- หน้าแรก
- เทพทรูสายซวย ยาเซียนเอาไปเถอะ ยาพิษนี่แหละของแรร์
- บทที่ 4 - หัวหน้าย่อย เซียนเซิง และไม้พลอง
บทที่ 4 - หัวหน้าย่อย เซียนเซิง และไม้พลอง
บทที่ 4 - หัวหน้าย่อย เซียนเซิง และไม้พลอง
บทที่ 4 - หัวหน้าย่อย เซียนเซิง และไม้พลอง
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ลู่จิ่งก็ลุกขึ้นจากเตียง สวมเสื้อผ้า สะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลัง แล้วผลักประตูออกจากกระท่อมมุงแฝกหลังเล็กที่เขาพักอาศัยอยู่
เขาเดินตามกลุ่มคนที่ไปตลาดเช้าลอดผ่านประตูเมืองเข้าไปด้านใน เนื่องจากความวุ่นวายเมื่อเช้านี้ ลู่จิ่งจึงไม่มีเวลาทำอาหารเช้า ทำได้เพียงตัดใจยอมควักเงินห้าอีแปะซื้อบะหมี่น้ำริมทางมาหนึ่งชาม
บะหมี่น้ำต้าหลางหน้าศาลเจ้าเหวินหวังนั้นโด่งดังในหมู่กรรมกรแบกหามมาก ขึ้นชื่อเรื่องชามใหญ่ให้เยอะมาแต่ไหนแต่ไร
ปกติแล้วลู่จิ่งกินชามเดียวก็จุกแล้ว แต่ทำไงได้ ชาวบ้านธรรมดาในราชวงศ์เฉินเคยชินกับการกินอาหารแค่วันละสองมื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเย็น ไม่กินมื้อเที่ยง แต่ลู่จิ่งทำงานใช้แรงงานหนัก หากตอนเช้ากินไม่อิ่ม ช่วงบ่ายก็คงต้องหิวโซเป็นแน่
ลู่จิ่งเคยห่อข้าวกล่องไปกินเองอยู่ช่วงหนึ่ง แต่บางครั้งก็ยุ่งจนไม่มีเวลากิน สุดท้ายเขาก็เลยเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไปเสียเลย
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ลู่จิ่งก็รับบะหมี่น้ำที่ต้มเสร็จแล้วมาจากมือพ่อค้า มันยังคงพูนเต็มชามเหมือนเช่นเคย แม้จะดูจืดชืดไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อกลิ่นหอมกรุ่นของเส้นบะหมี่
ลู่จิ่งรีบทำเวลาจนไม่สนความร้อน คว้าตะเกียบมาคีบกินคำโตๆ ความรู้สึกปวดหน่วงที่ตันเถียนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของเขาเลย เพียงชั่วครู่บะหมี่ครึ่งชามก็ลงไปอยู่ในท้อง และตอนนี้ลู่จิ่งก็อิ่มไปประมาณเจ็ดส่วนแล้ว ทว่าตะเกียบในมือกลับไม่ยอมหยุด ยังคงคีบเส้นบะหมี่ที่เหลือในชามเข้าปากต่อไป
พออิ่มถึงเก้าส่วน ปกติก็ควรจะรู้สึกจุกได้แล้ว แต่ครั้งนี้ลู่จิ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า เมื่อความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากบริเวณจุดปู้หรงและจุดชี่ชง เขารู้สึกได้ว่ากระเพาะและลำไส้ของตัวเองดูเหมือนจะทำงานกระฉับกระเฉงขึ้น บะหมี่น้ำที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้กำลังถูกย่อยอย่างรวดเร็ว ตะเกียบที่เดิมทีเริ่มช้าลงก็กลับมาคีบเร็วขึ้นอีกครั้ง
ไม่นานนัก บะหมี่น้ำชามนั้นก็หมดเกลี้ยง ทว่าความรู้สึกอิ่มเก้าส่วนของลู่จิ่งกลับลดลงเหลือเพียงเจ็ดส่วนอีกครั้ง
บ้าไปแล้ว ยิ่งกินยิ่งหิวแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
ลู่จิ่งยกชามซดน้ำซุปที่เหลือจนหมดเกลี้ยง จากนั้นก็ใช้มือเช็ดปาก ไม่มีเวลามานั่งขบคิดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง เขาวางชามเปล่าลงแล้วรีบวิ่งกระหืดกระหอบมุ่งหน้าไปที่ท่าเรือ
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน กิจวัตรประจำวันของมนุษย์เงินเดือนก็แทบจะไม่ต่างกันเลย
ท่าเรือตระกูลจาง เป็นหนึ่งในสิบสามท่าเรือของเมืองอู้เจียง และเป็นสถานที่ทำงานของลู่จิ่งในชาตินี้
ตอนนี้ท้องฟ้าเพิ่งจะสางได้ไม่นาน แต่พวกกรรมกรแบกหามที่รอเริ่มงานก็เบียดเสียดกันจนแทบจะล้นท่าเรืออยู่แล้ว
และความจริงแล้วนี่ก็ยังไม่ใช่ช่วงที่ยุ่งที่สุด ช่วงที่ข้าวเปลือกใหม่ออกรวง เพื่อให้ส่งไปยังเมืองหลวงได้เร็วที่สุด พวกกรรมกรมักจะต้องทำโอทีควงกะสองสามกะติดต่อกัน
ถึงขั้นที่หลายคนพอถึงเวลาพักก็ไม่ออกนอกเมืองเพื่อกลับที่พักแล้ว แต่หาที่ว่างบนท่าเรือล้มตัวลงนอนมันตรงนั้นเลย พอตื่นก็ตื่นมาทำงานต่อ ก็ไม่มีใครบ่นอะไร เพราะมีงานให้ทำก็ยังดีกว่าไม่มี พวกกรรมกรไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดกลับเป็นช่วงนอกฤดูกาลที่ไม่มีงานให้ทำต่างหาก
ลู่จิ่งยื่นป้ายไม้ประจำตัวของตนให้ “เซียนเซิง” คนหนึ่งบนท่าเรือตรวจสอบ เซียนเซิงเหล่านี้ก็เป็นคนของพรรคไผ่เขียวเช่นกัน แต่ต่างจากพวกกรรมกรตรงที่พวกเขาไม่ต้องแบกหามสินค้าด้วยตัวเอง แต่มีหน้าที่จดบันทึกบัญชีและแจกจ่ายป้ายไม้แลกเงินโดยเฉพาะ นอกจากนี้ในแต่ละท่าเรือยังมี “หัวหน้าย่อย” หนึ่งคน และกลุ่ม “ไม้พลอง” ที่รับหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย คนเหล่านี้ต่างหากที่เป็นแกนหลักของพรรคไผ่เขียว
รายได้ของพวกไม้พลองและเซียนเซิงโดยทั่วไปจะมากกว่ากรรมกรธรรมดาสองถึงสามเท่า ส่วนหัวหน้าย่อยที่รับหน้าที่ดูแลกรรมกรทั้งหมดบนท่าเรือย่อมมีรายได้สูงกว่านั้น นอกเหนือจากส่วนแบ่งที่ได้เป็นประจำแล้ว หัวหน้าย่อย เซียนเซิง และไม้พลองเหล่านี้มักจะได้รับเงินค่าธรรมเนียมจากพวกกรรมกรอีกก้อนหนึ่ง
เงินก้อนนี้ไม่ได้บังคับให้จ่าย แต่คนจ่ายกับคนไม่จ่ายย่อมได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน แม้ว่าค่าตอบแทนของกรรมกรจะคำนวณจากป้ายไม้แลกเงิน แต่จำนวนป้ายไม้ต่อสินค้าหนึ่งชิ้นกลับถูกกำหนดโดยพวกเซียนเซิง และต้องให้หัวหน้าย่อยเป็นคนอนุมัติ เรือบรรทุกสินค้าที่มาเทียบท่าในแต่ละครั้งไม่ได้มีเพียงลำเดียว สินค้าก็แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีช่องโหว่มากมาย
ยกตัวอย่างเช่นครั้งนี้ คนที่จ่ายเงินใต้โต๊ะบางคนถูกแบ่งไปแบกชาอัดแผ่น ส่วนคนอื่นๆ รวมถึงลู่จิ่งต้องไปแบกข้าวฟ่าง พวกเซียนเซิงกำหนดให้ชาอัดแผ่นหนึ่งกล่องได้ป้ายไม้แลกเงินหนึ่งอัน ข้าวฟ่างหนึ่งกระสอบได้สองอัน ดูเหมือนว่าจะพิจารณาว่าข้าวฟ่างหนักกว่าชาอัดแผ่น แต่ในความเป็นจริง ข้าวฟ่างหนึ่งกระสอบหนักกว่าชาอัดแผ่นสองกล่องมาก
ด้วยเหตุนี้ พวกกรรมกรที่ต้องไปแบกข้าวฟ่างจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ทำได้แค่บ่นกระปอดกระแปดเบาๆ ไม่กล้าให้พวกไม้พลองได้ยิน โดยเฉพาะพวกกรรมกรเก่าแก่ที่ทำงานมานาน ยิ่งเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา
อีกด้านหนึ่ง ลู่จิ่งไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพรรค์นี้ เขายังคงครุ่นคิดถึงปัญหาเรื่องตันเถียนต่อไป เขาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำไปเมื่อวานนี้ แต่ทว่านอกจากไปเรียนเคล็ดวิชากำลังภายในที่บ้านอาจารย์แล้ว ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็ปกติเหมือนทุกวัน
ลู่จิ่งคิดไปพลางปลดตะกร้าไม้ไผ่ที่สะพายอยู่บนหลังลงมาวางไว้ด้านข้าง งานวันนี้ไม่ต้องใช้มัน
จากนั้นเขาก็เดินตามกรรมกรคนข้างหน้าขึ้นไปบนเรือเฟยเผิง มุดเข้าไปในห้องเก็บสินค้า ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวฟ่างวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ แต่ละกระสอบหนักประมาณร้อยจิน
ตอนที่ลู่จิ่งมาใหม่ๆ ครั้งหนึ่งก็แบกได้แค่กระสอบเดียว แต่ทำงานมาครึ่งปี ตอนนี้สามารถแบกได้สองกระสอบแล้ว แต่ระดับนี้ในหมู่กรรมกรก็ยังถือว่าธรรมดามาก กรรมกรเก่าแก่บางคนที่กินข้าวปลาอาหารด้วยอาชีพนี้มานานปี อย่าดูถูกรูปร่างผอมแห้งของพวกเขาเชียวล่ะ โดยพื้นฐานแล้วเริ่มที่สามกระสอบขึ้นไปทั้งนั้น สี่กระสอบก็ยังมีคนแบกไหว ที่หายากยิ่งกว่าคือฝีเท้าของพวกเขายังไม่ช้าอีกด้วย
ในบรรดาคนเหล่านี้ ชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าหนิวจิ่วโดดเด่นที่สุด เขายืนอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าของลู่จิ่ง พอถึงตาเขา ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ให้กรรมกรคนข้างหลังวางข้าวฟ่างลงบนหลังเขาถึงห้ากระสอบ ซึ่งก็คือน้ำหนักห้าร้อยจิน ตอนลุกขึ้นสีหน้าเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลย ก้าวยาวๆ ขึ้นฝั่งไป ช่างมีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดจริงๆ
ตอนที่เขาเดินผ่านแผ่นไม้กระดานที่พาดระหว่างเรือกับฝั่ง ทุกคนถึงกับได้ยินเสียงไม้กระดานส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะปริแตกอยู่ใต้เท้าของเขา อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าอิจฉาออกมา ต้องรู้ไว้ว่าเที่ยวเดียวของหนิวจิ่วแทบจะเทียบเท่ากับคนอื่นเดินสองเที่ยวเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็หมายความว่าค่าตอบแทนของเขาก็สูงกว่ากรรมกรทั่วไปมาก
แน่นอนว่าลู่จิ่งก็อิจฉาเหมือนกัน แต่เหมือนกับพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์และความสามารถในการเรียนรู้นั่นแหละ ของพวกนี้มันติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็เหมือนกับการที่คุณเล่นเกมแล้วเพิ่งสร้างตัวละคร คุณสามารถเลือกได้แค่คุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือสองสามข้อเท่านั้น แต้มมันมีจำกัด นอกเสียจากว่าคุณจะใช้โปรแกรมโกง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางได้ทุกอย่างมาครอบครองหรอก
แน่นอนว่าก็ไม่ขจัดความเป็นไปได้ที่บางคนจะใจร้อนรีบเริ่มเกมไปเลยโดยไม่ได้เลือกอะไรสักอย่าง ประสบการณ์การเล่นเกมแบบนั้น คงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงไม่ดีเท่าไหร่นัก
ลู่จิ่งช่วยกรรมกรคนข้างหน้าแบกข้าวฟ่างขึ้นหลัง และเมื่ออีกฝ่ายเดินจากไปก็ถึงตาเขาบ้าง เช่นเดียวกับกรรมกรแบกข้าวคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ลู่จิ่งหันตัวกลับไปเผชิญหน้ากับประตูห้องเก็บสินค้า ย่อเข่าลงเล็กน้อย แล้วชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วทำเครื่องหมายบอกจำนวน กรรมกรสองคนที่อยู่ด้านหลังเข้าใจทันที พวกเขายกข้าวฟ่างสองกระสอบมาวางไว้บนบ่าของเขา
เมื่อข้าวฟ่างกระสอบแรกวางลงมา หัวเข่าของลู่จิ่งก็ทรุดลงตามแรงกระแทก โชคดีที่ได้รับการฝึกฝนมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายของเขาจึงค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับน้ำหนักนี้ได้ แต่พอกระสอบที่สองตามมา ลู่จิ่งก็สัมผัสได้ถึงแรงกดทับมหาศาลบนบ่าและขาทันที
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณจุดเจียนเหลียวและจุดปี้กวนของเขากลับมีความอบอุ่นอันไร้ที่มาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่กินบะหมี่น้ำเมื่อเช้าไม่มีผิด และร่างกายของลู่จิ่งก็เบาหวิวขึ้นถนัดตาตามความอบอุ่นสายนั้น
[จบแล้ว]