- หน้าแรก
- ชายผู้ไร้เทียมทาน ตำนานเริ่มที่ร้านแผงลอย
- บทที่ 4: คืนเดียวแปดพันแปด
บทที่ 4: คืนเดียวแปดพันแปด
บทที่ 4: คืนเดียวแปดพันแปด
บทที่ 4: คืนเดียวแปดพันแปด
หลังจากที่จ้าวเหยียนจากไป ชายร่างล่ำก็กลอกตาไปมาก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น "ใครที่ยังไม่ได้กิน แวะมากินเส้นหมี่ผัดร้านผมได้นะครับ! รสชาติอร่อยเด็ดสุดยอด!"
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ช่างแสนทรมานสำหรับเขาเหลือเกิน
ทุกคนยอมต่อคิวรอดีกว่าที่จะมาแวะกินเส้นหมี่ผัดที่แผงของเขา
เส้นหมี่ผัดมันไม่อร่อยตรงไหนกัน?
"ทุกคนอย่าไปนะ หมอนี่มีเรื่องขัดแย้งกับเถ้าแก่น้อยที่ขายข้าวผัด ขืนเถ้าแก่น้อยรู้เข้าแล้วเลิกขายข้าวผัดให้พวกเราล่ะก็ จบเห่แน่"
"ใช่ๆ เราไปหาอย่างอื่นกินกันเถอะ"
"ชิ คนดีๆ ที่ไหนเขากินเส้นหมี่ผัดกันล่ะ?"
บรรดาลูกค้าที่กำลังคิดจะไปซื้อเส้นหมี่ผัดชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
จริงด้วย พวกเขาล้วนเป็นคนดีมีระดับกันทั้งนั้น
"..."
บัดซบเอ๊ย!
เมื่อมองดูฝูงชนที่กำลังแยกย้ายกันไป ใบหน้าของชายร่างล่ำก็เขียวคล้ำด้วยความโกรธ แฟนคลับสมองกลวงคนไหนมันพูดจาไร้สาระวะเนี่ย!
ก็แค่ข้าวผัดจานเดียวไม่ใช่หรือไง? อวยกันเวอร์วังอย่างกับเป็นยาอายุวัฒนะจากสวรรค์ก็ไม่ปาน
หลังจากรอต่อไปอีกพักใหญ่และเห็นว่าวันนี้คงขายไม่ออกแน่แล้ว ชายร่างล่ำจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเก็บของกลับบ้าน
เมียของเขาอยู่บ้านคนเดียว ธุรกิจพังไม่ว่า แต่สนามรักจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
ตัดภาพมาที่บ้าน หลังจากจ้าวเหยียนอาบน้ำเสร็จ...
เขาก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนเตียงและเริ่มคำนวณรายได้ของวันนี้
ข้าวผัดไข่หนึ่งร้อยจานขายหมดเกลี้ยง จานละ 88 หยวน รายรับรวมก็คือแปดพันแปดร้อยหยวน!
หลังจากหักลบต้นทุนต่างๆ แล้ว กำไรสุทธิยังไม่ต่ำกว่าแปดพันหยวนด้วยซ้ำ ถือเป็นอัตรากำไรที่สูงลิ่วจนน่าตกใจ
น่าเสียดายที่มันเหน็ดเหนื่อยเกินไป ซึ่งนี่ไม่ใช่ชีวิตในแบบที่เขาต้องการเลย
เขาเปิดระบบขึ้นมาดู ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
คะแนนประเมินโดยรวมเปลี่ยนจาก 0 เป็น 10... เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสี่ทุ่มกว่า
หยางซือหมิงที่ยังคงรู้สึกค้างคากับความอร่อย ได้เปิดกลุ่มแชทที่ชื่อว่า 'กลุ่มแลกเปลี่ยนพลพรรคนักกิน' ขึ้นมาแล้วส่งข้อความลงไป
"วันนี้ฉันไปเจอข้าวผัดไข่ที่ตลาดนัดกลางคืนมา อร่อยเหาะไปเลยพวกนาย! ฉันซัดรวดเดียวสองชามเลยนะ!"
"จริงดิ? ข้าวผัดไข่มันจะไปอร่อยเลิศเลอขนาดไหนเชียว?"
"นั่นสิ เฒ่าหยาง นายไม่ได้กินเงินใต้โต๊ะมาช่วยโปรโมทร้านใช่ไหมเนี่ย?"
"..."
บรรดานักกินในกลุ่มต่างแสดงความเคลือบแคลงสงสัย ก็แน่ล่ะ แต่ละคนเป็นพวกลิ้นเทพช่างเลือกกันทั้งนั้น
พวกเขาไม่คิดว่าข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ จะอร่อยล้ำหน้าไปได้ขนาดนั้น
เมื่อเห็นข้อความตอบกลับและพบว่าไม่มีใครเชื่อเขาสักคน หยางซือหมิงก็เริ่มร้อนรน
"เรื่องจริงนะเว้ย! พวกนายไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นคนกินยากขนาดไหน? ถ้าไม่เชื่อ พรุ่งนี้มารวมตัวกันที่จุดนัดพบเก่าแต่หัววันเลย เดี๋ยวฉันจะพาไปชิม! ถ้าไม่อร่อย ฉันจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารที่หอจูหยวนทุกคนเอง!"
หอจูหยวนเป็นภัตตาคารอาหารแบบส่วนตัว อาหารทุกจานในนั้นล้วนเป็นที่โปรดปรานของบรรดานักชิมตัวยง
ทว่าราคาของมันก็แพงหูฉี่ตามไปด้วยเช่นกัน
"เชี่ย หอจูหยวนเลยเหรอ?"
"เล่นใหญ่แบบนี้ รอพวกเราได้เลย พรุ่งนี้เจอกันที่เดิม"
"เพื่อจะได้ลิ้มรสอาหารที่หอจูหยวนอีกครั้ง ต่อให้ข้าวผัดไข่พรุ่งนี้จะรสชาติหมาไม่แดก ฉันก็จะไป!"
เห็นได้ชัดว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนรู้จักหอจูหยวนเป็นอย่างดี พวกเขาจึงเริ่มรัวข้อความด้วยความตื่นเต้นทันที
หึๆ หอจูหยวนงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!
หยางซือหมิงขยับแว่นตา ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีวี่แววของความเจ็บปวดที่จะต้องเสียเงินก้อนโตเลยสักนิด
นั่นก็เพราะเขามีความมั่นใจในข้าวผัดไข่ของร้านนั้นอย่างเต็มเปี่ยม...
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากจ้าวเหยียนตื่นนอนและล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เขาก็ไปซื้อวัตถุดิบและลงมือทำเครื่องเคียงสองสามอย่างแบบสบายๆ
อาหารที่ปรุงรสด้วยทักษะทำอาหารระดับเทพนั้นสมบูรณ์แบบทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติ
จ้าวเหยียนรู้สึกว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงไม่อาจกลืนอาหารที่เชฟข้างนอกทำได้ลงคออีกแน่
รัตติกาลมาเยือน
ถึงเวลาตั้งแผงอีกครั้ง คราวนี้จ้าวเหยียนยังคงเตรียมข้าวผัดไข่มาหนึ่งร้อยที่เช่นเดิม
แม้จะมีคนมาซื้อเยอะ แต่เขาก็ยังไม่เตรียมวัตถุดิบไปมากเกินไปเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเหนื่อยจนเกินรับไหว
"ลุงครับ ลุงก็มาต่อคิวกินข้าวผัดเหมือนกันเหรอ?"
"กินข้าวผัดอะไรกัน?"
"อ้าว? ถ้าไม่ได้มากินข้าวผัด แล้วลุงมาต่อคิวทำไมล่ะครับ?"
"หา? แถวนี้เขาต่อคิวรอซื้อข้าวผัดกันหมดเลยเรอะ? ลุงก็นึกว่ามีจัดกิจกรรมแจกของอะไรซะอีก เลยรีบมาเนียนต่อคิวด้วยคน"
"..."
เมื่อจ้าวเหยียนมาถึงแผงลอย ก็มีคนมายืนรอต่อคิวอยู่กว่ายี่สิบคนแล้ว ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีหยางซือหมิงและสมาชิกในกลุ่มของเขาอยู่ด้วย
"เถ้าแก่น้อย ในที่สุดคุณก็มาสักที"
หยางซือหมิงยืนอยู่หัวแถว ไม่รู้ว่ามารอตั้งแต่เมื่อไหร่
"ผมก็มาค่อนข้างไวแล้วนะครัง ดูสิ หลายๆ ร้านยังไม่ได้ตั้งแผงเลยด้วยซ้ำ" จ้าวเหยียนพูดพลางชี้ไปยังแผงลอยร้านอื่นๆ
"ฮี่ๆ ผมเอาข้าวผัดไข่สามชาม!" หยางซือหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ชูสามนิ้วขึ้นมาทันที
ลูกค้าที่ต่อคิวอยู่ด้านหลังรู้สึกไม่พอใจและเริ่มประท้วง "คุณจะกินคนเดียวเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? ถ้าเกิดมันหมดขึ้นมาแล้วพวกเราต้องมาต่อคิวเก้อจะทำยังไง?"
"ใช่! เถ้าแก่ คุณจะยอมให้เขาทำแบบนั้นไม่ได้นะ"
"..."
จ้าวเหยียนยักไหล่อย่างจนใจ "ขอโทษด้วยนะครับ วันนี้จำกัดสิทธิ์ซื้อได้แค่คนละหนึ่งจานเท่านั้น"
"งั้นก็เอาแค่นั้นแหละ" หยางซือหมิงถึงกับพูดไม่ออก
ทำไมเขาถึงได้กินน้อยกว่าเมื่อวานไปหนึ่งจานล่ะเนี่ย!
จ้าวเหยียนหยิบวัตถุดิบทั้งหมดออกมาตามลำดับ และควงมีดโชว์ลีลาอย่างชำนาญ
จากนั้นมีดในมือเขาก็ขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา และจัดการหั่นเตรียมวัตถุดิบเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
ทักษะการใช้มีดที่มาพร้อมกับทักษะทำอาหารระดับเทพย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
บรรดาลูกค้าที่ต่อคิวอยู่ด้านหลังต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทึ่งเมื่อได้เห็นฝีมือการใช้มีดระดับนั้น
ไม่นานนัก ข้าวผัดกระทะแรกก็เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งตักแบ่งได้พอดีสี่ชาม
หยางซือหมิงรีบส่งสัญญาณให้สมาชิกในกลุ่มที่อยู่ด้านหลังมารับไป จากนั้นพวกเขาก็ไปนั่งสวาปามกันที่โต๊ะใกล้ๆ
"เชี่ย เฒ่าหยางไม่ได้โกหกนี่หว่า"
"โคตรอร่อยเลยว่ะ นี่มันคือข้าวผัดไข่จริงๆ เหรอเนี่ย?"
"..."
หยางซือหมิงรู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ พวกนี้นี่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเอาซะเลย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้าระลอกแรกก็ผ่านพ้นไป
จ้าวเหยียนได้มีช่วงเวลาว่างเว้นพักผ่อนที่หาได้ยากยิ่ง
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงอุทานของหญิงสาวดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ "จ้าวเหยียน? นายมาเปิดแผงขายของอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?"
จางเหมี่ยวเหมี่ยวมองชายหนุ่มรูปหล่อตรงหน้า แววตาของเธอฉายความดูถูกและความโล่งใจพาดผ่าน
โชคดีจริงๆ ที่เธอตัดสินใจเลือกถูกคน
จ้าวเหยียนเงยหน้าขึ้นและเห็นหญิงสาวแต่งกายหรูหรา แต่งหน้าทาปากอย่างประณีต กำลังควงแขนชายคนหนึ่งพลางจ้องมองมาที่เขา
"จางเหมี่ยวเหมี่ยว?"
เขาขมวดคิ้ว พลางขุดค้นความทรงจำที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้
ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมหาวิทยาลัย เจ้าของร่างเดิมตามจีบจางเหมี่ยวเหมี่ยวมาหลายปี แต่สถานะของทั้งคู่ก็วนเวียนอยู่แค่ 'มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน' มาโดยตลอด
เขาเคยคิดว่าขอเพียงพยายามอีกนิด ในที่สุดเขาก็จะสามารถพิชิตใจเธอได้
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า หลังจากที่จางเหมี่ยวเหมี่ยวไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่งได้ไม่นาน เธอก็ตัดสินใจคบหาดูใจกับผู้จัดการที่ชื่อหลี่เหวินเซียงอย่างไม่ลังเล
เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้เจ้าของร่างเดิมอย่างหนัก
ดังนั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองและเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นทั้งสองคนมาแสดงความรักกระหนุงกระหนิงต่อหน้า เขาจึงตัดสินใจมาตั้งแผงขายของ...
บัดซบเอ๊ย ไอ้คนคลั่งรักน่าสมเพช! โดนเขาหลอกปั่นหัวเป็นปลาในบ่อแท้ๆ!
จ้าวเหยียนสบถด่าในใจ สีหน้าดูตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
ในชีวิตก่อน มีแต่คนอื่นที่มาตามตื้อตามคลั่งรักเขา แต่เจ้าของร่างเดิมที่มีหน้าตาเหมือนเขาราวกับแกะคนนี้ กลับมีชีวิตที่บัดซบและน่าเวทนาซะเหลือเกิน!
"จ้าวเหยียน ฉันไม่คิดเลยนะว่าหลังจากที่นายออกจากบริษัทไป นายจะตกต่ำถึงขั้นนี้" หลี่เหวินเซียงโอบเอวคอดกิ่วของจางเหมี่ยวเหมี่ยว น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความลำพองใจภายใต้ท่าทีแสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจ
หน้าตาหล่อเหลาแล้วมันมีประโยชน์อะไร?
สุดท้ายก็โดนแย่งผู้หญิงไปอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?
"ไม่ใช่เรื่องของนาย" น้ำเสียงของจ้าวเหยียนเย็นชา ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำให้มากความ
"จ้าวเหยียน นายพูดแบบนั้นได้ยังไง? เหวินเซียงของเราแค่เป็นห่วงนายนะ" จางเหมี่ยวเหมี่ยวเอ่ยปากเข้าข้างชายคนรัก
"เหมี่ยวเหมี่ยว เขาอาจจะมีความจำเป็นของเขาก็ได้น่า จ้าวเหยียน เห็นแก่ที่นายต้องมาตั้งแผงขายของอย่างยากลำบาก ฉันจะช่วยอุดหนุนก็แล้วกัน ข้าวผัดของนายนี่ราคา 10... 88 หยวน???"
เดิมทีหลี่เหวินเซียงคิดว่ามันคงราคาแค่สิบหยวน เขาเลยกะจะซื้อสักสองจาน กินแค่คำเดียวแล้วโยนทิ้งโชว์ความรวย
ใครจะไปรู้ว่ามันราคาตั้งจานละ 88 หยวน!