- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 62 อู๋ขุย ชายร่างยักษ์หัวโล้น
บทที่ 62 อู๋ขุย ชายร่างยักษ์หัวโล้น
บทที่ 62 อู๋ขุย ชายร่างยักษ์หัวโล้น
บทที่ 62 อู๋ขุย ชายร่างยักษ์หัวโล้น
ท่ามกลางแสงอรุณ ชายหัวโล้นร่างกำยำแบกย่ามใบหนึ่งเดินมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นผง ขากางเกงและรองเท้าผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้างและดินโคลน เขาเดินมาหยุดที่หน้าประตูบ้านของตาเฒ่าหลี่ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเขาชูมือขึ้นค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อเตรียมใจ ก่อนจะเคาะประตูบ้านตาเฒ่าหลี่
เสียงเคาะประตู "ปัง ปัง ปัง..." ปลุกตาเฒ่าหลี่ให้ตื่นขึ้น เขาลืมตาขึ้นพบว่าฟ้าสว่างแจ้งแล้ว จึงคว้าเสื้อคลุมมาสวม ใส่รองเท้าไม้ ลุกขึ้นไปดึงกลอนและเปิดประตูพลางนึกสงสัยว่าใครกันที่มาหาแต่เช้าตรู่ขนาดนี้
เมื่อเห็นชายหัวโล้นร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หน้าตาดุดันยืนอยู่หน้าประตู ตาเฒ่าหลี่ก็ตกใจจนรีบปิดประตูฉับ แล้วตะโกนถามผ่านประตู "พ่อมหาจำเริญ ท่าน... ท่านมีธุระอันใด?"
ชายหัวโล้นหน้าเคร่งขรึมข้างนอกถึงกับหลุดมาด เขากระแอมแก้เก้อด้วยความขัดเขินแล้วตะโกนตอบผ่านประตู "ข้ามาหาหลี่เสี้ยว ข้าเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา!"
เสียงของหลี่เสี้ยวดังมาจากห้องนอนทันเวลา "ท่านพ่อ เขาเป็นเพื่อนร่วมงานของข้าจริงๆ ให้เขาเข้ามาเถิด" เห็นได้ชัดว่าหลี่เสี้ยวก็ถูกเสียงเคาะประตูปลุกเช่นกัน แม้จะยังไม่ออกจากห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงดังฟังชัดของชายหัวโล้นคนนั้นแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ตาเฒ่าหลี่จึงเปิดประตูอีกครั้งพลางกล่าวขออภัย "ขออภัยด้วย ตาเฒ่าอย่างข้าเพิ่งตื่น เลยตกใจแรงไปหน่อย"
ชายหัวโล้นจะพูดอะไรได้ เรื่องแบบนี้เขาไม่ได้เจอเป็นครั้งแรก จึงมีประสบการณ์ในการจัดการ เขาหัวเราะร่าอย่างไม่ถือสา "ไม่เป็นไรหรอกท่านลุง ท่านไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้กับข้าหรอก ต่อไปถ้าเจอกันบ่อยเข้า ท่านก็จะรู้เองว่าข้าเป็นคนอย่างไร! ห้องนี้คือห้องนอนของหลี่เสี้ยวใช่ไหม?"
"ใช่จ้ะ แต่จะเข้าไปในห้องนอนเลยคงไม่ค่อยดีมั้ง ท่านไปรอที่ห้องรับแขกก่อน เดี๋ยวตาจะไปเรียกเขา..." ตาเฒ่าหลี่ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นชายหัวโล้นก้าวฉับๆ ไปที่ห้องนอนเสียแล้ว "ไม่เป็นไรหรอกท่านลุง สนิทกันขนาดนี้ เข้าห้องนอนจะเป็นไรไป?" พูดจบเขาก็ผลักประตูเข้าไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ตาเฒ่าหลี่ได้ทักท้วง
"เจ้าช้อน ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้?" หลี่เสี้ยวนอนอยู่บนเตียง มองชายหัวโล้นด้วยความตื่นเต้น
ชายหัวโล้นนั่งลงที่ข้างเตียงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "เจ้าหมา ก็เจ้าส่งจดหมายสั่งเสียมาขนาดนั้น ในฐานะเพื่อนที่ดีที่สุดของเจ้า ข้าจะไม่มาได้อย่างไร? แล้วก็ อย่าเรียกชื่อเล่นข้า เรียกชื่อจริงข้าว่า อู๋ขุย!"
หลี่เสี้ยวกลอกตาใส่ "ข้าบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าเจ้าหมา ข้าไม่เคยมีชื่อเล่นว่าเจ้าหมาเลยสักหน่อย!"
อู๋ขุยรีบเถียงทันควัน "พวกข้ารู้ดีน่า ก็เจ้ามันขี้เหนียวไม่เคยยอมบอกพวกข้าเลยว่าชื่อเล่นจริงๆ คืออะไร... พวกข้าก็บอกหลายครั้งแล้วว่านี่ไม่ใช่ชื่อเล่น แต่มันคือฉายา ฉายาที่เรียกแทนชื่อเล่นน่ะ!"
หลี่เสี้ยวอึ้งไปครู่หนึ่ง "ฉายาก็ไม่ได้! เรียกชื่อจริงข้า หลี่เสี้ยว!"
หลังจากราชวงศ์ต้าเจินรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ก็มีข้อกำหนดให้ราษฎรทุกคนต้องมีชื่อและนามสกุล คนที่มาจากชนชั้นล่างอย่างหลี่เสี้ยวและอู๋ขุยจึงได้มีชื่อจริงใช้กัน
แม้ราชวงศ์จะกำหนดเช่นนั้น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงนิยมเรียกขานกันด้วยชื่อเล่น มีเพียงผู้ที่มีสถานะทางสังคมระดับหนึ่งหรือเข้าทำงานในส่วนราชการเท่านั้นที่จะต้องตั้งชื่อจริงอย่างเป็นทางการ
สำหรับชื่อจริงนั้น ทั้งหลี่เสี้ยว อู๋ขุย และหลิวเหล่ย ซึ่งมาจากชนชั้นล่างต่างก็ให้ความสำคัญมาก เพราะมันคือสัญลักษณ์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงสถานะและการได้ลืมตาอ้าปากของพวกเขา
อู๋ขุยไม่ยอมเล่นตลกกับเขาต่อ เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยความกังวล "เห็นเจ้าหน้าตาสดใส มีเรี่ยวมีแรงขนาดนี้... หรือว่านี่คือ... อาการก่อนตาย? เจ้า... ใกล้จะ... ไม่ไหวแล้วหรือ?"
หลี่เสี้ยวอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่อีกรอบ "เจ้าน่ะสิที่ไม่ไหว! ข้าสบายดีมาก เมื่อคืนเจอผู้มีปรีชาสามารถท่านหนึ่งช่วยชำระล้างภูตผีให้แล้ว ข้าไม่เป็นไรแล้ว! แล้วทำไมเจ้าถึงมาที่นี่? หรือว่าจะมาเข้าเวรแทนข้า?"
อู๋ขุยชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นผิดหวังอย่างแรง เขาละล่ำละลักตะโกนเสียงหลง "อะไรนะ? หมายความว่าเจ้าหายแล้ว ไม่เป็นไรแล้วรึ? งั้น... งั้นข้าก็ต้องกลับไปน่ะสิ? ข้าไม่อยากกลับไปเลยนะเว้ย! นี่ เจ้าหมา หรือว่าเจ้าช่วยไปบอกผู้มีปรีชาท่านนั้นที ให้ช่วยเรียกภูตผีตนนั้นกลับมาอีกรอบได้ไหม?"
หลี่เสี้ยวหน้าดำคร่ำเครียด จ้องมองอู๋ขุยพลางกัดฟันพ่นคำออกมาคำหนึ่ง "ไปลงนรกซะ!"
มีเสียงเคาะประตูห้องนอนหลี่เสี้ยวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของตาเฒ่าหลี่ "เสี้ยวเอ๋อร์ พ่อเอาน้ำชามาให้พวกเจ้า"
หลี่เสี้ยวรีบบอก "ท่านพ่อ เชิญเข้ามาขอรับ"
เมื่อตาเฒ่าหลี่เดินเข้ามา อู๋ขุยก็สลัดท่าทางไม่เอาไหนทิ้งไปทันที เขานั่งหลังตรง สีหน้าเคร่งขรึมและดูจริงใจพลางกล่าวกับหลี่เสี้ยวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ท่านหัวหน้ามือปราบได้รับจดหมายจากเจ้าเมื่อคืนวานซืนก็เป็นห่วงมาก แต่ท่านมีธุระด่วนปลีกตัวไม่ได้ จึงส่งข้าให้รีบเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อมาเยี่ยมเจ้า"
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาที่ตาเฒ่าหลี่มองอู๋ขุยก็อ่อนโยนลงมาก พลางคิดในใจว่าชายคนนี้ช่างเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของหลี่เสี้ยวจริงๆ!
หลังจากวางน้ำชาแล้ว ตาเฒ่าหลี่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานอาจมีเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับงานที่ต้องหารือกัน จึงขอตัวออกไปทันที
เมื่อตาเฒ่าหลี่ออกไปแล้ว หลี่เสี้ยวก็กลอกตาแล้วกล่าวว่า "เอาละ ท่านพ่อข้าไปแล้ว เลิกแสดงได้แล้ว!"
อู๋ขุยขยับหัวโล้นๆ แอบเหลียวหลังดู เมื่อเห็นตาเฒ่าหลี่ไปแล้วจริงๆ จึงลอบถอนหายใจและทิ้งตัวนั่งอย่างผ่อนคลาย เมื่อเห็นท่าทางรำคาญใจของหลี่เสี้ยว เขาก็หัวเราะแหะๆ "ข้าก็แค่ทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์มือปราบของสำนักสืบสวนเท่านั้นเองนะ"
"เลิกเล่นได้แล้ว มาพูดเรื่องจริงจังเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญต้องรายงาน และสิ่งที่ต้องรายงานมันมีมากเกินกว่าจะส่งจดหมายได้ พอดีที่เจ้ามา เจ้าก็ช่วยวิ่งรอกเอาคำรายงานของข้ากลับไปให้ท่านหัวหน้าตัดสินใจทีว่าควรทำอย่างไรต่อไป" หลี่เสี้ยวเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังพลางกล่าวขึ้น
อู๋ขุยเองก็ดูเคร่งขรึมขึ้น เขาถามเหมือนเตรียมใจไว้แล้ว "เจ้าหมายถึงผู้มีปรีชาท่านที่ช่วยเจ้าชำระล้างภูตผีน่ะหรือ?"
หลี่เสี้ยวพยักหน้าแล้วส่ายหน้า "นอกจากท่านผู้นั้นแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่ง หากไม่มีคนผู้นั้น ข้าคงทนไม่ถึงวันที่ได้เจอผู้มีปรีชาท่านนั้นหรอก!"
"โอ้? มีสองคนรึ? จุ๊ๆ... เจ้าหมา ดวงของเจ้านี่มันดีแบบนี้เสมอเลยนะ!" อู๋ขุยกล่าวด้วยความอิจฉา
"ถ้าดวงดีจริงๆ ซิ่วเหนียงกับลูกสาวก็คงไม่..." เมื่อได้ยินคำของอู๋ขุย หลี่เสี้ยวก็แสดงสีหน้าเจ็บปวดพลางกล่าวขึ้น
อู๋ขุยเองก็ทอดถอนใจ "เรื่องของซิ่วเหนียงกับหลานสาว ขอให้เจ้าทำใจเถิดนะ... เฮ้อ..."
อู๋ขุยอยากจะปลอบใจหลี่เสี้ยวสักสองสามคำ แต่ในเวลานี้กลับรู้สึกว่าตัวเองปากหนักจนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จึงทำได้เพียงทอดถอนใจและนั่งลงข้างๆ เป็นเพื่อนหลี่เสี้ยวด้วยความเงียบงัน
หลี่เสี้ยวถามด้วยสายตาเฉียบคม "ข้าฝากพวกเจ้าช่วยตรวจสอบว่าเรื่องนี้เบื้องหลังมีความผิดปกติอะไรไหม ได้ผลอย่างไรบ้าง?"
อู๋ขุยลังเลครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าและตอบว่า "ตอนนี้ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ เลย เจ้าหมา บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุจริงๆ ไม่ใช่พวกตระกูลใหญ่บงการอยู่เบื้องหลังหรอก!"
หลี่เสี้ยวมองออกไปนอกหน้าต่างพลางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ช่วงสองปีที่ผ่านมาข้าประจำการอยู่ที่สำนักสืบสวนอำเภอไห่โข่ว ข้าลงมือทำอะไรค่อนข้างเด็ดขาด จนไปล่วงเกินตระกูลเอี้ยนแห่งไห่โข่วเข้าอย่างจัง เพราะระเบียบการรักษาความลับของสำนักสืบสวน พวกเขาจึงยังไม่รู้ว่าบ้านเกิดข้าอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าท่านพ่อข้ายังมีชีวิตอยู่ แต่พวกเขารู้ว่ามีซิ่วเหนียงอยู่ นางอาศัยอยู่ที่อำเภอไห่โข่วซึ่งหาตัวได้ง่ายเกินไป การที่ข้าย้ายมาอำเภอจี้สุ่ยคือการรับคำสั่งในยามวิกฤต คำสั่งย้ายมาเร็วมาก ตอนไปก็รีบมาก ซิ่วเหนียงท้องแก่ใกล้คลอดได้แปดเดือนแล้วจึงเดินทางมาพร้อมกันไม่ได้ นางเลยอยู่ที่นั่นต่อ ตั้งใจว่าพอพ้นช่วงอยู่ไฟแล้วค่อยตามมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ผลสุดท้าย... ก็เกิดเรื่องขึ้น! ทั้งแม่และลูกต่างตายตกตามกัน! แถมยังทำให้ลูกสาวข้ากลายเป็นภูตผีมาทำร้ายข้าอีก! นี่ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญเด็ดขาด! ข้ายังคงยืนหยัดในข้อสันนิษฐานของข้า นี่คือการฆาตกรรมชัดๆ!"
อู๋ขุยตบหัวโล้นๆ ของตนเองพลางกล่าวอย่างจนใจ "เรื่องนี้มันไม่มีหลักฐาน เป็นแค่การคาดเดาของเจ้า พวกเราจึงสอดมือเข้าไปช่วยลำบากน่ะ!"
แม้สำนักสืบสวนจะคุ้มครองครอบครัวอย่างเข้มงวด แต่ความผิดพลาดก็ย่อมเกิดขึ้นได้ หากมีหลักฐานยืนยันว่าตระกูลใหญ่เป็นคนทำ สำนักสืบสวนย่อมทวงคืนความยุติธรรมให้แน่นอน แต่ในทางกลับกัน หากหาหลักฐานไม่ได้ มีเพียงความรู้สึก สำนักสืบสวนก็ไม่อาจออกตัวแทนได้ ทำได้เพียงยอมรับความสูญเสียนั้นไปเงียบๆ
หลี่เสี้ยวพยักหน้า แววตาแน่วแน่ "ข้ารู้ เรื่องนี้ไม่ต้องรีบ ข้าจะค่อยๆ สืบเองคนเดียว ข้าเชื่อว่า ตราบใดที่ลงมือทำ ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และข้าจะสืบจนเจอแน่นอน!"