เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ

บทที่ 6: ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ

บทที่ 6: ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ


บทที่ 6: ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ

ภายใต้สายตาอันเหลือเชื่อของเด็กน้อยทั้งสอง กลิ่นหอมจากในครัวก็ยิ่งโชยเตะจมูกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เจียงถังก็สามารถเนรมิตอาหารมื้อใหญ่ที่มีกับข้าวสามอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่างเสร็จสรรพ

ไม่เพียงแต่จะมีผักกวางตุ้งฮ่องเต้ผัดที่ดูสดกรอบ แต่ยังมีหมูสามชั้นน้ำแดงที่น้ำซอสเข้มข้นจนกินข้าวสวยได้ถึงสองชาม และยังมีข้าวสวยร้อนๆ ที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ บนเตาถ่านขนาบข้างอีกด้วย

ในยุคสมัยนั้น ทุกบ้านต่างก็กินหมั่นโถวและแป้งข้าวโพด ข้าวสารขาวๆ จะต้องใช้ตั๋วธัญพืชแลกมาแบบชั่งต่อชั่ง และบางครั้งสถานีเสบียงก็อาจจะไม่มีของสต็อกไว้ ทำให้ต้องรอคิวกว่าจะได้กิน ข้าวขาวจึงถือเป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง

ทว่าครอบครัวนี้กลับแตกต่างออกไป ฟู่ซือเหนียนส่งตั๋วธัญพืชจำนวนยี่สิบชั่งจากค่ายทหารมาให้ทุกเดือน ยิ่งไปกว่านั้น ตั๋วธัญพืชเหล่านี้ยังมีตราประทับสีแดงจากค่ายทหาร ผู้จัดการสถานีเสบียงจึงไม่กล้าละเลย และมักจะจัดเตรียมข้าวสารให้เพียงพอในทุกๆ เดือนเสมอ แถมยังเป็นข้าวใหม่ของปีนั้นๆ ไม่เคยเอาข้าวเก่ามาหลอกลวงสวมรอยเลยสักครั้ง

ชีวิตอันสุขสบายที่เจ้าของร่างเดิมได้รับอยู่ในตอนนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ฟู่ซือเหนียนมอบให้ ข้าวสารยี่สิบชั่งเพียงพอที่จะทำให้เธอและลูกทั้งสองกินอิ่มนอนหลับได้อย่างสบาย น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมผู้หัวทึบคนนี้ไม่เคยตระหนักเลยว่าชีวิตที่ดีแบบนี้มันได้มายากเย็นแค่ไหน และไม่เคยเข้าใจถึงความรักความหวังดีที่พ่อแม่วางแผนเผื่ออนาคตให้ กลับเอาตัวไปทิ้งขว้างให้กับผู้ชายสารเลว ช่างน่าเสียดายจริงๆ

กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่ข้าวสวยหุงสุกแล้ว

ทันทีที่เปิดฝาหม้อ ไอน้ำร้อนๆ ก็พวยพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับแรก นำพากลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยลอยแตะจมูก

แค่นี้ก็ยั่วน้ำลายพอแล้ว พอไอน้ำจางลง ก็เผยให้เห็นชามไข่ตุ๋นสีเหลืองทองอร่ามวางอยู่บนข้าวสวยอีกที

ไข่ตุ๋นชามนี้ใช้ไข่ไก่เต็มๆ ถึงสามฟอง ผสมกับน้ำอุ่นแล้วนำไปนึ่ง เนื้อไข่ตุ๋นจึงเนียนนุ่มเด้งดึ๋งราวกับพุดดิ้ง

เจียงถังใช้เศษผ้าพันรองฝ่ามือเพื่อกันความร้อน ก่อนจะยกชามไข่ตุ๋นควันฉุยออกมา โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเล็กน้อย แล้วเหยาะซีอิ๊วลงไปหนึ่งช้อน กลิ่นหอมของน้ำมันหมูที่ใส่ลงไปตอนตีไข่ผสมผสานเข้ากับเครื่องปรุงรสต่างๆ แค่ได้กลิ่นก็ชวนให้เคลิบเคลิ้มแล้ว

เยว่เยว่ที่ทนต่อกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่ไหว เดินเตาะแตะเข้ามาหาเจียงถังอย่างลืมตัว เธอลืมความหวาดกลัวที่มีต่อเจียงถังไปจนหมดสิ้น

เจียงถังวางอาหารลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ หยิบผ้าฝ้ายมาเช็ดมือให้เธอ แล้วอุ้มเธอขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก

วินาทีที่เจียงถังอุ้มเยว่เยว่ขึ้นมา ดวงตาของเด็กน้อยก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ มือน้อยๆ คว้าจับเสื้อผ้าของเจียงถังไว้ตามสัญชาตญาณ ชั่วขณะนั้น ราวกับว่าเธอได้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของแม่และได้กลิ่นหอมละมุน

มันไม่ใช่กลิ่นของอาหาร แต่เป็นกลิ่นกายของแม่ต่างหาก

เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ขนาดนี้... ที่แท้แม่ก็ทั้งตัวนุ่มและหอมถึงเพียงนี้เลย

เจียงถังช่วยจัดแจงให้เยว่เยว่นั่งลง ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเด็กชายตัวน้อยที่ยังคงมีท่าทีระแวดระวัง "เจาเจา มานี่สิลูก มาเช็ดมือแล้วกินข้าวกัน"

เจาเจามองเห็นอาหารหน้าตาชวนกินบนโต๊ะหมดแล้ว ทั้งหมูสามชั้นน้ำแดง ไข่ตุ๋น ข้าวสวยร้อนๆ แค่อย่างใดอย่างหนึ่งเขาก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อยแล้ว เด็กน้อยแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

เขาเป็นเด็กที่โตเกินวัยและฉลาดกว่าเยว่เยว่ จึงไม่ได้ถูกหลอกล่อได้ง่ายๆ เหมือนน้องสาว เขายังจำสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของเจ้าของร่างเดิมและลูกเตะอันรุนแรงที่ไล่ตะเพิดพวกเขาไปได้อย่างแม่นยำ

แฝดมังกรหงส์ไม่ได้กลัวความเกรี้ยวกราดของเจ้าของร่างเดิม แต่พวกเขากลัวที่จะถูกแม่เกลียดต่างหาก

แต่ว่า... มันหอม หอมมากจริงๆ... ในที่สุดเจาเจาต้านทานความหิวไม่ไหว เดินกลืนน้ำลายเข้ามาหา

เขาไม่ยอมให้เจียงถังอุ้ม แต่เลือกที่จะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ขนาดของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง พลางชะเง้อมองอาหารละลานตาบนโต๊ะ

แม้เด็กทั้งสองจะยังเล็ก แต่ก็รู้ความมาก พวกเขาไม่ได้รีบตะกรุมตะกรามคีบเนื้อกินทันทีที่นั่งลง แต่กลับช้อนดวงตากลมโตสีดำขลับมองเจียงถัง และสูดกลิ่นหอมฟุดฟิด ราวกับว่าแค่ได้ดมกลิ่นก็อิ่มแล้วอย่างนั้นแหละ

เจียงถังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "เจาเจา เยว่เยว่ กินได้เลยจ้ะ เดี๋ยวแม่จะช่วยตักข้าวให้นะ"

เธอตักข้าวสวยให้เด็กทั้งสองคนละชาม และตักไข่ตุ๋นให้อีกคนละถ้วย เธอใช้ช้อนบี้ไข่ตุ๋นให้แตก เป่าให้คลายร้อนที่ข้างปาก แล้วจึงวางลงตรงหน้าเด็กทั้งสองพลางเอ่ยเตือน

"กินไข่ตุ๋นกันก่อนนะจ๊ะ ไข่ตุ๋นยังร้อนอยู่ ต้องเป่าให้เย็นก่อนแล้วค่อยเอาเข้าปากนะลูก"

การที่เจียงถังให้พวกเขากินไข่ตุ๋นก่อนนั้นมีเหตุผล เด็กทั้งสองคนกำลังหิวโซและมีภาวะขาดสารอาหาร

หากเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะหิวโหยมาเป็นเวลานานจู่ๆ ก็กินอาหารมันๆ เข้าไป กระเพาะอาหารจะรับไม่ไหว และจะทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อยากอาเจียน และท้องเสียได้

ไข่ตุ๋นมีรสชาติอ่อนโยนและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยให้กระเพาะของเด็กทั้งสองปรับตัวได้ก่อน หลังจากปรับตัวได้แล้ว การกินหมูสามชั้นที่ค่อนข้างมันสักหน่อยก็จะไม่เป็นปัญหา

"พี่จ๋า มันคือไข่ตุ๋นจริงๆ ด้วย!"

เยว่เยว่ประคองถ้วยใบเล็กด้วยสองมือ ยิ้มแฉ่งจนตาหยี เผยให้เห็นลักยิ้มตื้นๆ ที่มุมปาก

ตอนนั้นเองเจียงถังถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยมีลักยิ้มด้วย แก้มยุ้ยน่าหยิก ดวงตากลมโตเป็นประกาย และลักยิ้มเล็กๆ พวกนี้ โตขึ้นมาคงจะตกหัวใจผู้คนได้นับไม่ถ้วนแน่ๆ

เธอแลบลิ้นสีชมพูเล็กๆ ออกมาเลียไข่ตุ๋น พอโดนลวกนิดหน่อยก็รีบหดลิ้นกลับทันที

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจหยุดยั้งความอยากกินไข่ตุ๋นของเธอได้ เด็กน้อยพองแก้มเป่าฟู่ๆ แล้วตักคำที่สองเข้าปากทันที

ความนุ่มละมุนของเนื้อไข่ รสชาติกลมกล่อมของซีอิ๊ว และความหอมของน้ำมันหมูที่นึ่งแทรกซึมอยู่ภายใน ทั้งสามรสชาติแผ่ซ่านสัมผัสปุ่มรับรส

เยว่เยว่ไม่เข้าใจคำบรรยายที่ซับซ้อนอะไรนัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง และร้องอุทานออกมา "อร่อยจังเลย!"

เธอไม่ได้กินแค่คนเดียว แต่ยังดึงมือเจาเจาแล้วบอกว่า "พี่จ๋า รีบเป่าแล้วกินไข่เร็วเข้า"

เจาเจามองดูเยว่เยว่กินไข่ตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย ท้องของเขาร้องประท้วงมาตั้งนานแล้ว และเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหยิบช้อนขึ้นมาตักกินบ้าง

คำแรก โอ้โห! อร่อยสุดๆ!

คำที่สอง อ้ำ! ก็ยังอร่อยอยู่ดี!

เจาเจาตักกินไปพลาง ลอบมองเจียงถังไปพลาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่จะทำอาหารเป็น แถมยังทำได้อร่อยขนาดนี้ เมื่อก่อนแม่เกลียดการเข้าครัวที่สุดไม่ใช่เหรอ?

แม่... เก่งจังเลย... ความประหลาดใจเล็กๆ และความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเจียงถังล้วนถูกซ่อนเร้นไว้ในดวงตาสีดำขลับของเด็กชาย

พ่อหนุ่มน้อยจอมซึนเดเระปากไม่ตรงกับใจเอ๊ย~

เจียงถังเห็นการแอบมองอย่างระแวดระวังของเจาเจาอยู่ในสายตา เจ้าเด็กแสบเอ๊ย! ไม่ใช่แค่ไข่ตุ๋นของแม่ที่อร่อยนะ หมูสามชั้นน้ำแดงต่างหากที่เป็นทีเด็ด!

เพียงพริบตาเดียว เด็กทั้งสองก็จัดการไข่ตุ๋นจนเกลี้ยง เลียถ้วยใบเล็กแผล็บๆ ด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หนำใจ โดยเฉพาะเยว่เยว่ที่แทบจะฝังหน้าลงไปในชาม ไม่ยอมให้ซอสเหลือทิ้งแม้แต่หยดเดียว ราวกับลูกแมวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เจียงถังก็คีบหมูสามชั้นน้ำแดงใส่ลงในชามเล็กของพวกเขา "กินสิลูก! รีบกินเข้า! หมูสามชั้นนี่อร่อยยิ่งกว่าอีกนะ!"

คราวนี้เจียงถังไม่ได้แค่นั่งมองพวกเขากินอีกต่อไป เธอเองก็เริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นกัน

ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมเติบโตมากับการใช้ชีวิตอันหรูหรา ผิวพรรณขาวผ่องงดงาม บอบบางน่าทะนุถนอม ค่อนข้างเอาแต่ใจ แล้วจะยอมพลาดของอร่อยๆ แบบนี้ไปได้อย่างไร?

เจียงถังไม่เพียงแต่จะต้องเลี้ยงดูเด็กทั้งสองคนให้ดี แต่ยังต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย

เด็กทั้งสองมองดูเจียงถังกินอย่างเอร็ดอร่อย และเผลอผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจดจ่ออยู่กับการกินมื้อนี้อย่างเต็มที่

ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ!

หมูสามชั้นไม่เพียงแต่ปรุงรสด้วยน้ำตาลกรวดเท่านั้น แต่ยังตุ๋นในหม้อเคี่ยวนานถึงยี่สิบนาที เนื้อจึงเปื่อยหนุ่มละลายในปาก ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสเข้มข้น แม้แต่ฟันซี่เล็กๆ ของเจาเจาและเยว่เยว่ก็สามารถเคี้ยวได้อย่างง่ายดาย

"พี่จ๋า! เนื้อนี่อร่อยมากเลย! แม่เก่งจัง ทำเนื้อได้หอมสุดๆ ไปเลย!"

กระเพาะน้อยๆ ของเยว่เยว่ถูกรสมือของเจียงถังตกไปเป็นที่เรียบร้อย หัวใจของเธอที่เอนเอียงไปทางเจียงถังอยู่แล้ว ยิ่งผูกพันมากขึ้นไปอีกเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเจียงถังทีละน้อย ตอนนี้เธอแทบอยากจะตัวติดกับเจียงถังตลอดเวลา

เจาเจาเคี้ยวหมูสามชั้นที่นุ่มละมุนคำแล้วคำเล่า ปากเล็กๆ มันแผล็บ ท่ามกลางสายตาของทั้งเยว่เยว่และเจียงถังที่จ้องมองมา

เขาพยักหน้าและตอบเสียงเบา "อืม เนื้อที่แม่ทำอร่อยมาก"

เจียงถังยิ้มอย่างพึงพอใจ เธอยังสังเกตเห็นใบหูของเจาเจาที่แดงระเรื่อขึ้นมา ช่างเป็นเด็กชายที่น่ารักอะไรอย่างนี้~

อาหารมื้อนี้ ทั้งสามคนกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ แม้แต่ก้นหม้อที่ไหม้เกรียมก็ยังถูกเด็กทั้งสองขูดกินจนสะอาดเอี่ยม

ถ้าเจียงถังไม่ห้ามไว้ พวกเขาคงจะเลียหม้อ เลียชาม และเลียทัพพีจนเกลี้ยงถึงจะพอใจ

พอกินอิ่มและลงมาจากเก้าอี้ ยืนเอามือเท้าเอว พวกเขาก็รู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย

ก้มลงมองพุงกะทิน้อยๆ ที่ป่องยื่นออกมา มันช่าง~ ใหญ่~ เหลือเกิน

เยว่เยว่ตบพุงป่องๆ ของตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนจะเอียงคอมองพุงของเจาเจา

เธอหัวเราะคิกคัก "พี่จ๋า พุงเราเหมือนกันเลย กลมป๊อกแถมยังตึงเปรี๊ยะเลย"

เจาเจาหน้าแดงด้วยความเขินอาย เขาไม่คิดว่าจะกินเข้าไปเยอะขนาดนี้ อิ่มจังเลย อิ่มตื้อไปหมดแล้ว~

การที่ไม่ต้องทนหิว นี่มันรู้สึกดีจริงๆ เลย

จบบทที่ บทที่ 6: ถ้าเรื่องกินยังไม่กระตือรือร้น สมองก็คงมีปัญหาแล้วล่ะ

คัดลอกลิงก์แล้ว