- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 53 เวทีสุดท้าย
บทที่ 53 เวทีสุดท้าย
บทที่ 53 เวทีสุดท้าย
บทที่ 53 เวทีสุดท้าย
ชิงซงพาหลิวเหล่ยเข้ามาในห้องรับแขก ชิงซงค้อมตัวคำนับฉีเริ่น แต่หลิวเหล่ยกลับไม่ได้คำนับ เขาแลสายตามองไปรอบๆ และหยุดอยู่ที่ฉีจางเพียงครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและดุดันของฉีจาง หลิวเหล่ยก็ยิ้มเยาะตัวเองแล้วกวาดสายตาต่อไป
สุดท้ายเขาเมินเฉยต่อทุกคนที่อยู่ที่นั่น และรวมสายตาไปที่อาหู่ซึ่งนอนอยู่บนพื้น เขาเร่งฝีเท้าก้าวไปข้างหน้า ในระหว่างนั้นชิงจู๋และชิงซงพยายามจะเข้าขัดขวาง ส่วนฉีจางตั้งท่าจะตะคอกด่าหลิวเหล่ย ทว่าทั้งหมดถูกฉีเริ่นโบกมือห้ามไว้
คนก็มาถึงจวนตระกูลฉีแล้ว จะยังติดปีกบินหนีไปได้อีกหรือ?
ฉีเริ่นชอบดูวาระสุดท้ายของคนที่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดที่สุด นี่คือการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกมัน เป็นช่วงเวลาที่เจิดจรัสที่สุด เพราะจะมีการระเบิดศักยภาพทั้งหมดออกมา เพื่อมอบการแสดงระดับสูงสุดให้แก่เขา!
ฉีเริ่นมองดูการแสดงสุดท้ายของหลิวเหล่ยอย่างเงียบๆ
หลิวเหล่ยย่อตัวลง ยื่นมือขวาที่สั่นเทาเล็กน้อยไปวางที่ลำคอ เพื่อยืนยันว่าอาหู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
นึกไม่ถึงเลยว่าอาหู่จะยังไม่ตาย? ดูจากสภาพแล้วไม่มีบาดแผลภายนอกเลย เพียงแค่ร่างกายอ่อนแอ หมดสติไม่ฟื้น ขมวดคิ้วมุ่นราวกับตกอยู่ในฝันร้าย
นี่คือผลจากวรยุทธ์แขนงใดกัน?
หรือว่าจะเป็น... กังฉีในตำนาน!
มีตำนานเล่าว่าจวนตระกูลฉีเป็นเพียงจวนภายนอกของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ย เป็นเพียงยอดเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ เล่ากันว่าตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยมีวิชาสืบทอดที่สามารถฝึกฝนกังฉีในตำนานได้ สามารถคงกระพันต่อดาบและปืน ทำร้ายคนได้โดยไร้ร่องรอย สูงส่งกว่าวรยุทธ์ในยุทธภพพวกนี้ไปอีกขั้น! ยอดฝีมือในยุทธภพเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาจะไม่มีโอกาสโต้กลับเลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงยอมให้ถูกเข่นฆ่าตามใจชอบ!
นักยุทธ์กังฉีของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยลงมือหรือ?
นักยุทธ์กังฉีที่อยู่ในที่นี้ มีเพียงฉีเริ่นเจ้าบ้านตระกูลฉีคนเดียวเท่านั้นที่เข้าข่ายเงื่อนไขนี้!
หลิวเหล่ยลุกขึ้นยืนมองไปที่ฉีเริ่น จ้องมองฉีเริ่นตรงๆ พร้อมถามว่า "อาหู่ถูกกังฉีของท่านทำร้ายหรือ?"
ฉีเริ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วยิ้มถามว่า "เจ้ารู้จักการมีอยู่ของกังฉีด้วยหรือ?"
หลิวเหล่ยหัวเราะขึ้นจมูกแล้วกล่าวว่า "ก๊กพยัคฆ์หมอบของข้าลงหลักปักฐานในอำเภอจี้สุ่ยมาได้ร้อยห้าสิบปีแล้ว ผ่านหัวหน้าก๊กมาเก้าชั่วอายุคน ได้รับการสนับสนุนจากจวนตระกูลฉีจนกลายเป็นก๊กที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอจี้สุ่ยถึงสี่ครั้ง แม้ก๊กพยัคฆ์หมอบของข้าจะเป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลรอบนอกของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ย แต่ร่องรอยบางอย่างย่อมต้องหลงเหลืออยู่ หัวหน้าก๊กคนก่อนๆ เพื่อเห็นแก่หัวหน้าก๊กคนต่อๆ ไปอย่างพวกเรา จึงมักจะทิ้งบันทึกบางอย่างไว้ เพื่อให้หัวหน้าก๊กอย่างพวกเรารู้ความ จะได้ไม่เกิดความคิดที่ไม่ควรมี ไม่ทำทางเลือกที่ผิดพลาด ยอมสวามิภักดิ์ต่อจวนตระกูลฉีอย่างเจียมตัว ทำงานให้จวนตระกูลฉีอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้ก๊กพยัคฆ์หมอบของข้ายังคงตั้งมั่นได้อย่างมั่นคงสืบไป และสานต่อความรุ่งโรจน์ของก๊กพยัคฆ์หมอบของพวกเราต่อไป"
ฉีเริ่นเพิ่งเคยเจอหัวหน้าก๊กที่พูดกับเขาเช่นนี้เป็นครั้งแรก เพิ่งเคยได้ยินหัวหน้าก๊กที่บอกเล่าความลับของก๊กอย่างเปิดเผยเช่นนี้เป็นครั้งแรก และเพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าหัวหน้าก๊กเล็กๆ คนหนึ่งจะมีสง่าราศีที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้!
ฉีเริ่นคิดในใจ: ‘เป็นจริงดังว่า มนุษย์เราจะระเบิดศักยภาพทั้งหมดออกมาและมอบการแสดงที่งดงามที่สุดได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในวาระสุดท้ายบนเวทีสุดท้ายเท่านั้น!’
ฉีเริ่นยังไม่ตัดใจที่จะจัดการหลิวเหล่ยเร็วเกินไป จึงยังไม่ถามถึงเรื่องการลอบสังหารในครั้งนี้ แต่กลับรับคำพูดของหลิวเหล่ยด้วยความสนใจว่า "โอ้? ไหนลองว่ามาสิ เรื่องกังฉีเจ้ารู้อะไรบ้าง?"
"หากข้าพูดแล้ว ท่านจะยอมปล่อยอาหู่ไปได้หรือไม่!"
ฉีเริ่นเหลือบมองมือสังหารบนพื้นแวบหนึ่งแล้วยิ้มตอบ "สามารถพิจารณาได้"
หลิวเหล่ยหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "หัวหน้าก๊กพยัคฆ์หมอบคนที่สอง ได้รับการรับรองจากจวนตระกูลฉีเป็นครั้งแรก ได้รับการสนับสนุนจนกลายเป็นก๊กอันดับหนึ่งของอำเภอจี้สุ่ย ในบันทึกที่เขาทิ้งไว้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเขาเห็นกับตาตอนที่ท่านเจ้าบ้านลงมือสังหารศัตรู หลังจากนั้นท่านเจ้าบ้านก็พูดว่า: ‘ได้ตายภายใต้กังฉี เจ้าก็นับว่าตายได้อย่างสมเกียรติแล้ว’"
"หัวหน้าก๊กพยัคฆ์หมอบคนที่สี่ ได้รับการสนับสนุนจากจวนตระกูลฉีเป็นครั้งที่สอง จนได้เป็นก๊กอันดับหนึ่งของอำเภอจี้สุ่ยอีกครั้ง เขาได้พบกับทูตที่ถูกส่งมาจากภูเขามายังจวนตระกูลฉี จึงได้รู้ถึงการมีอยู่ของภูเขา และรู้ว่าจวนตระกูลฉีเป็นเพียงยอดเขาน้ำแข็งของขุมกำลังที่แท้จริงของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยเท่านั้น ภูเขาต่างหากคือฐานที่มั่นที่แท้จริงของพวกท่าน! เมื่อทูตจากภูเขาต้องทำงานที่ต้องใช้กำลังของก๊กอันธพาล หัวหน้าก๊กคนที่สี่จึงได้คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกาย คาดไม่ถึงเลยว่าทูตจากภูเขากับท่านเจ้าบ้านจะไม่ถูกกัน จึงได้พูดจาว่าร้ายท่านเจ้าบ้านมากมาย ซึ่งหัวหน้าก๊กคนที่สี่ได้ยินทั้งหมด หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ หัวหน้าก๊กคนที่สี่เกรงว่าจะมีปัญหาจึงรีบขอตัวกลับสำนักงานใหญ่ ในใจเขาสังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอดทั้งคืนและเตรียมการบางอย่างไว้ วันต่อมาเขาก็ถูกคนของจวนตระกูลฉีตามมาคิดบัญชีทีหลัง และถูกปลิดชีพด้วยโทษตายภายในหอประชุมพิทักษ์ธรรม
เมื่อถึงสมัยหัวหน้าก๊กคนที่เจ็ด ก๊กพยัคฆ์หมอบได้รับการสนับสนุนจากจวนตระกูลฉีเป็นครั้งที่สาม จากบทเรียนของหัวหน้าก๊กคนที่สี่ ทำให้หัวหน้าก๊กคนที่เจ็ดดำเนินงานอย่างระมัดระวัง จงรักภักดีและรอบคอบในการทำงานให้จวนตระกูลฉีมาตลอดชีวิต จนในที่สุดก็ได้ตายตาหลับอย่างสงบ ทว่าเขาไม่ได้ทิ้งบันทึกใดๆ เกี่ยวกับตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยหรือจวนตระกูลฉีไว้เลย ทิ้งไว้เพียงกฎเหล็กของก๊กที่เน้นความซื่อสัตย์ภักดีเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยหวังว่าหัวหน้าก๊กคนต่อๆ ไปจะทำตามเขา เพื่อให้มีบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข
ข้าคือหัวหน้าก๊กคนที่เก้าของก๊กพยัคฆ์หมอบ และได้รับการยอมรับจากจวนตระกูลฉีเป็นครั้งที่สี่ ก๊กพยัคฆ์หมอบจึงได้เป็นก๊กที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอจี้สุ่ยอีกครั้ง ข้าถูกเลี้ยงดูมาโดยท่านพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นหัวหน้าก๊กคนที่แปด ผู้ยึดถือคำสอนเรื่องความภักดีของหัวหน้าก๊กคนที่เจ็ดอย่างเคร่งครัด ข้าเองก็ได้รับอิทธิพลนั้นมาเช่นกัน เมื่อเลือกเป้าหมายที่จะสวามิภักดิ์แล้ว ย่อมต้องจงรักภักดีและทำงานให้เขาอย่างสุดกำลังเพื่อแบ่งเบาภาระ
ท่านเจ้าบ้าน น่าเสียดายที่เป้าหมายความภักดีของข้าไม่ใช่ท่าน แต่เป็นฉีจางกงจื่อ เมื่อสองวันก่อนตอนที่ฉีจางกงจื่อดื่มสุรากับเฉากงจื่อและคนอื่นๆ เขาเผลอตัดพ้อออกมาคำหนึ่งว่า เขากังวลใจมากที่ต้องบาดหมางกับท่านเพราะเรื่องของเซียนซือ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา หากไม่รู้ก็แล้วไป แต่ในเมื่อรู้แล้ว ย่อมต้องกำจัดเซียนซือที่เป็นอุปสรรคให้ฉีจางกงจื่อ! ฉีจางกงจื่อไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้เลย ทั้งหมดเป็นความเอาแต่ใจของข้าเอง ขอท่านเจ้าบ้านอย่าได้ปรักปรำฉีจางกงจื่อจนทำให้เขาต้องรับมลทินโดยไม่ผิดเลย!"
จางกงจื่อ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่หลิวเหล่ยจะทำให้ท่านได้!
ฉีเริ่นส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "หากเจ้าไม่พูดถึงเรื่องมือสังหาร ข้ายังอยากจะเก็บเจ้าไว้ดูเล่นอีกสักพัก เจ้าเป็นคนน่าสนใจทีเดียว ตายไปก็น่าเสียดาย"
หลิวเหล่ยหัวเราะลั่น ยอมรับคำชมของฉีเริ่นอย่างอาจหาญ เขาประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณท่านเจ้าบ้านที่ชมเชย! เมื่อก่อนข้าไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับท่านมากนัก พอได้สัมผัสถึงได้รู้ว่าจางกงจื่อยังอ่อนหัดนักเมื่อเทียบกับท่าน เขาทำได้เพียงบ่นไร้สาระลับหลังเวลาเมาสุรา แม้แต่คำด่ายังไม่กล้าพูด อย่าว่าแต่สั่งฆ่าคนเลย ชาตินี้ไม่ได้ติดตามอยู่ข้างกายท่าน นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตจริงๆ!"
ฉีเริ่นจ้องมองหลิวเหล่ยอย่างลึกซึ้ง นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะซื่อสัตย์ภักดีเพียงนี้ แม้ถึงเวลาตายก็ยังยอมลดตัวตนเพื่อช่วยล้างมลทินให้จางเอ๋อร์
การที่จางเอ๋อร์มีคนเช่นนี้สวามิภักดิ์นับเป็นโชคดีอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดาย ความสำเร็จก็เพราะความภักดี ความล้มเหลวก็เพราะความภักดี
ฉีจางถูกความภักดีทำร้าย ส่วนหลิวเหล่ยก็ต้องตายเพราะความภักดีเช่นกัน
ความภักดีนี้ช่างเป็นสิ่งที่ทำลายคนได้เจ็บแสบนก!
ทว่าสำหรับคนที่จงรักภักดีต่อตระกูลฉีอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้ ฉีเริ่นจึงมอบเกียรติที่เขาควรได้รับให้เป็นกรณีพิเศษ "นั่นช่างน่าเสียดายจริงๆ! เจ้าอยากตายแบบไหน? มีคำสั่งเสียอะไรหรือไม่?"