัศจรรย์ดังที่ฉีเริ่นบรรยายไว้จริงๆ เช่นนั้นก็ยืนยันได้แน่นอนว่า ในด้านการจัดวางค่ายกลฮวงจุ้ย เตี่ยนหัวเซียนซือได้ก้าวข้ามตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยของพวกเราไปแล้ว!"
ฉีหงและคนอื่นๆ ต่างเข้าใจถึงความสำคัญของวิชาสืบทอดระดับสูงเหล่านี้ดี ต่างก็รู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาในใจ
ท่านปู่ทวดตงค่อยๆ เก็บสีหน้าจริงจังกลับไป เปลี่ยนมาเป็นยิ้มแย้มตามปกติพลางกล่าวต่อ "แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ ค่ายกลฮวงจุ้ยต้องมีความอัศจรรย์ในการโจมตีและป้องกันอัตโนมัติได้จริงดังที่ฉีเริ่นว่าไว้!"
ฉีเจ๋อถามขึ้น "หากเป็นเรื่องจริงล่ะขอรับท่านปู่ทวด?"
ท่านปู่ทวดตงกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง "หากเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นเตี่ยนหัวเซียนซือผู้นี้ก็อาจจะมีวิชาสืบทอดที่เก่าแก่และยาวนานจริงๆ! งานวิจัยระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะคิดค้นขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น!"
ฉีเจ๋อขมวดคิ้ว "เช่นนั้น นอกจากต้องพิสูจน์เรื่องกระบี่เซียนสังหารผีและเสื้อคลุมเซียนปกป้องร่างกายแล้ว พวกเรายังต้องพิสูจน์เรื่องค่ายกลฮวงจุ้ยเพิ่มอีกอย่างงั้นหรือ?"
ท่านปู่ทวดตงส่ายหน้า "พิสูจน์เพียงเรื่องกระบี่เซียนสังหารผีก็เพียงพอแล้ว ส่วนอีกสองอย่างให้ดูตามสถานการณ์ หากพิสูจน์ได้ก็ดี หากไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะอีกสองอย่างนั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเซียนซือ หากจะพิสูจน์ก็เท่ากับเป็นการเตรียมแตกหัก! หากฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งดังที่ฉีเริ่นสืบมา ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่พวกเราจะตกอยู่ในอันตราย แต่อาจลามไปถึงขั้นภัยพิบัติของทั้งตระกูล! ทุกอย่างต้องทำเพื่อตระกูลและยึดความรอบคอบเป็นหลัก! ในจุดนี้ฉีเริ่นทำได้ดีมาก ข้าเชื่อว่าเขาก็คงอยากใช้กังฉีทดสอบพลังป้องกันของเสื้อคลุมเซียนใจจะขาด แต่เขาก็ไม่เคยบุ่มบ่ามลงมือเลย!"
ฉีหงพยักหน้าเห็นด้วยกับท่านปู่ทวดตงและกล่าวเสริม "จากคำบรรยายของฉีเริ่นเมื่อครู่ ขอเพียงได้เห็นเซียนซือใช้กระบี่เซียนสังหารผีในระยะใกล้ ก็จะสามารถรับรู้ถึงพลังลึกลับที่อยู่เหนือกังฉีซึ่งแผ่ออกมาจากกระบี่เซียนได้อย่างชัดเจน เมื่อนั้นย่อมตัดสินได้ว่ากระบี่เซียนเป็นของจริงหรือไม่! หากยังไม่มั่นใจ ค่อยพิจารณาการทดสอบในอีกสองด้านที่เหลือก็ยังไม่สาย!"
ฉีเริ่นพยักหน้าเห็นพ้อง แววตาของเขาดูเหม่อลอยราวกับย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ได้สัมผัสแสงสีเหลืองจากกระบี่เซียนครั้งแรก พลางทอดถอนใจ "ถูกต้อง! ความรู้สึกนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด! ขอเพียงใครก็ตามที่ได้สัมผัสในระยะใกล้ด้วยตนเองย่อมจะเข้าใจว่านั่นไม่มีทางเป็นมายากล แต่มันคือพลังที่แข็งแกร่งเหนือกว่ากังฉี! เป็นพลังที่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม! ยิ่งใหญ่จนไม่อาจต่อกรได้! ภาษาที่ขัดสนของข้าไม่เพียงพอที่จะพรรณนาถึงความเกรียงไกรของมันได้เลย!"
เมื่อท่านปู่ทวดตงฟังจบอย่างตั้งใจก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "เอาละ ฉีเริ่น การชี้แจงของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว ต่อจากนี้พวกเราจะจัดเตรียมเรื่องการพิสูจน์ หวังว่าจวนของเจ้าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่"
"แน่นอนขอรับ!" ฉีเริ่นพยักหน้าตกลงโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
นี่แสดงว่าเขาผ่านขั้นตอนแรกและเข้าสู่ขั้นตอนที่สองแล้ว
"ม้วนคัมภีร์เหล่านี้พวกเราขอเก็บไว้ศึกษาอย่างละเอียด" ฉีหงกล่าว
"เชิญท่านอาหงตามสบายขอรับ" ม้วนคัมภีร์เหล่านี้เตรียมไว้ให้ทั้งสามคนอยู่แล้ว ฉีเริ่นคัดลอกสำเนาเก็บไว้ก่อนแล้ว จึงไม่ได้คิดจะขอคืน
ฉีเริ่นยืนอยู่ตรงประตูโถงรับแขก มองตามแผ่นหลังของท่านปู่ทวดตง ฉีหง และฉีเจ๋อที่เดินจากไป ในใจเขารู้สึกปั่นป่วนตื่นเต้นจนไม่อาจสงบลงได้!
"ในที่สุด ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว!"