เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 นางเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บทที่ 47 นางเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บทที่ 47 นางเป็นฝ่ายเริ่มก่อน


“…ขออภัย”

แพขนตาของเสิ่นถิงอวี้สั่นไหว เขาหลุบตาลงอย่างรวดเร็ว

สีหน้าที่เก้อเขิน ทำเอาชุยลิ่งเหยารู้สึกปวดหัวนิดๆ

นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นเท้าคาง เอ่ยถามคนฝั่งตรงข้าม

“ท่านรู้สึกเขินจริงๆ หรือจงใจแกล้งทำกันแน่เจ้าคะ”

คำถามนั้นตรงไปตรงมาเสียจนไม่เหมือนคำถามที่สตรีในห้องหอหลุดปากถามออกมาสักนิด

เสิ่นถิงอวี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ดวงตาที่หลุบต่ำช้อนขึ้นมองหน้านาง นิ่งเงียบและไม่เอ่ยสิ่งใด

ใบหน้าอันหล่อเหลาของคนผู้นี้ช่าง…

ชุยลิ่งเหยาหัวใจเต้นตึกตัก!

นางเบือนหน้าหนี กะจะพูดอะไรเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แต่กลับได้ยินคนตรงหน้าเอ่ยเสียงเบาว่า

“ข้าแทบไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีใดมาก่อน... รู้สึกขัดเขินจริงๆ นั่นแหละ”

“……” ชุยลิ่งเหยามองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“เจ้าไม่เชื่อหรือ?”

เสิ่นถิงอวี้ปรับสีหน้าให้เป็นจริงจัง เอ่ยหนักแน่นว่า

“ข้าไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีคนใดเหมือนที่ทำกับเจ้ามาก่อนเลย”

และการกระทำที่เรียกว่าใกล้ชิดที่สุดระหว่างพวกเขา เป็นแค่เพียงการจับมือประคองกันเท่านั้น

“ถ้าข้าจำไม่ผิด ท่านอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วนะเจ้าคะ” ชุยลิ่งเหยาประหลาดใจอยู่บ้าง

ยี่สิบเอ็ด… ไม่ใช่สิบเอ็ด…

อายุเท่านี้ อย่าว่าแต่คุณชายตระกูลใหญ่ในยุคโบราณ ต่อให้เป็นบุรุษในโลกยุคปัจจุบัน ก็คงเริ่มมีความรักกันไปหมดแล้ว

ยิ่งในยุคนี้ ที่คุณชายทั้งหลายมักจะมีสาวใช้คอยปรนนิบัติปรนเปรอตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก… มันจะเป็นไปได้จริงหรือ?

ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แม้จะไม่เคยเห็นญาติผู้พี่คนนี้ไปยุ่งเกี่ยวทำตัวเจ้าชู้เสเพลที่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เคยผ่านผู้หญิงคนใดมาก่อนเลย

ชนชั้นสูงที่มีอำนาจในยุคศักดินา ไม่จำเป็นต้องอดกลั้นเรื่องพรรค์นี้ ผู้ชายอยากจะปลดปล่อยความใคร่ ย่อมมีช่องทางและวิธีการมากมายก่ายกอง

เสิ่นถิงอวี้ฟังความหมายแฝงในคำพูดของนางออก คราวนี้เขารู้สึกขัดเขินขึ้นมาจริงๆ แล้ว

มีสตรีบ้านไหนที่ใจกล้าถึงขั้นมาถกประเด็นพรรค์นี้กับบุรุษกัน

หลังใบหูของเขาร้อนผ่าว นิ้วมือที่กำถ้วยชาเคลือบกระชับแน่นขึ้น แต่ก็ยังคงเอ่ยอธิบายอย่างจริงจัง

“ไม่เคยแตะต้องก็คือไม่เคยแตะต้อง ข้าไม่หลอกลวงเจ้าหรอก”

นี่มันรุกหนักแบบตรงไปตรงมาชัดๆ

ชุยลิ่งเหยากะพริบตาปริบๆ ไม่ยอมอ้าปากพูดอะไรอีก

แต่เสิ่นถิงอวี้กลับไม่ยอมปล่อยนางไป เอ่ยถามจี้จุด

“เจ้าเชื่อข้าหรือไม่?”

“……”

ชุยลิ่งเหยาจึงส่งเสียงอืมตอบรับในลำคอ

นัยน์ตาของเสิ่นถิงอวี้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาเมื่อครู่

“จ้าวสื้อเจี๋ยเป็นคนของเซี่ยจิ้นไป๋ การที่จวนของเขาส่งเทียบเชิญจัดงานเลี้ยงแก้เคล็ดกระทันหัน เบื้องหลังอาจจะเป็นคำสั่งของเซี่ยจิ้นไป๋ก็เป็นได้”

ได้ยินดังนั้น ชุยลิ่งเหยาก็เบิกตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“จ้าวสื้อเจี๋ยเป็นคนของเซี่ยจิ้นไป๋หรือเจ้าคะ?”

นางรู้เพียงว่าจ้าวสื้อเจี๋ยสอบเคอจวี่เข้ารับราชการสายบุ๋น, ส่วนเซี่ยจิ้นไป๋กุมอำนาจทางทหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นขุนนางสายบู๊

จ้าวสื้อเจี๋ยเป็นถึงซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงอันทรงเกียรติ ไม่ใช่บัณฑิตยากไร้ที่ไม่มีรากฐานตระกูลหนุนหลังเสียหน่อย เหตุใดถึงกลายเป็นคนของเขาได้ล่ะ?

เสิ่นถิงอวี้เอ่ยอธิบายให้นางฟังอย่างละเอียด…

ในช่วงสามปีมานี้ ราชสำนักต้าเยว่เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ฮ่องเต้ชราพระวรกายทรุดโทรมลงทุกวัน การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในบรรดาองค์ชายที่โตแล้วทั้งสี่พระองค์ เซี่ยจิ้นไป๋เป็นองค์ชายลำดับที่สี่ ซึ่งอายุน้อยที่สุด…

แต่เขาเป็นโอรสสายตรงที่ประสูติจากฮองเฮา

เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็ทำให้เขามีความชอบธรรมมากกว่าพระเชษฐาทั้งสามองค์แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น… เขายังสร้างผลงานทางการทหาร ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องตั้งแต่ยังหนุ่ม ยิ่งทำให้เขานำหน้าคนอื่นไปไกลลิบ

การสร้างความดีความชอบในการสนับสนุนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เป็นสิ่งที่ขุนนางล้วนยากจะได้มันมาสักครั้งในชีวิต

การเลือกข้างแต่เนิ่นๆ แม้จะมีความเสี่ยง… แต่การเลือกยืนข้างเซี่ยจิ้นไป๋นั้น ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่สูงนัก

หากต้องการแสดงความจงรักภักดีต่อว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็นคนแรกๆ ยิ่งสวามิภักดิ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

ทำให้ขุมกำลังภายใต้อำนาจของเขา แตกต่างจากในอดีตไปมากโข…

ทว่าจวนจ้าวกั๋วกงสืบทอดบรรดาศักดิ์มาหลายชั่วอายุคน ไม่มีความจำเป็นต้องไปรับความเสี่ยงเพื่อแย่งชิงความดีความชอบในการสนับสนุนองค์รัชทายาทเลยสักนิด

“เฉินซื่อป่วยหนัก ไม่เพียงแต่รบกวนหมอหลวงในราชสำนักเท่านั้น… แม้แต่หัวหน้าสำนักหมอหลวง ก็ยังถูกตระกูลจ้าวเรียกตัวไปดูอาการได้ทุกเมื่อ”

“ซ้ำยังมีการติดประกาศหลวงถึงสามฉบับ เพื่อเสาะหาหมอเทวดาทั่วหล้ามาทำการรักษาให้นาง เบื้องหลังเรื่องพวกนี้… ล้วนอาศัยบารมีของเซี่ยจิ้นไป๋ทั้งสิ้น”

ดังนั้นจ้าวสื้อเจี๋ยจึงเป็นคนของเซี่ยจิ้นไป๋ไปโดยปริยาย แต่ก็มิได้หมายความรวมถึงจวนจ้าวกั๋วกงทั้งหมด

เพื่อตามหาหมอเทวดามาช่วยชีวิตภรรยาแล้ว จ้าวสื้อเจี๋ยถึงกับยอมเลือกเส้นทางที่ขัดแย้งกับจุดยืนทางการเมืองของตระกูลตนเอง

เขาไม่ได้เลือกที่จะวางตัวเป็นกลาง แต่กลับเลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อเซี่ยจิ้นไป๋ทันที

นี่ต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผู้คนทั่วทั้งราชสำนักและราษฎร ต่างพากันยกย่องว่าเขารักและผูกพันกับภรรยาเอกอย่างลึกซึ้ง

พอได้ฟังมาถึงตรงนี้…

ชุยลิ่งเหยาถึงค่อยรู้สึกว่า นี่สิถึงจะสมกับภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มที่คอยทะนุถนอมเอาใจใส่คู่หมั้นในความทรงจำของนาง

แต่นางก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี…

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงตัดสินใจจะรับน้องเมียเข้ามาเป็นฮูหยินสืบห้อง ในขณะที่ภรรยาของตนกำลังป่วยหนักอยู่?”

เบื้องลึกเบื้องหลังที่แน่ชัดภายในจวนของผู้อื่น เสิ่นถิงอวี้ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้

เขาจึงได้แต่คาดเดา…

“อาจจะเป็นเพราะเห็นแก่ลูกทั้งสองคนกระมัง”

ชุยลิ่งเหยาแค่นเสียงหยันในลำคอ ทำเอาแผ่นหลังของเสิ่นถิงอวี้แข็งทื่อขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“ข้าจะไม่มีวันทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด” เขารีบกระซิบเสียงเบา

ชุยลิ่งเหยา “……”

เมื่อเผชิญกับใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนโยนนั้น จู่ๆ นางก็เกิดความรู้สึกอยากจะระบายออกมาอย่างเต็มที่ จึงเปิดฉากเล่าเรื่องราวทันที

“ข้ารู้จักกับเฉินหมิ่นโหรวตอนอายุสิบขวบ ตอนนั้นนางก็หมั้นหมายกับจ้าวสื้อเจี๋ยแล้ว…”

“พวกเขาสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ท่านรู้ไหมว่าพวกเขารักกันมากแค่ไหน?”

ไม่รอให้เขาตอบ ชุยลิ่งเหยาก็พูดเล่าต่อ

“ปลายปีตอนที่อายุสิบห้า เมืองหลวงเกิดโรคไข้ทรพิษระบาด… เฉินหมิ่นโหรวกับข้าต่างก็ติดโรคนี้”

“นางมีทั้งพี่ชาย น้องชาย และน้องสาวสายตรงที่เพิ่งจะอายุไม่กี่ขวบ, มารดาของนางจึงปลีกตัวมาดูแลนางมิได้ และยิ่งไม่อาจเก็บนางไว้ในจวนที่เมืองหลวงด้วย…”

“เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกคนอื่นๆ ติดโรคร้าย… จึงทำได้เพียงส่งบ่าวไพร่ไม่กี่คน ให้นางไปรักษาตัวที่เรือนพักตากอากาศแถบชานเมือง”

“จ้าวสื้อเจี๋ยที่รู้ข่าว เขารีบฝ่าหิมะที่ตกหนักไปหานางที่ชานเมืองโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาคอยเฝ้าไข้ดูแลนางโดยไม่ยอมพักผ่อนตลอดสิบห้าวันเต็ม จนกระทั่งนางหายดี…”

“ต่อมาเฉินหมิ่นโหรวเล่าให้ข้าฟังว่า… นางเกือบจะตายไปแล้ว แต่เพราะได้ยินเสียงร้องไห้โฮของจ้าวสื้อเจี๋ย นางพลันรู้สึกสงสารเขาจับใจ จึงรีบฟื้นคืนสติขึ้นมา”

ความรักที่ลึกซึ้งมั่นคงถึงเพียงนี้ แต่จ้าวสื้อเจี๋ยกลับหาคนที่จะมาเป็นฮูหยินสืบห้อง ในขณะที่ภรรยาของตนกำลังป่วยหนักใกล้ตาย

ซ้ำคนผู้นั้น… ยังเป็นน้องเมียที่เขาเห็นมาตั้งแต่เป็นเด็กอีกด้วย

ชุยลิ่งเหยาไม่เพียงแต่รู้สึกสะอิดสะเอียน แต่นางยังรู้สึกหวาดกลัว

ใจคนเราช่างแปรเปลี่ยนได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ…

นางพูดระบายไปตั้งมากมาย เสิ่นถิงอวี้ก็ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ

เมื่อนางเล่าจบ ประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมากลับเป็น…

“หากเจ้าก็เป็นไข้ทรพิษ… แล้วตอนนั้นใครคอยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าหรือ?”

นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะอยากรู้เรื่องนี้ ชุยลิ่งเหยาตอบเจือรอยยิ้มบางๆ

“ข้ารักษาตัวอยู่ในจวน ท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายต่างก็แวะเวียนมาหาอยู่บ่อยๆ แล้วก็มี...”

แล้วก็มีเซี่ยจิ้นไป๋…

ตอนนั้น [ค่าความรัก] ของเขาอยู่ที่ห้าสิบ พอรู้ข่าวว่านางติดเชื้อไข้ทรพิษ เขาก็บุกมาเยี่ยมไข้ถึงจวน

ทว่าเขาที่เป็นบุรุษนอกครอบครัว การจะคิดบุกเข้าไปในห้องนอนของนางต่อหน้าพ่อแม่และพี่ชาย นับเป็นเรื่องที่เพ้อฝันอย่างยิ่ง

เขาจึงทำได้เพียงอาศัยช่วงเวลากลางคืนหลบเลี่ยงหูตาผู้คน ลอบปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องนางอย่างลับๆ

ในตอนนั้นเขายังไม่ได้หน้าหนาและบ้ากามเหมือนตอนนี้ เซี่ยจิ้นไป๋จึงไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินนาง ทำเพียงนั่งเงียบๆ อยู่ข้างเตียง คอยเช็ดเหงื่อให้เป็นระยะ

หลายต่อหลายครั้ง… ที่นางปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือเพราะพิษไข้ ก็มักจะสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นของเขา

เมื่อเห็นนางตื่น เขาก็จะคอยเอ่ยปลอบโยน…

และเพื่อให้นางหายป่วยไวๆ เขายังอุตส่าห์ดั้นด้นเอาของเล่นของกินมากมายมาหลอกล่อ

ชุยลิ่งเหยาที่กำลังป่วยหนัก ยังคงจดจำภารกิจพิชิตใจของตนเองได้ดี นางจึงรีบไล่ให้เขากลับไป เพื่อไม่ให้ติดโรคร้ายจากนาง

แต่พอรู้ความจริงว่าตอนเด็กๆ เขาเคยออกฝีมาแล้ว นางถึงได้กล้าออดอ้อน ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเขาอย่างเต็มที่

จูบแรกระหว่างพวกเขา ก็เป็นนางที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนในช่วงนั้น

นางกำลังป่วยและร่างกายอ่อนแอ… ต่อให้เขาถูกนางรุกเร้าจนไฟราคะลุกโชน เซี่ยจิ้นไป๋ก็คงไม่กล้าทำอะไรนางแน่

แต่กลับกลายเป็นว่านางกังวลจนเกินเหตุ…

เพราะเขาได้แต่นั่งตัวแข็งเป็นหิน ปล่อยให้นางจูบซุกไซ้ตามใจชอบอยู่นานสองนาน

จบบทที่ บทที่ 47 นางเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว