- หน้าแรก
- เรื่องวุ่นๆ ของขุนนางแวมไพร์กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 21 ดินแดนลี้ลับ
บทที่ 21 ดินแดนลี้ลับ
บทที่ 21 ดินแดนลี้ลับ
บทที่ 21 ดินแดนลี้ลับ
"โห คึกคักกันน่าดูเลยนี่!"
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน ในที่สุดไคล์ก็สามารถดึงพลังจิตกลับมาได้ชั่วคราว เมื่อแน่ใจแล้วว่ากระบวนการดัดแปลงร่างกายของเอเดรียนเข้าสู่สภาวะฟื้นฟูตัวเองอย่างเสถียรแล้ว
เขาเริ่มสัมผัสเส้นสายแห่งกรรมตามความเคยชิน เพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
ไม่ดูไม่รู้ แต่พอดูแล้วก็ต้องสะดุ้ง
มันคือดินแดนลี้ลับแห่งใหม่! เขาไม่รู้จะเรียกพวกคนที่หายตัวไปว่าโชคดีหรือโชคร้ายดี
ดินแดนลี้ลับก็เหมือนกับการเปิดกล่องสุ่มนั่นแหละ ถ้าดวงดีก็รวยเละ แต่ถ้าดวงซวยก็ตายคาที่
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ เขาจะไม่มีทางก้าวเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดหากไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แน่นอนว่าอะไรที่ถูกเรียกว่าดินแดนลี้ลับ ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเสมอ
จากข้อมูลอันเลือนรางที่เขาพอจะอ่านได้ในตอนนี้ เขารู้แค่ว่ามันคือดินแดนลี้ลับ ส่วนข้อมูลอื่นๆ คงต้องไปดูให้เห็นกับตาที่สถานที่เกิดเหตุ ถึงจะรู้ว่าจะหาเบาะแสอะไรเพิ่มได้ไหม
"ราบรื่นดีแฮะ" สายตาของไคล์ตวัดกลับมามองรังไหมเรืองแสงที่ถูกพันธนาการด้วยใยแมงมุมสีขาวซีด ซึ่งกำลังเต้นเป็นจังหวะอยู่กลางโถงถ้ำ
"การเปลี่ยนสภาพเส้นเอ็นและกระดูกเสร็จสมบูรณ์ไปเปราะหนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างแก่นแท้แห่งชีวิตและฟื้นฟูผิวหนังที่กินเวลาที่สุด... อย่างช้าสามวันก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย"
"น่าเสียดายที่มีแค่เบเรนคอยประคองค่ายกลระดับนี้ ไม่อย่างนั้นคงเร่งความเร็วได้มากกว่านี้อีกหน่อย~"
ตอนนี้ไคล์อยากจะไปสำรวจดินแดนลี้ลับนั่นใจจะขาด นอกจากดินแดนลี้ลับขนาดเล็กของตระกูลตัวเองแล้ว เขายังไม่เคยไปเยือนดินแดนลี้ลับที่อื่นเลยสักครั้ง
"นายท่าน ต้องการให้ข้าเพิ่มกำลังของค่ายกลไหมขอรับ" เสียงแหบพร่าราวกับกระดูกเสียดสีกันของเบเรน ยิ่งเพิ่มความเย็นยะเยือกให้กับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวภายในถ้ำ ขาโครงกระดูกสีขาวทั้งแปดของมันสั่นระริกอยู่บนใยแมงมุมอย่างไม่สบายใจ ราวกับเด็กที่เพิ่งทำความผิดมา
"เบเรน นายคิดมากไปแล้ว แบบนี้แหละดีแล้ว นายทำได้เยี่ยมมาก! อย่าคิดมากสิ" ไคล์เอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยน
แมงมุมผูกกระดูกเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดที่บริสุทธิ์ โดยทั่วไปแล้วจะมีสติปัญญาต่ำ เทียบเท่ากับเด็กเล็กๆ และต้องการการเอาใจใส่ดูแลจากผู้ใหญ่
"ขอรับ นายท่าน!" ขาแมงมุมที่สั่นเทาของเบเรนกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง มันดีดดึงเส้นใยแมงมุมตามจังหวะที่สม่ำเสมอต่อไป เปลวไฟสีฟ้าจางๆ ในเบ้าตาของกะโหลกศีรษะวูบไหวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ไคล์ละสายตาออกมา แล้วเบนความคิดกลับไปยังเมืองคอรัลธอร์น
ยังไงก็ควรจะแจ้งให้เจ้าอ้วนมิลส์รู้สักหน่อย กล้ารังแกเจ้าอ้วนในถิ่นของฉันแบบนี้ ไม่เห็นหัวฉันเลยหรือไง หรือว่าตั้งใจจะลองดีกันแน่
แล้วไอ้คูลิล่ะ ตัวตลกนี่ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้เหิมเกริมขนาดนี้
"ไอโซส"
"ขอรับนายท่าน" จากเงามืดบนผนังถ้ำ สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์สุดประหลาดที่ถักทอขึ้นจากเศษผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่งและเงาดำ ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น มันคือ ปีศาจเงา
ไคล์โยนคริสตัลบันทึกภาพให้ไอโซส "เอาสิ่งนี้ไปให้มิลส์ จากนั้นก็ไปแถวฝั่งตะวันตกของเมือง คืนนี้นายน่าจะได้อิ่มหนำสำราญเลยล่ะ จัดการกวาดล้างพวกแก๊งอันธพาลที่กล้าบุกรุกอาณาเขตของกลุ่มนักผจญภัยหินผาให้เหี้ยน อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว"
ถ้าพวกสวะนี่อยู่เงียบๆ ในถิ่นของตัวเอง หรือลงมือกันแบบเปิดเผย เขาก็คงหาเรื่องส่งลูกน้องไปจัดการไม่ได้ เพราะมันจะสร้างความไม่พอใจให้กับขั้วอำนาจอื่นๆ ได้ง่าย แต่ในเมื่อรนหาที่ตายแอบลอบกัดกันเองแบบนี้ ก็ต้องขอโทษด้วยล่ะนะที่ฉันจะไม่ยอมพลาดโอกาสตอนที่หมามันกัดกันเองแน่
"น้อมรับคำสั่ง!" ร่างที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นของไอโซส พร้อมกับคริสตัลในมือ จมดิ่งลงสู่เงามืดและหายวับไป
— — — —
มิลส์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่บุนวมกำมะหยี่อย่างหนักหน่วง ดวงตาตี่เล็กที่เคยมองการณ์ไกลอย่างเฉียบขาด บัดนี้กลับเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังท่าเรืออันพลุกพล่านที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย
สามสิบปี... เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองคอรัลธอร์นมาเกือบสามสิบปี ผ่านพายุฝนมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงลึกซึ้งถึงกระดูกเท่าครั้งนี้มาก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ว่าระดับพลังของตัวเองมันเป็นข้อจำกัดที่เลวร้ายขนาดไหน แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ความแข็งแกร่งมันก็ต้องพึ่งพาพรสวรรค์ด้วย เขาผลาญทรัพยากรไปตั้งมากมายกว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงระดับมาตรฐานได้
เว้นเสียแต่ว่าจะมีของวิเศษระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือไม่ก็--- "เฮ้อ---" ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาก็ถูกดับมอดลงไปทันที
ในฐานะคนที่มีสายเลือดราชวงศ์ การที่เขาไปคบค้าสมาคมกับแวมไพร์ก็ถือว่าเป็นการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่อันตรายมากพอแล้ว โชคดีที่เขายังรักษาระยะห่างที่พอดีกับนายหน้าขายข้อมูลเอาไว้ได้ และเพื่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ทุกคนก็เลยเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งเอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขายอมเปลี่ยนสภาพเป็นเผ่าแวมไพร์ล่ะก็ เขาคงถูกตระกูลตัดหางปล่อยวัดและถูกตามล่าอย่างแน่นอน และทุกสิ่งที่เขามีอยู่ในตอนนี้ก็คงมลายหายไปกลายเป็นควัน
และจากการที่เขาได้ติดต่อกับนายหน้าขายข้อมูลบ่อยๆ เขาก็ได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกแวมไพร์มาไม่น้อย ลูกครึ่งแวมไพร์ที่ถูกเปลี่ยนผ่านจุมพิตแรกของสายเลือดบริสุทธิ์ จะควบคุมความกระหายเลือดและพลังชีวิตได้ยากมาก หากไม่มีพลังใจที่เข้มแข็งพอมาคอยค้ำจุน พวกเขาก็จะกลายเป็นทาสของพลัง กลายเป็นคนบ้าคลั่ง และสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงกลายเป็นเถ้าถ่านภายใต้คมดาบเงินของพวกนักล่าปีศาจ
ในขณะที่เขากำลังจมจ่อมอยู่กับความคิด จู่ๆ อุณหภูมิในห้องก็ลดฮวบลง ราวกับมีมวลอากาศเย็นยะเยือกพัดผ่าน คริสตัลบันทึกภาพใสแจ๋วร่วงหล่นลงมาจากเพดานโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หล่นแหมะลงบนพุงพลุ้ยๆ ของเขาอย่างแม่นยำ
"หะ เหวอออ!"
มิลส์สะดุ้งสุดตัวจนเด้งขึ้นจากเก้าอี้ ร่างอ้วนท้วนของเขาเกือบจะชนโต๊ะทำงานล้มคว่ำ
เมื่อเขาก้มลงมองด้วยความตื่นตระหนก ก็เห็นตราสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวสีดำอันคุ้นเคยบนผิวคริสตัลกำลังเรืองแสงจางๆ มันคือตราสัญลักษณ์ประจำตัวของนายหน้าขายข้อมูล ไคล์ นั่นเอง
"ไอ้แวมไพร์ผลุบๆ โผล่ๆ นี่---" เขาพึมพำพลางปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่เกาะพราวบนหน้าผาก ฝ่ามืออวบอูมลูบหน้าอกที่ยังคงเต้นระรัวเบาๆ
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มิลส์ก็รีบก้มลงหยิบคริสตัลบันทึกภาพที่กำลังเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
เขาค่อยๆ ถ่ายเทพลังจิตสายบางเบาเข้าไปในคริสตัลอย่างระมัดระวัง
"วูบ---"
แสงสว่างไหลเวียนไปทั่วผิวคริสตัล จากนั้นภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจนสองภาพก็ถูกฉายขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าเขาเคียงคู่กัน
ภาพทั้งสองแสดงให้เห็นกองคาราวานพ่อค้าที่บรรทุกสินค้าเต็มพิกัด กำลังเดินทางด้วยความเร็วสม่ำเสมอไปตามเส้นทางการค้าทุ่งหญ้าเขียวขจี ทุกอย่างดูเป็นปกติ แต่เมื่อพวกเขาเดินทางลึกเข้าไป ภาพทั้งสองก็เริ่มมีความแตกต่างกัน
ภาพหนึ่ง กองคาราวานยังคงเดินทางต่อไปตามปกติ ส่วนอีกภาพหนึ่ง กองคาราวานกลับค่อยๆ เลือนหายไปทีละเฟรมจากท้ายขบวน ราวกับถูกยางลบที่มองไม่เห็นลบเลือนทิ้งไป จนกระทั่งหายสาบสูญไปจนหมดสิ้น จากนั้นภาพก็หยุดนิ่งลง
"พวกนั้นหลุดเข้าไปในมิติที่ยังไม่รู้จัก ส่วนจะกลับออกมาได้ไหม ตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจนัก ไว้จัดการธุระตรงนี้เสร็จเมื่อไหร่ฉันจะไปตรวจสอบดูอีกที" น้ำเสียงเกียจคร้านของไคล์ดังก้องออกมาจากคริสตัล
"ส่วนพวกงี่เง่านั่น ก็ปล่อยให้พวกมันโวยวายไปเถอะ ดินแดนทุ่งหญ้าเขียวขจีมันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอก ปล่อยให้พวกโง่จองหองพวกนี้ได้รู้จักประมาณตนซะบ้างก็ดี เวลาที่พวกมันดูถูกคนอื่น พวกมันไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองก็เป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นเหมือนกัน~"
มิลส์ยกคริสตัลบันทึกภาพขึ้นแนบหู ฟังคำเย้ยหยันประโยคสุดท้ายของไคล์ซ้ำไปซ้ำมา มุมปากของเขาหยักโค้งขึ้นอย่างลืมตัว น้ำเสียงที่ฟังสบายๆ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันนั้น ช่างไพเราะเสนาะหูเสียเหลือเกิน มันช่วยปัดเป่าความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานจนหมดสิ้น
"หึ... ไอ้พวกโง่จองหองเอ๊ย!" เขาราวกับมองเห็นสภาพหัวซุกหัวซุนของวิลลี่ แบล็กธอร์น และคนอื่นๆ ลอยมาแต่ไกล
"อวดดีกันนักใช่ไหม! เดี๋ยวพอเจอดีจนหัวร้างข้างแตก—" จู่ๆ เขาก็ลดเสียงลง เลียนแบบน้ำเสียงจอมปลอมของพวกขุนนาง "'ท่านประธานมิลส์ผู้ที่เคารพ ท่านต้องมีทางออกแน่ๆ ใช่ไหม'"
"ฮ่าๆ--- ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!!!"
เลขานุการที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่หน้าห้อง ไม่รู้เลยว่าทำไมท่านประธานที่เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์มาตลอด จู่ๆ ถึงได้ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นขนาดนั้น หรือว่าท่านจะ 'เสียสติ' ไปแล้ว
เขาลังเลว่าจะพังประตูเข้าไปดูดีไหม แต่ก็กลัวว่าการเข้าไปขัดจังหวะสุ่มสี่สุ่มห้าจะทำให้ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์คนนี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ในขณะที่เขากำลังชั่งใจอยู่นั้น บานประตูก็ถูกเปิดออก มิลส์เดินฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี
"ไปกันเถอะ ไปดูกันหน่อยสิว่าพวกงี่เง่านั่น จะคิดแผนการบรรเจิดระดับสั่นสะเทือนโลกอะไรออกมาได้บ้าง~"