เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ความร่วมมือ

บทที่ 14 ความร่วมมือ

บทที่ 14 ความร่วมมือ


บทที่ 14 ความร่วมมือ

ตอนนี้โอไบรอันกำลังสับสนงุนงงไปหมด เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่บททดสอบสำหรับดีน แต่เป็นบททดสอบสำหรับเขาต่างหาก!

พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ภาคภูมิใจนักหนา กลับถูกแวมไพร์ตนหนึ่งควบคุมเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย! ขืนมีใครรู้เรื่องนี้เข้า คงได้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งมิติแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งมิติอื่นๆ เป็นแน่

โอไบรอันหอบหายใจหนักหน่วง เมื่อครู่นี้ความศรัทธาของเขาแทบจะพังทลายลงมา ตอนที่เขาเห็นไคล์ควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์ ปฏิกิริยาแรกของเขาคืออยากจะพุ่งเข้าไปสับแวมไพร์ลบหลู่เบื้องสูงตนนี้ให้ตายคามือ

แต่สติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่ร้องเตือนว่า หากเขาตวัดดาบใส่บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากพลังศักดิ์สิทธิ์ แล้วความเชื่อที่เขายึดมั่นมาตลอดมันคืออะไรกันแน่

"แก! แกทำได้ยังไง!" ดวงตาของโอไบรอันแดงก่ำ พยายามอย่างหนักที่จะระงับหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

ทางด้านเคทลินเองก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปาก มองดูน้องชายด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อสายตา

นั่นมันพลังศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ!

สิ่งที่แค่สัมผัสโดน พวกสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดทั่วไปก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว!

แม้แต่พวกผู้อาวุโสในตระกูลยังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่มันกลับเชื่องราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเมื่ออยู่ในมือน้องชายของเธอ!

"นายไม่ควรถามว่าฉันทำได้ยังไง" น้ำเสียงของไคล์สงบนิ่งราวกับสระน้ำลึก "นายควรถามต่างหากว่า ทำไมพลังศักดิ์สิทธิ์ถึงเลือกฉัน!"

โอไบรอันคล้ายกับถูกโจมตีอย่างหนักอีกครั้ง แต่เขาก็กัดฟันถามออกไป "แล้วทำไม พลังศักดิ์สิทธิ์ ถึงได้เลือกนายล่ะ!"

"คำจำกัดความของพลังศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างนาย ก็คือความบริสุทธิ์ การไถ่บาป ความหวัง และความยุติธรรม ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร อันที่จริงมันถูกต้องมากด้วยซ้ำ แต่มันผิดตรงที่ความเข้าใจเรื่องความบริสุทธิ์ การไถ่บาป ความหวัง และความยุติธรรมของพวกนายมันคับแคบเกินไปต่างหาก!"

"พลังศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลำเอียงเพราะเผ่าพันธุ์หรือสายเลือด มันตอบสนองต่อแก่นแท้ของเจตจำนงเท่านั้น" ไคล์เรียกพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาอีกสายหนึ่ง ปล่อยให้มันลอยวนเวียนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วมือ

"พวกนายมองว่าสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดคือความผิดปกติที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง แต่กลับลืมไปว่าความชั่วร้ายที่แท้จริงนั้น ก่อกำเนิดมาจากความเน่าเฟะในจิตใจ เจตจำนงของจิตใจจะส่งผลต่อดวงวิญญาณ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพลังศักดิ์สิทธิ์ถึงสามารถส่องสว่างให้เห็นดวงวิญญาณเป็นสีสันที่แตกต่างกันได้"

"แต่ตัวเจตจำนงเองไม่ได้หมายถึงความเน่าเฟะ! สิ่งที่พลังศักดิ์สิทธิ์แผดเผาและผลักไสอย่างแท้จริง ก็คือ จิตใจที่เน่าเฟะ ต่างหาก!" ไคล์ยื่นมือที่อาบไล้ไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ไปทางเคทลิน พลางส่งสายตาให้กำลังใจเธอ

เคทลินจ้องมองแสงสว่างที่วนเวียนอยู่ในฝ่ามือของน้องชายอย่างเหม่อลอย แสงสว่างที่ทำเอาดวงวิญญาณของเธอสั่นสะท้าน เธอพยายามข่มความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ แล้วยื่นมือออกไปคว้ามันไว้อย่างสั่นเทา

ความเจ็บปวดแสนสาหัสและการแผดเผาที่คาดคิดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น!

กลับกลายเป็นความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีการทำร้าย มีเพียงความรู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดจนอธิบายไม่ถูก!

"นี่มัน เป็นไปได้ยังไง" โอไบรอันแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า จะมีแวมไพร์ตนที่สองที่สามารถเมินเฉยต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอีก

"นาย…นาย สิ่งมีชีวิตแห่งความมืดจะเมินเฉยต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง นั่นมันพลังแห่งแสงสว่างนะ!"

"ไม่ใช่ พลังศักดิ์สิทธิ์คือพลังแห่งเจตจำนงทางจิตวิญญาณและหัวใจ รูปลักษณ์ภายนอกของมันแค่ดูคล้ายกับแสงสว่างก็เท่านั้น แสงสว่างและความมืด ล้วนเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติ ถ้าพลังศักดิ์สิทธิ์เป็นธาตุแสงล่ะก็ แม้แต่ฉันก็ไม่มีทางควบคุมมันได้อย่างเด็ดขาด เพราะถึงยังไง ฉันก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดจริงๆ"

"ในการต่อสู้ตามปกติ พวกนายมักจะพึ่งพาพลังศักดิ์สิทธิ์เพื่อดึงเอาอานุภาพของมันออกมา และสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นผลิตผลจากเจตจำนงที่ชั่วร้ายและบิดเบี้ยว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดถึงได้หวาดกลัวมันนักหนา"

"พวกนายที่เอาแต่จับดาบต่อสู้จนเคยชิน จะไปค้นพบได้ยังไงว่า สิ่งมีชีวิตสายเลือดอย่างพวกเรา ไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนสภาพโดยการรับพลังแห่งความมืดมา หรือเกิดมาจากพลังแห่งความมืดโดยตรง ขอเพียงแค่เจตจำนงทางจิตวิญญาณของเรายังไม่ดำดิ่งสู่ความเสื่อมทราม ยังไม่ถูกกลืนกินด้วยตัณหาความอยากที่บิดเบี้ยว แล้วพลังศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์จะมาทำร้ายพวกเราได้ยังไง"

โอไบรอันถึงกับหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะเมื่อเจอข้อมูลที่ลบล้างความเชื่อเดิมๆ สาดซัดเข้าใส่จนภาพตรงหน้าพร่ามัว

เนิ่นนานผ่านไป เขาก็ค่อยๆ เอ่ยปาก

"เรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด!" ขืนเรื่องแบบนี้แพร่งพรายออกไป คงกลายเป็นหายนะที่ไม่อาจจินตนาการได้แน่ๆ

ไคล์กลอกตามองบนอย่างแรง "นี่นายโดนพลังศักดิ์สิทธิ์ส่องจนสมองบอดไปแล้วหรือไง จะมีแวมไพร์ที่ไหนวิ่งพล่านไปทั่วโลกแล้วตะโกนป่าวประกาศว่าตัวเองเมินเฉยหรือแม้กระทั่งควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ นายคิดว่าฝาโลงของฉันมันดูใหม่เกินไป เลยอยากจะเปลี่ยนสไตล์งั้นเหรอ"

"แล้วนายยังกล้าเปิดเผยเรื่องนี้ต่อหน้าฉันอีก ไม่กลัวฉันเอาเรื่องนี้ไปแฉหรือไง" โอไบรอันถลึงตาใส่ไอ้เวรที่มาทำลายวิถีแห่งความเชื่อของเขา!

"ฉันก็ต้องมีความมั่นใจในแบบของฉันสิ" ไคล์แค่นเสียงเยาะเย้ย "อีกอย่าง นี่ก็ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่เลยนะ! และมันก็เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการสร้างความเชื่อใจด้วย!"

ด้วยความสามารถในการมองเห็นเส้นสายแห่งกรรม นายคิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือฉันไปได้งั้นเหรอ

ถ้าเกิดนายเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับตำนาน ฉันคงเผ่นหนีไปตั้งนานแล้ว จะมายืนพล่ามเรื่องพวกนี้ให้นายฟังทำไม

"ความเชื่อใจงั้นเหรอ!" ไอ้เวรนี่กำลังพูดเรื่องความเชื่อใจกับเขางั้นเหรอ โอไบรอันถลึงตาจนปวดกระบอกตาไปหมดแล้ว!

"ก็ใช่น่ะสิ! แต่นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วล่ะ ฉันแสดงความจริงใจออกมาจนหมดเปลือกแล้ว แถมยังช่วยเปิดโลกให้พวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างนายเข้าใจพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ลึกซึ้งขึ้นด้วย ถ้าขนาดนี้แล้วยังซื้อความเชื่อใจไม่ได้ ฉันก็คงพูดได้แค่ว่า ฉันประเมินกลุ่มอัศวินศักดิ์สิทธิ์สูงเกินไปหน่อย!" ไคล์พูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดในโลก

"ฮึ่ม"

ปวดใจ!

ปวดใจเหลือเกิน!

โอไบรอันรู้สึกปวดหนึบที่หน้าอกอย่างบอกไม่ถูก ทำไมไอ้เวรนี่ถึงได้ยั่วโมโหเขาได้ทุกครั้งที่เจอกันเลยนะ!

โอไบรอันเลิกสนใจแวมไพร์สองพี่น้อง แล้วหันไปมองดีนที่กำลังค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการรับศีลจุ่มด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์

เมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์จางหายไป ดีนก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายแผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

"ไม่เลวเลยนี่ ใช้เวลาแค่นี้ก็ได้รับการยอมรับจากพลังศักดิ์สิทธิ์แล้ว ดูเหมือนว่าบนเส้นทางชีวิตของนาย จะไม่ได้ทำเรื่องที่ขัดต่อมโนธรรมมามากนัก ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง" โอไบรอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

ดีนสำรวจสภาพร่างกายของตนเองอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

"รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยอะไรหลายๆ อย่างทิ้งไป แล้วก็รู้สึกเหมือนได้รับภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นมาด้วยครับ" ดีนสบตาโอไบรอัน "แต่ผมรู้ชัดเจนขึ้นแล้วครับ ว่าผมต้องการจะทำอะไร!"

"ดีมาก!" ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในดวงตาของโอไบรอัน เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ความหงุดหงิดที่เกิดจากไคล์เมื่อครู่นี้มลายหายไปจนเกือบหมด

อัศวินฝึกหัดหลายคนที่ผ่านการรับศีลจุ่ม มักจะยังคงโง่งมและสับสนกับเส้นทางของตัวเอง ส่วนใหญ่ก็แค่เดินตามรอยเท้าของอาจารย์... เหมือนกับที่เขาเคยเป็น... จนกระทั่งอาจารย์ของเขาจากไป เขาถึงได้เริ่มค้นหาทิศทางของตัวเอง ถึงได้ตระหนักว่าความสับสนในเส้นทางแห่งอนาคตนั้นมันน่ากลัวเพียงใด

จากนั้นโอไบรอันก็หันไปหาไคล์และเคทลิน "ต่อจากนี้ไป ดีนจะต้องติดตามฉันเพื่อรับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ จนกว่าเขาจะสำเร็จการศึกษาหรือยอมแพ้ไปเอง ทั้งสองคนมีอะไรจะสั่งเสียอีกหรือไม่"

เคทลินอดไม่ได้ที่จะก้าวออกไปข้างหน้า แต่แล้วก็ชะงักฝีเท้าลงกลางคัน เส้นผมยาวสีเงินยวงของเธอปลิวไสวเบาๆ ตามสายลม แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยและอาลัยอาวรณ์ "ดีนน้อย..."

"หยุดๆๆ!"

เมื่อเห็นว่าสมองคนคลั่งรักของพี่สาวกำลังจะกำเริบอีกแล้ว ไคล์ก็รีบขัดจังหวะทันที "พี่อยากจะเจอเขาเมื่อไหร่ก็ได้นั่นแหละ ตาเฒ่านี่คงจะต้องอยู่เมืองคอรัลธอร์นไปอีกพักใหญ่นั่นแหละ ถ้าความร่วมมือระหว่างฉันกับเขาราบรื่นดี ตาเฒ่านี่ก็คงไปไหนไม่ได้อีกหลายสิบปีเลยล่ะ!"

ขมับของโอไบรอันเต้นตุบๆ เมื่อได้ยินไคล์เรียกเขาว่า ตาเฒ่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาอยากจะด่าสวนไปใจจะขาดว่า โคตรเหง้าแกสิที่เป็นตาเฒ่า ใครบ้างจะไม่รู้ว่าพวกแวมไพร์น่ะมันเป็นพวกสัตว์ประหลาดเฒ่ากันทั้งนั้น!

แต่หลักคำสอนของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็บีบบังคับให้เขาต้องกลืนความโกรธนั้นลงคอไป

"ความร่วมมืองั้นเหรอ นายต้องการจะร่วมมือเรื่องอะไรกัน"

เขาเองก็อยากจะฟังเหมือนกัน ว่าแวมไพร์ตนนี้นึกอยากจะมาร่วมมืออะไรกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์!

จบบทที่ บทที่ 14 ความร่วมมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว