- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 070 แผนการแทรกซึม
070 แผนการแทรกซึม
070 แผนการแทรกซึม
สีหน้าของออโรร่าดูสับสนปนเปจนบอกไม่ถูก แม้ว่าดันเต้จะยอมยื่นไมตรีมาให้เธอแล้วก็เถอะ แต่มองยังไงไมตรีนี้ก็น่าจะส่งตรงมาจากขุมนรกชัดๆ เพราะหลักคำสอนของลัทธิแห่งความสุขเนี่ย ฟังดูแล้วมันขลังและน่าสยองกว่าลัทธิคืนชีพเสียอีก อย่างน้อยพวกลัทธิคืนชีพก็ยังดูมีความเป็นจริงมากกว่านี้หน่อยนะ
เมื่อดันเต้ดีดนิ้วเป๊าะเดียว โคนีเลียก็รีบเข้ามาไขกุญแจมือให้ออโรร่าทันที พร้อมกับยื่นถ้วยชาผลไม้อุ่นๆ ให้เธอหนึ่งแก้ว
“ออโรร่า เธอค่อยๆ คิดก็ได้นะ มีความกังวลอะไรก็บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมอยากให้เธอมาเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิเราจริงๆ ด้วยใจจริงเลยนะ”
“จากคำสารภาพของเธอ เธอเองก็ไม่ได้ศรัทธาในคำสอนของลัทธิคืนชีพจากใจจริงอยู่แล้ว แถมยังไม่เคยทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามที่ให้อภัยไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้น ผมเลยอยากจะให้โอกาสเธอได้ไถ่บาปให้ตัวเองยังไงล่ะ”
น้ำเสียงของดันเต้ดูสุภาพขึ้นมาทันที จนทำให้ออโรร่ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอไม่กล้าแม้แต่จะแตะถ้วยชาใบนั้นเลย อย่าเห็นว่าตอนนี้ดันเต้ดูใจดีเชียว ถ้าเกิดเขาเปลี่ยนสีหน้าขึ้นมาล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะโหดเหี้ยมขนาดไหน
“ถ้าฉันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพวกนาย...จะต้องมีข้อผูกมัดหรือต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรไหม?”
ออโรร่าดูเหมือนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี กำหมัดแน่นแล้วเอ่ยถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่มีข้อผูกมัดอะไรทั้งนั้นครับ เรามีเงินเดือนพื้นฐานให้ แถมถ้าทำภารกิจสำเร็จก็มีโบนัสพิเศษให้อีกต่างหาก อย่างเช่น ผมสามารถสร้างการ์ดให้เธอได้ด้วยตัวเอง หรือถ้าเธอสะสมแต้มผลงานได้มากพอ บางทีผมอาจจะรบกวนให้พระสันตะปาปาของพวกเรา ซึ่งก็คืออาจารย์ของผม มาช่วยสร้างการ์ดให้เธอเลยก็ได้นะ”
“นอกจากนี้ เรื่องค่าโอทีหรือเงินบำนาญหลังเกษียณ เราก็มีมาตรฐานที่เข้มงวดมาก รับรองว่าเราจะไม่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับสมาชิกคนไหนแน่นอน ส่วนรายละเอียดน่ะ...”
คำพูดของดันเต้ทำให้ออโรร่าถึงกับตาโต นี่มันลัทธิชั่วร้ายจริงๆ เหรอเนี่ย? ทำไมมันถึงดูเป็นระบบระเบียบขนาดนี้? นี่มันบริษัทในฝันชัดๆ!
แถมยังมีนักสร้างการ์ดขั้นพิเศษประจำการอยู่ด้วย...ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ พระสันตะปาปา ที่สามารถสั่งสอนคนอย่างดันเต้ออกมาได้เนี่ย จะเป็นตัวตนระดับเทพขนาดไหนกันแน่? ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัดและถี่รัว ออโรร่ารีบส่ายหัวรัวๆ ไม่กล้าจินตนาการต่อเลย สวัสดิการระดับนี้ ต่อให้ไม่ได้โดนบังคับ เธอก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว
“แล้วภารกิจจะอันตรายไหม?”
ออโรร่าถามต่อ ถึงแม้ว่าการติดคุกจะดูปลอดภัยกว่าการไปพัวพันกับไอ้สามคนนี้ตั้งหลายเท่าก็เถอะนะ แต่ไม่รู้ทำไม เธอกลับรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นโอกาสที่เธอคาดไม่ถึง โอกาสที่จะหลุดพ้นจากลัทธิคืนชีพ
เพราะสมาชิกลัทธิคืนชีพจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องจำใจเข้าร่วมตอนที่ยังอ่อนแอ และต่อให้เก่งขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าจะหนีออกจากองค์กรนี้ได้เลย พวกคนทรยศของลัทธิคืนชีพน่ะ จุดจบแทบจะศพไม่สวยทั้งนั้น ยกเว้นแต่ว่าจะหาองค์กรที่แข็งแกร่งพอจะคุ้มครองได้
“ปลอดภัยกว่างานที่เธอทำในลัทธิคืนชีพเยอะ เพราะเราเป็นองค์กรการกุศลที่หวังผลกำไรนิดๆ หน่อยๆ เอง ภารกิจทุกอย่างจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตของเธอเป็นอันดับแรกเสมอ”
ดันเต้พูดพร้อมรอยยิ้ม น้ำเสียงของเขาฟังดูนุ่มนวลเหมือนสายลมโชยผ่านทุ่งหญ้า
จากการสอบสวนจู่ๆ ก็กลายเป็นการสัมภาษณ์งานไปเสียอย่างนั้น
ออโรร่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็กล้าสบตาดันเต้ตรงๆ แววตาของเธอเริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เธอก็ยังดูเหมือนจะมีความลังเลใจเฮือกสุดท้ายอยู่ เธอกลัวว่าจะกลายเป็นเพียงเบี้ยที่คนทั้งสามคนนี้จะโยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ดันเต้ดูออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงมองหน้าเธอแล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“ชีวิตของเธอคือทรัพย์สินอันมีค่าของลัทธิเรา ผมขอสาบานเลยว่า ตราบใดที่เธอไม่ทรยศ เธอจะได้รับการคุ้มครองจากเราตลอดไป”
แค่ไม่ต้องโดนไอ้สามคนนี้จ้องจะเล่นงาน ออโรร่าก็สบายใจที่สุดแล้ว นับประสาอะไรกับการที่จะได้รับการคุ้มครองจากพวกเขาล่ะ ราวกับว่าความมืดมิดทั่วทั้งโลกจะกลายมาเป็นแบ็คหนุนหลังให้เธอ
“...ฉันตกลงเข้าร่วมของพวกนาย”
ในที่สุดออโรร่าก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญขณะพูดประโยคนั้นออกมา
ใบหน้าของดันเต้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูเมตตาเหมือนกับเทพเจ้าที่กำลังมองดูสาวกของตัวเอง
“ยินดีต้อนรับสู่ลัทธิแห่งความสุขครับ พวกเรามุ่งมั่นที่จะสร้างความสุขด้วยหัวใจ หวังว่าเธอจะมีความสุขในทุกๆ วันนะ”
อัครนักบวชดันเต้, อัศวินแห่งการพิพากษาโคนีเลีย และพนักงานสอบสวนโคลอิกซ์ ต่างสลับกันจับมือกับออโรร่า พร้อมกับส่งคำอวยพรที่จริงใจที่สุดให้เธอ ทำเอาเธอรู้สึกปลื้มปีติจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว นี่มันอารมณ์ประมาณว่าวาร์ปจากขุมนรกมาโผล่ที่สำนักงานบริหารขุมนรกในพริบตาเลยหรือเปล่านะ?
ออโรร่า: “เอ่อ แล้วมีหลักฐานอะไรที่แสดงถึงตัวตนของสมาชิกลัทธิบ้างไหม?”
ดันเต้: “เนื่องจากตัวตนของเธอเป็นความลับสุดยอด ตอนนี้เธอแค่ติดต่อกับผมสายตรงคนเดียวไปก่อน การมีของแทนใจหรือสัญลักษณ์อาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่เธอจะถูกเปิดโปงได้ ถ้ามีสมาชิกคนอื่นต้องร่วมงานกับเธอ ผมจะติดต่อล่วงหน้าและมอบของยืนยันตัวตนให้เธอเอง”
หลังจากนั้นดันเต้ก็บอกกฎการติดต่อประสานงานให้เธอทราบ ตามปกติแล้ว พวกเขาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านการลงประกาศรับสมัครงานหรือประกาศหาของหายในหนังสือพิมพ์
ตอนนี้ดันเต้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบขั้นพิเศษของสมาคมนักสร้างการ์ด จึงไม่ควรมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลัทธิคืนชีพ นโยบายของดันเต้ในช่วงต่อจากนี้คือการล้างมลทินให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยเริ่มแทรกซึมในภายหลัง รอจนกว่าการตรวจสอบขั้นพิเศษจะผ่านพ้นไป ดันเต้ถึงจะเริ่มแผนการขั้นต่อไป นั่นคือการช่วยให้ออโรร่าแทรกซึมเข้าไปในระดับสูงของลัทธิคืนชีพ
แผนของเขาคือ ภายในหนึ่งปีต้องแทรกซึมลัทธิคืนชีพให้ได้ในขั้นต้น ภายในสามปีต้องทำให้แผนการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงสำเร็จ และภายในห้าปีต้องกวาดล้างลัทธิคืนชีพให้สิ้นซาก
หลังจากนี้ ออโรร่าจะต้องสวมบทบาทในหน้าที่เดิมของเธอในลัทธิคืนชีพต่อไป เนื่องจากแผนการ ลองเชิงและดึงตัวดันเต้ ของลัทธิคืนชีพเป็นแผนระยะยาว ดังนั้นในระยะสั้นออโรร่าจึงยังไม่ต้องขยับเขยื้อนอะไรมากนัก เธอแค่ต้องทำไปตามขั้นตอน ค่อยๆ สร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่ากำลังวางแผนและจัดเตรียมการอยู่ก็พอแล้ว
“นายมีอะไรจะสั่งการเพิ่มเติมอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วครับ เธอกลับไปได้แล้ว”
คำตอบที่ดูชิลๆ ของดันเต้ ยิ่งทำให้ออโรร่ามั่นใจในความหมายแฝงของเขามากขึ้นไปอีก นั่นคือ ในเมื่อผมจับเธอได้ครั้งหนึ่ง ผมก็ย่อมจับเธอได้เป็นครั้งที่สอง เพียงแต่ว่าครั้งหน้าคงจะไม่มีการมานั่งคุยด้วยเหตุผลแบบนี้อีกแล้วนะจ๊ะ
เรื่องนี้ทำเอาความยำเกรงที่เธอมีต่อดันเต้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว ถ้ามองในแง่ดี ดันเต้ไม่ได้มอบหมายงานที่ลำบากใจอะไรให้เธอเลย แถมยังจะช่วยให้การทำงานในลัทธิคืนชีพของเธอราบรื่นสุดๆ อีกต่างหาก แถมผลประโยชน์ที่เธอตักตวงได้จากลัทธิคืนชีพก็ไม่ต้องส่งคืนให้ทางนี้เลยสักนิด แถมยังมีเงินเดือนกับรางวัลจากทางนี้ให้อีก!
ใจกว้างอะไรขนาดนี้เนี่ย องค์กรแบบนี้สิถึงจะเป็นของจริง!
“วางใจเถอะ นี่คือก้าวแรกของเธอในการทิ้งความมืดมิดเข้าสู่แสงสว่าง”
ดันเต้ตบไหล่เธอเบาๆ ท่าทางเหมือนกับ ผอ. กองสืบสวนรุ่นเก๋าที่ทำงานมานานหลายปีไม่มีผิด
“รับทราบค่ะ ท่านดันเต้”
ออโรร่าโค้งคำนับให้ดันเต้อย่างนอบน้อม
...
“ในที่สุดก็เลิกงานสักที”
ในตอนนี้ทั้งสามคนเดินอยู่บนถนนในเมืองหลวงตอนช่วงเช้ามืด แต่ละคนดูมีอาการล้าให้เห็นบ้างเล็กน้อย ตอนนี้องค์กรนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น การจะทำให้ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งยังต้องค่อยเป็นค่อยไป
โคลอิกซ์จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันไปถามดันเต้ว่า
“นี่ดันเต้ ถ้าออโรร่าหักหลังเราล่ะจะทำยังไง? แล้วถ้าเกิดลัทธิแห่งความสุขถูกมองว่าเป็นลัทธิชั่วร้ายจริงๆ ขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?”
ดันเต้ตอบกลับมาว่า
“นายพูดเรื่องอะไรน่ะ พวกเราเคยเจอผู้หญิงคนนั้นด้วยเหรอ? แล้วลัทธิแห่งความสุขนี่มันคืออะไรกัน?”
“!”
โคลอิกซ์เข้าใจเจตนาของเขาได้ในทันที
ทางฝั่งออโรร่าน่ะไม่มีทั้งพยานหรือหลักฐานอะไรเลย ส่วนพวกเขาสามคนน่ะ ขาวสะอาดสุดๆ
“เฮ้อออ กลับไปตอนนี้ก็นอนได้ไม่เท่าไหร่เอง”
ดันเต้หาวออกมาฟอดใหญ่
“งั้นพวกเรามาเดินดูเมืองหลวงตอนตีสี่กันเถอะ เมืองหลวงมีร้านเด็ดๆ ร้านหนึ่งที่เปิดอยู่ตอนนี้พอดี ไปหาอะไรกินเป็นมื้อเช้ากันเลยแล้วกัน”
โคลอิกซ์หยิบแผนที่ของอร่อยในเมืองหลวงออกมาจากกระเป๋า แล้วให้ดันเต้กับโคนีเลียมารุมล้อมดูด้วยกัน
ดันเต้: “พวกเราซื้อของอร่อยๆ ติดมือไป แล้วขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดหอคอยนาฬิกาโบราณของเมืองหลวงกันดีกว่า จากนั้นค่อยกลับไปเรียนที่สถาบันกัน”
โคลอิกซ์: “ไอเดียเจ๋ง”
โคนีเลีย: “ไปกันเลย”