- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 46 ล่วงเกิน
บทที่ 46 ล่วงเกิน
บทที่ 46 ล่วงเกิน
เมื่อเดินออกมาจาก ‘เรือนเสากวง’ ดวงอาทิตย์ก็ลอยเด่นขึ้นสู่กลางศีรษะ ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี
ประโยคแรกที่เสิ่นถิงอวี้หันมาเอ่ยถามก็คือ
“ตกใจหรือเปล่า?”
“……” ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้าเบาๆ
“ท่านแม่เพียงแค่รับไม่ได้ในทันที นางมิใช่คนเผด็จการไร้เหตุผล ไม่ช้าก็เร็วต้องคิดตกได้แน่”
เสิ่นถิงอวี้อธิบาย ก่อนจะเอ่ยถามอีก
“เจ้ารู้สึกว่า… ข้าทำตัวไม่เคารพผู้อาวุโสหรือไม่?”
คำถามนี้มันช่าง...
ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปากมองเขา
“ท่านอยากให้ข้าตอบว่าอย่างไรล่ะเจ้าคะ?”
หากนางตอบว่าไม่รู้สึก นางก็คงกลายเป็นพวกยุแยงตะแคงรั่ว ที่ชอบเห็นแม่ลูกเขาทะเลาะกัน
แต่หากตอบว่ารู้สึก ก็ดูจะเป็นคนเนรคุณไม่รู้ดีชั่วเอาเสียเลย... ในเมื่อทุกสิ่งที่เขาทำลงไป ก็เพื่อออกหน้าปกป้องนางทั้งนั้น
เสิ่นถิงอวี้เห็นดังนั้น นัยน์ตาก็เป็นประกายวูบไหว น้ำเสียงเจือรอยยิ้มเอ็นดู
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องตอบ”
เขาเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรู้จังหวะ
“เจ้าหิวหรือยัง?”
ย่อมต้องหิวอยู่แล้ว… มาตั้งแต่เช้าตรู่ แถมเมื่อครู่สองแม่ลูกยังมาเปิดศึกทะเลาะกันอีก
แม้นางจะไม่ได้เข้าไปร่วมวงเจรจาด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะไปยืนดูสบายๆ ได้ …ต้องยืนรับแรงกดดัน และทนฟังมาโดยตลอด สำหรับร่างกายที่อ่อนแอนี้ ถือว่าผลาญพลังงานไปมากทีเดียว
เสิ่นถิงอวี้เงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า
“อยู่ทานข้าวด้วยกันสักมื้อดีหรือไม่?”
ราวกับกลัวว่านางจะเอ่ยปากปฏิเสธ สิ้นเสียงปุ๊บ เขาก็รีบพูดดักคอต่อทันที
“ข้ามีเรื่องธุระจะคุยกับเจ้าด้วย”
ชุยลิ่งเหยาพยักหน้ารับ
ถึงขั้นจะตกลงปลงใจแต่งงานกันหลอกๆ อยู่แล้ว แค่กินข้าวด้วยกันสักมื้อ… จะนับเป็นอะไรได้
เดิมทีนางคิดว่าจะไปกินที่ห้องหนังสือของเขาในเรือนส่วนหน้า แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะพานางเดินลึกเข้าไปที่เรือนพักส่วนตัว
หน้าประตูเรือนมีต้นไผ่ม่วงปลูกเรียงราย ให้ร่มเงาเย็นสบายท่ามกลางความร้อนระอุของฤดูร้อน
ชุยลิ่งเหยาก้าวเท้าเข้าไปในเรือน ที่แม้แต่เจ้าของร่างเดิมก็มิเคยได้เหยียบย่าง
ภายในเรือนกว้างขวาง ปลูกไผ่ม่วงไว้เยอะกว่าด้านนอกเสียอีก บรรยากาศทั้งเงียบสงบและร่มรื่น
เสิ่นถิงอวี้สั่งการบ่าวไพร่ให้ไปเตรียมอาหารเสร็จ ก็หันมาพานางเดินชม และแนะนำสถานที่รอบๆ
“ด้านหลังเรือนมีหอคอยอยู่หลังหนึ่ง ช่วงฤดูร้อนข้ามักจะไปนั่งพักผ่อนรับลม ให้ตั้งโต๊ะอาหารกลางวันที่นั่นดีหรือไม่?”
ชุยลิ่งเหยาไม่มีข้อโต้แย้ง
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปทางหลังเรือน… ไม่นานนัก หอคอยไม้สามชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ตัวอาคารสลักเสลาลวดลายงดงามวิจิตร ตั้งตระหง่านโดดเด่นท่ามกลางแมกไม้
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสอง บนโต๊ะอาหารในห้องโถงเล็ก มีอาหารเลิศรสจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว
ชุยลิ่งเหยาล้างมือแล้วนั่งลง ทั้งสองเริ่มจับตะเกียบรับประทานอาหาร
กฎระเบียบและมารยาทบนโต๊ะอาหารของนางนั้น เป็นฉบับที่ถูกฝึกฝนเคี่ยวเข็ญมาจากในวังหลวงของแท้…
ตลอดสามปีที่แต่งงานกับเซี่ยจิ้นไป๋ นางได้ออกงานเลี้ยงในวังมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกท่วงท่าการขยับตัวคีบอาหารจึงสง่างามและเป็นธรรมชาติไร้ที่ติ
ทว่านี่เป็นการกินข้าวด้วยกันตามลำพังครั้งแรก... เสิ่นถิงอวี้กลับเผลอคีบกับข้าวใส่ชามให้หญิงสาวข้างกายโดยไม่รู้ตัว
ชั่ววินาทีที่หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิชิ้นนั้นตกลงในชาม ทั้งสองคนต่างก็ชะงักงันไปพร้อมกัน
ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ สบเข้ากับดวงตาที่กำลังเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกของเขา
“ท่าน...” นางกะพริบตาเบาๆ
เสิ่นถิงอวี้เม้มมุมปาก น้ำเสียงฝืดเฝื่อน
“เจ้าไม่ชอบอาหารพวกนี้หรือ? เช่นนั้นบอกข้ามาว่าเจ้าชอบกินอะไร รอให้เราแต่งงานกันแล้ว... ข้าจะสั่งให้คนครัวจัดเตรียมอาหารตามรสชาติที่เจ้าชอบ”
“……”
เมื่อมองเห็นความปีติยินดีและความคาดหวังที่เปล่งประกายในดวงตาของเขา ชั่วขณะหนึ่ง... ชุยลิ่งเหยาก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเอง
สิ่งที่เรียกว่า ‘แผนการรับมือเฉพาะหน้า’ นี้ มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและยุติธรรมต่อเขาจริงๆ หรือ?
ต้องการที่จะ ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ของนางนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อนาง… ดูไปแล้วก็มีความลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย
ลึกซึ้งเสียจนแทบจะเอ่อล้นออกมาจากแววตา
สายตาที่เปี่ยมรักเช่นนี้ ทำให้ชุยลิ่งเหยารู้สึกใจสั่น เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยายขึ้นมาในอก
ทั้งตื่นตระหนก ทำตัวไม่ถูก และรู้สึกผิดบาปที่ตนเองไม่อาจตอบรับความรู้สึกอันบริสุทธิ์นั้นได้
นางเบือนหน้าหนี เอ่ยปากอย่างยากลำบาก
“ท่านไม่จำเป็นต้องทำดีกับข้าถึงขนาดนี้หรอก”
ขนตาของเสิ่นถิงอวี้สั่นไหวเล็กน้อย เขาส่งเสียงตอบรับในลำคอแผ่วเบา
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเงียบเชียบจนจบ
…
เมื่อทานเสร็จ ทั้งสองก็ย้ายไปที่ห้องชงชา
ห้องบนหอคอยเปิดหน้าต่างกว้างรับลมทั้งสี่ทิศ โอ่งน้ำแข็งมุมห้องคายไอเย็นออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยปัดเป่าความร้อนอบอ้าวไปจนสิ้น
“มีชาที่ชอบเป็นพิเศษหรือไม่?” เสิ่นถิงอวี้เอ่ยทำลายความเงียบ
ชุยลิ่งเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ชาผู่เอ๋อร์ก็แล้วกัน”
เสิ่นถิงอวี้พยักหน้ารับ
ทั้งสองนั่งลงบนเบาะ เผชิญหน้ากันโดยมีเพียงโต๊ะเตี้ยคั่นกลาง
ไม่นานน้ำในกาน้ำชาบนโต๊ะก็เดือดปุดๆ ไอน้ำร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา บดบังใบหน้าของทั้งสองฝ่ายให้ดูเลือนราง
สายตาของชุยลิ่งเหยาจับจ้องอยู่ที่มือของเขา
นิ้วมือเรียวยาวดุจหยกสลัก ข้อนิ้วชัดเจน ขยับหยิบจับถ้วยชาเคลือบสีขาวใบเล็กอย่างพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ ดูมีความงดงามอย่างบอกไม่ถูก
ตัวนางเองก็มีวิชาชงชาติดตัว เคยเห็นคนชงชามาก็มาก
พี่ชายของนางก็ชงชาเป็น และยังมี ‘ชุยหมิงรุ่ย’ ซึ่งเป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ที่วางตัวสำรวมและมีรสนิยมล้ำเลิศ
แต่ชุยลิ่งเหยาไม่เคยเห็นใครที่แค่ลวกถ้วยชา ก็ยังดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจได้ขนาดนี้มาก่อนเลย ทุกท่วงท่าล้วนสะกดสายตาจนไม่อาจละไปไหนได้
“มองอะไรอยู่หรือ?”
ถ้วยชาใสแจ๋วส่งกลิ่นหอมกรุ่นถูกเลื่อนมาตรงหน้า
ชุยลิ่งเหยาดึงสติกลับมา เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาที่เปื้อนยิ้มคู่นั้น
“ท่าทางตอนท่านชงชานั้น... ดูดีมากเจ้าค่ะ”
นางเผลอตอบไปตามความจริง ทำเอาเสิ่นถิงอวี้รู้สึกขัดเขินขึ้นมาแทน
ดวงตาของเขาวูบไหว ทว่ากลับไม่ยอมเบือนหน้าหนี ซ้ำยังเอ่ยถามต่อหน้าตาเฉย
“มีตรงไหนที่ดูดีเป็นพิเศษหรือ?”
ราวกับว่าหากนางยอมบอกเหตุผลมา เขาก็จะตั้งใจปั้นท่าทำให้มันดูดียิ่งขึ้นไปอีก หลอกล่อให้นางมองเขานานขึ้นอีกสักหน่อย
ชุยลิ่งเหยาชักจะรับมือกับความแพรวพราวนี้ไม่ไหว จึงเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนี เปลี่ยนเรื่องคุยแก้เขิน
“ที่นี่... สะดวกจะพูดคุยธุระหรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ” เสิ่นถิงอวี้มองนางยิ้มๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก เรือนของข้า... คนของ ‘องครักษ์อวี่หลิน’ เข้ามาสอดแนมไม่ได้ เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดเถิด ไม่ต้องเกรงใจ”
บ่าวไพร่รอบๆ ถูกกันออกไปอย่างเงียบเชียบ
ตัวตนที่แท้จริงของนางเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และเกี่ยวพันไปถึงคนบ้าบิ่นอย่างเซี่ยจิ้นไป๋
ในเมื่อเขากล้ารับประกันว่าหูตาขององครักษ์อวี่หลินเข้ามาไม่ถึง ชุยลิ่งเหยาย่อมวางใจ
“พรุ่งนี้จวนจ้าวกั๋วกงจัดงานเลี้ยงใหญ่ ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ?” นางเข้าเรื่องทันที
เสิ่นถิงอวี้พยักหน้า
เขาไม่เพียงแค่รู้เรื่องงานเลี้ยงที่ตระกูลจ้าวจัดขึ้น แต่ยังรู้ด้วยซ้ำว่าเดิมทีพรุ่งนี้นางตั้งใจจะไป ‘ดูตัว’ คุณชายอู๋กับคุณชายซุนที่นั่น
“ในเมื่อเจ้ายอมตอบตกลงเรื่องแต่งงานกับข้าแล้ว พรุ่งนี้เจ้ายังคิดจะไปงานที่จวนตระกูลจ้าวอยู่อีกหรือ?”
“ต้องไปสิเจ้าคะ” ชุยลิ่งเหยาอธิบาย
“ในอดีต… ข้ากับภรรยาของจ้าวสื้อเจี๋ยรักใคร่สนิทสนมกันดั่งพี่น้อง เมื่อหลายวันก่อนที่เพิ่งกลับมาเมืองหลวง ก็ได้ยินข่าวว่านางป่วยหนักจนใกล้จะสิ้นใจ, ในเมื่อมีโอกาส หากไม่แวะไปดูอาการนางเสียหน่อย ข้าย่อมไม่สบายใจ”
ต่อให้การไปเยือนครั้งนี้ นางอาจจะช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้เลยก็ตาม
พวกนางคบหากันมาตั้งแต่ยังเป็นคุณหนูในห้องหอ, ภายหลัง ‘เฉินหมิ่นโหรว’ ต้องติดตามสามีไปรับราชการต่างเมือง หลังแต่งงานก็แทบไม่ค่อยได้ติดต่อกัน
คนในเมืองหลวงจึงไม่รู้ถึงความผูกพันฉันพี่น้องของพวกนางในอดีต
เสิ่นถิงอวี้เองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ว่านางกับฮูหยินของซื่อจื่อจวนจ้าวกั๋วกงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เมื่อได้ยินดังนั้นจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จ้าวสื้อเจี๋ย...”
“ทำไมหรือเจ้าคะ?” ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นมอง
“หรือว่าเขามีอะไรไม่ชอบมาพากล?”
เรื่องของตระกูลจ้าว นางเพิ่งจะได้ยินมาจากเสิ่นหานเยว่เท่านั้น ข่าวคราวของสตรีในเรือนหลังย่อมแคบกว่าบุรุษ หรือว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีก?
“ไม่มีเรื่องไม่ชอบมาพากล เพียงแต่ข้าได้ยินมาว่า… เขาไม่ออกจากจวนมาเป็นเดือนแล้ว ทูลลางานกับฝ่าบาทเพื่ออยู่เฝ้าไข้ภรรยารักทุกวัน ชื่อเสียงเรื่องความรักความผูกพันของเขานั้น เลื่องลือไปทั่วทั้งราชสำนัก”
“……”
ชุยลิ่งเหยาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะ
“หึ! ชื่อเสียงความรักความผูกพันของผู้ชายอย่างพวกท่านนี่… ได้มาง่ายดีแท้ ภรรยาเอกยังไม่ทันตาย ก็เล็งๆ จะรับน้องเมียเข้ามาเป็นภรรยาเพิ่มเสียแล้ว การกระทำพรรค์นี้... ดันหน้าด้านเรียกว่ารักลึกซึ้งไปได้”
แล้วยังมีเซี่ยจิ้นไป๋อีกคน...
นางล่ะขี้เกียจจะพูดถึง!
หญิงสาวตรงหน้าไม่คิดจะปิดบังน้ำเสียงเย้ยหยันประชดประชันเลยแม้แต่น้อย เสิ่นถิงอวี้ย่อมต้องฟังออก
ทว่าดวงตาของเขากลับสว่างวาบขึ้นมาทันที ชายหนุ่มจ้องมองนางเขม็ง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางยอมแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผยต่อหน้าเขา
หมายความว่า... ความสัมพันธ์และกำแพงระหว่างพวกเขาสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้นแล้วใช่หรือไม่?
แววตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ จนชุยลิ่งเหยาอยากจะเมินก็เมินไม่ลง
นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะแหวใส่เขาหน้าดำหน้าแดงอย่างหงุดหงิดว่า
“เลิกจ้องข้าด้วยสายตาแบบนี้เสียที! มันเสียมารยาทล่วงเกินสตรีรู้หรือไม่!”