- หน้าแรก
- เรื่องวุ่นๆ ของขุนนางแวมไพร์กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 19 เตรียมตัวออกทะเล
บทที่ 19 เตรียมตัวออกทะเล
บทที่ 19 เตรียมตัวออกทะเล
บทที่ 19 เตรียมตัวออกทะเล
"แมงป่องดำยังไม่กลับมาอีกเหรอ"
"ยังเลยครับลูกพี่!"
คูลิหรี่ดวงตากลมโตลง ลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
กว่าจะฝ่าฟันสร้างอาณาจักรของตัวเองในเมืองคอรัลธอร์นมาได้ คูลิย่อมต้องสร้างศัตรูเอาไว้มากมาย และเขาก็มั่นใจในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของตัวเองมาโดยตลอด
"น่าสนใจนี่..." เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากด้วยความหงุดหงิด
ดูเหมือนว่าแซคจะดวงแข็งจริงๆ ถึงได้ไปเกาะใบบุญขั้วอำนาจใหญ่เข้าให้แล้ว แมงป่องดำเป็นถึงหัวขโมยระดับแนวหน้า คนที่สามารถจัดการเขาได้อย่างง่ายดาย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์
เขาต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนรับรู้ และหาทางดึงตัวเองออกจากความวุ่นวายนี้ เขาไม่อยากกลายเป็นแพะรับบาปหรอกนะ
"บัดซบเอ๊ย! ไม่ได้การล่ะ!" คูลิทุบกำปั้นลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น กระดูกข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบ
ด้วยความแค้นที่เขามีต่อแซค ถ้าอีกฝ่ายมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังจริงๆ เขาไม่มีทางหนีพ้นแน่ เขาไม่อาจเอาชีวิตไปเสี่ยงเดิมพันได้!
ถ้าอย่างนั้น เขาก็จะทำเรื่องนี้ให้มันแดงขึ้นมา กอบโกยเงินก้อนโต แล้วเชิดเงินหนีไปซะ! ต่อให้ต้องทิ้งฐานอำนาจที่อุตส่าห์สร้างมาเขาก็ยอม!
จากคนที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากจุดต่ำสุด เขาเข้าใจดีว่าการรักษาชีวิตให้รอดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
"ส่งคนไปแจ้งแก๊งมือโลหิตกับแก๊งบ่วงบาศ บอกพวกมันว่าลูกพี่คูลิมีธุรกิจใหญ่จะคุยด้วย!"
"ครับลูกพี่!"
หลังจากลูกน้องวิ่งลุกลี้ลุกลนออกไป คูลิก็หยิบขวดยาที่เรืองแสงสีม่วงน่าขนลุกออกมาจากช่องลับ ขณะที่หมุนขวดไปมา เขาก็ราวกับเห็นภาพตัวเองกำลังหอบสมบัติก้อนโตหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล
ยาแทรกแซงขวดนี้คือหนึ่งในไพ่ตายชิ้นสำคัญของเขา มันสามารถมอบความสามารถในการแทรกแซงการตัดสินใจของผู้อื่นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าผลของมันจะลดลงเมื่อใช้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า แต่มันก็มากพอที่จะนำมาใช้แทรกแซงพวกสมาชิกระดับแนวหน้าของแก๊งอื่นๆ ที่มีระดับพลังพอๆ กับเขาได้
ผนวกกับข้อมูลที่จริงเจ็ดเท็จสามของเขา มันก็เพียงพอที่จะปั่นหัวหมาป่าหิวโซสองตัวนี้ให้กัดกันเพื่อแย่งชิ้นปลามันได้แล้ว
——
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ดีนที่ถูกจับแช่น้ำยาสมุนไพรมาทั้งคืนจนมีกลิ่นยาติดตัว เดินตามหลังโอไบรอันมาด้วยท่าทีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นทะเล แถมยังกำลังจะได้ออกผจญภัยทางทะเลร่วมกับอาจารย์อีก หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น อยากจะตะโกนร้องออกมาดังๆ ให้สมใจอยาก แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของอาจารย์ เขาก็ได้แต่เก็บอาการเอาไว้ ไม่กล้าทำตัววู่วาม
เขาสูดหายใจลึก ข่มความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วทอดสายตามองดูผืนทะเลที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงอมทองของดวงอาทิตย์ยามเช้า เสียงนกนางนวลร้องเรียกหากันแต่ไกล และเรือใบที่ลอยล่องไปตามเกลียวคลื่น หลอมรวมกลายเป็นภาพความสงบสุขอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตราตรึงอยู่ในสายตาของดีน
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตท่าเรือ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความพลุกพล่านวุ่นวาย พวกกรรมกรแบกหามร่างกำยำเดินสวนไปมาพร้อมกับแบกกระสอบสินค้าขนาดใหญ่ กลิ่นเค็มของสายลมทะเลที่ปะปนมากับกลิ่นคาวปลาและสินค้าที่อับชื้น พัดโชยเข้าเตะจมูก กระชากเขากลับมาจากความตื่นเต้นสู่ความเป็นจริงอย่างกะทันหัน
กลิ่นแปลกๆ นั้นทำเอาเขารู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน จนกระทั่งเดินไปถึงท่าเทียบเรือที่มีเรือจอดอยู่ สายลมทะเลที่สดชื่นก็พัดพากลิ่นอับเหล่านั้นให้จางหายไป ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง
"อะไรกัน แค่กลิ่นแค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วเหรอ" โอไบรอันที่เดินนำหน้าอยู่เอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความหยอกล้อ
"เอ่อ..." ดีนปล่อยมือที่ปิดจมูกออก พยายามฝืนอาการคลื่นไส้พลางเกาหัว "นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้กลิ่นฉุนขนาดนี้ครับ ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่"
"นายเคยขึ้นเรือมาก่อนไหม"
"ตอนอยู่บ้านเกิด ผมเคยพายเรือหาปลาลำเล็กๆ อยู่สองสามครั้งครับ" ดวงตาของดีนเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อมองดูผืนน้ำทะเลที่ทอประกายระยิบระยับ "แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่ขนาดนี้!"
โอไบรอันปรายตามองดวงตาที่ลุกวาวของเด็กหนุ่ม "ดูเหมือนว่านายจะหลงใหลในท้องทะเลนะ"
"ก็ไม่เชิงหรอกครับ" ดีนถูมือไปมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย
"มันแค่เป็นของแปลกใหม่น่ะครับ อ้อ จริงสิครับอาจารย์!" จู่ๆ เขาก็ลดเสียงลงแล้วชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีลึกลับ "ผมได้ยินมาว่าในทะเลมีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่าบ้านซ่อนอยู่ อาจารย์เคยเห็นพวกมันบ้างไหมครับ"
"เคยเห็นสิ แล้วก็เคยฆ่ามาแล้วด้วย"
"จริงเหรอครับ!" ดีนตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดตัวลอย "ตัวที่ใหญ่ที่สุดมันใหญ่ขนาดไหนครับ แล้วมันเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหนกัน"
"มีเยอะแยะไปหมด ตัวที่ใหญ่ที่สุดก็น่าจะเป็น งูทะเลซาร์โก ยาวตั้งห้าสิบเมตรแน่ะ" โอไบรอันหวนนึกถึงอดีต "แล้วก็มี ปีศาจสาหร่ายซัคตอร์ ที่พอแผ่ตัวออกมากว้างจนคลุมเรือได้ทั้งลำเลยล่ะ"
ดีนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "แล้วพวกเรือผีสิงล่ะครับ อาจารย์เคยเจอไหม"
"เคยเห็นอยู่ไกลๆ ท่ามกลางสายหมอก" สีหน้าของโอไบรอันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที "แต่ฉันไม่เคยปะทะกับพวกมันหรอกนะ ของพวกนั้น ทางที่ดีอย่าไปเจอเลยจะดีกว่า"
"ทำไมล่ะครับอาจารย์"
"เพราะพวกมันมักจะเร่ร่อนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย นำพาคำสาปแช่งของคนตายติดตัวไปด้วย พวกมันคือหนึ่งในตัวตนที่อยู่ใกล้ชิดกับปรโลกมากที่สุด"
"ซี๊ดดด..." ขนอ่อนที่หลังคอของดีนลุกซู่ สายลมทะเลที่เคยพัดเย็นสบาย จู่ๆ ก็ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บทะลุถึงกระดูก
"ใต้เท้า! ทางนี้ขอรับ!" เสียงตะโกนแหบห้าวของแซคดังมาจากสุดปลายท่าเทียบเรือ ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา
เมื่อมองดูเรือใบแบบสองเสากระโดงขนาดกลาง ที่มีความยาวสี่สิบเมตรและกว้างแปดเมตร โอไบรอันก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ถือว่าเป็นเรือเดินทะเลระยะไกลที่ดีทีเดียว
ทั้งสองคนก้าวขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือใบที่มีชื่อว่า เกลียวคลื่น แซค ผู้เฒ่าโอเว่น และคนอื่นๆ อีกสี่คนกำลังยืนรอต้อนรับอยู่อย่างนอบน้อม คนเหล่านี้คือลูกทีมสี่คนจากหกคนที่ยังมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ของแซค ส่วนอีกสองคนต้องอยู่เฝ้าฐานที่มั่นเพื่อคอยดูแลคนเจ็บ
ผู้เฒ่าโอเว่นถูมือไปมาพลางก้าวออกไปข้างหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "ใต้เท้า น้ำร้อนกับอาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้ในห้องพักแล้วขอรับ เชิญท่านทั้งสองเข้าไปพักผ่อนก่อนได้เลย พอเดี๋ยวน้ำขึ้นเต็มที่ พวกเราก็จะออกเรือกันทันทีขอรับ!"
"อืม"
โอไบรอันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินนำดีนตรงไปยังห้องพักผู้โดยสาร ผู้เฒ่าโอเว่นรีบค้อมตัวลงแล้วเดินนำทาง เสียงรองเท้าหนังขัดมันของเขาดังเอี๊ยดอ๊าดไปตามพื้นดาดฟ้าเรือ
พวกกะลาสีเรือรอบๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการขนย้ายและรัดถังน้ำจืดให้แน่นหนา ต่างก็ลอบมองผู้มาใหม่ทั้งสองคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น นี่น่ะรึบุคคลสำคัญที่กัปตันพูดถึง เสื้อผ้าการแต่งกายก็ดูธรรมดา แถมยังดูเก่าซอมซ่อไปหน่อยด้วยซ้ำ แต่ความนิ่งสงบที่แผ่ออกมาจากตัวพวกเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมั่นและพึ่งพาได้อย่างประหลาด
ลูกทีมทั้งสี่คนของแซคไม่ได้ตามเข้าไปในห้องพัก พวกเขายังคงอยู่บนดาดฟ้าเรือ เพื่อตระเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางต่อไป
"เกิร์ก นายคิดว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของใต้เท้าคนนั้นอยู่ในระดับไหนเหรอ" วิเวียน สาวร่างเพรียวบางเอนกายพิงท่อนแขนล่ำสันของเกิร์กพลางกระซิบถาม นิ้วเรียวยาวของเธอไล้ไปตามกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งของเกิร์กอย่างลืมตัว
"อย่างน้อยๆ ก็น่าจะระดับจอมปรมาจารย์ล่ะมั้ง หัวหน้าไม่ได้บอกหรือไงว่าใต้เท้าคนนี้ได้รับการแนะนำมาจากใต้เท้า 'นายหน้าขายข้อมูล' คนนั้นน่ะ อีกอย่าง คราวนี้พวกเราต้องไปรับมือกับฝูงฉลามเนตรปีศาจด้วยนะ"
เกิร์กนั่งอยู่บนถังไม้ ขมวดคิ้วขัดเงาโล่ใบใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การต่อสู้ครั้งก่อนทำให้โล่ของเขาเสียหายอย่างหนัก และมันก็เพิ่งจะซ่อมเสร็จเมื่อสองวันที่ผ่านมานี่เอง
"ฉันว่าพวกนายคิดตื้นเกินไปแล้วล่ะ" เฮลี่ สาวผมบลอนด์นั่งแกว่งขาไปมาอยู่บนระเบียงเรือ สายตาของเธอสลับมองระหว่างคู่รักที่กำลังอิงแอบกัน กับเส้นขอบฟ้าอันห่างไกล "พวกนายจำการต่อสู้เมื่อคืนก่อนที่สะเทือนไปทั่วทั้งเมืองได้ไหม"
"เดี๋ยวนะ นี่เธอคงไม่ได้หมายความว่า..."
"ใช่แล้วล่ะ! มีความเป็นไปได้สูงมากที่นั่นจะเป็นการปะทะกันระหว่างใต้เท้าคนนี้ กับใต้เท้า 'นายหน้าขายข้อมูล' คนนั้นไงล่ะ!" เฮลี่พูดด้วยความมั่นใจ
"ฉันแอบไปตะล่อมถามกัปตันแซคมาแล้ว ว่าเขาไปพบท่านนายหน้าขายข้อมูลตอนไหน พอเอามาผูกกับช่วงเวลาที่เกิดการต่อสู้ เราก็พอจะเดาได้ว่า กัปตันไปพบท่านนายหน้าขายข้อมูลหลังจากที่การต่อสู้จบลงไปได้ไม่นาน"
"ถึงแม้เมืองคอรัลธอร์นจะมีพวกยอดฝีมือตีกันรุนแรงบ่อยๆ ก็เถอะ แต่นี่จังหวะเวลามันช่างพอดีเป๊ะเกินไป ผนวกกับข้อสันนิษฐานของกัปตันที่บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างใต้เท้าท่านนี้กับท่านนายหน้าขายข้อมูลดูจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ ฉันว่ามันต้องใช่แน่ๆ"
"ลองคิดดูสิ การที่จะสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสีดุเดือดกับท่านนายหน้าขายข้อมูล ผู้ซึ่งมีบารมีเดินกร่างอยู่ท่ามกลางขั้วอำนาจใหญ่ๆ ได้ขนาดนั้น ความแข็งแกร่งของเขาอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับขั้นสุดยอดเชียวนะ!"
"ซี๊ดดด... ตีกันแทบตาย แต่พอตีเสร็จก็หันมาหางานให้ศัตรูทำ แถมอีกฝ่ายก็ดันรับงานซะด้วย นี่มันความสัมพันธ์แบบไหนกันเนี่ย" ดวงตาของวิเวียนเบิกกว้าง เผยให้เห็นถึงความไม่อยากจะเชื่อที่ผสมปนเปไปกับความอยากรู้อยากเห็นสไตล์ขาเผือก