- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 45 ที่แท้ก็เป็นพ่อหนุ่มคลั่งรัก!
บทที่ 45 ที่แท้ก็เป็นพ่อหนุ่มคลั่งรัก!
บทที่ 45 ที่แท้ก็เป็นพ่อหนุ่มคลั่งรัก!
ชุยลิ่งเหยาเองก็รู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย
นางถึงขั้นรู้สึกว่า ถ้อยคำหนักแน่นเหล่านี้ของเสิ่นถิงอวี้ไม่ได้พูดให้มารดาของเขาฟังเพียงอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจพูดให้นางฟังด้วย
เขากำลังสารภาพความในใจกับนาง... ด้วยวิธีการในแบบฉบับของเขาเอง
ในใต้หล้านี้ ไม่มีมารดาคนไหนเอาชนะลูกในไส้ของตัวเองได้หรอก
โดยเฉพาะหลิวซื่อที่มีบุตรชายเพียงคนเดียว และบุตรชายคนโตผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล แต่ยังเป็นที่พึ่งพิงในอนาคตของนางด้วย
เมื่อเสิ่นถิงอวี้กล่าวหนักแน่นถึงขนาดนี้แล้ว หากนางผู้เป็นมารดายังคงดึงดันไม่ยอมถอย ก็เท่ากับไม่แยแสความสุขชั่วชีวิตของลูกชายตนเองจริงๆ
แม้จะเป็นแม่ลูกสายเลือดเดียวกัน แต่หากผู้เป็นมารดาไม่เมตตาผ่อนปรน ความสัมพันธ์สายเลือดก็อาจเกิดรอยร้าวขึ้นมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น… หลิวซื่อก็รักและสงสารบุตรชายของตนอย่างสุดหัวใจ
นางจ้องมองชุยลิ่งเหยาด้วยสีหน้าย่ำแย่อยู่นาน ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
“เจ้า... เดินเข้ามาใกล้ๆ ข้าซิ”
เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะออกหน้าช่วยแก้สถานการณ์ แต่หลิวซื่อกลับหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“ทำไม? ในสายตาเจ้า เห็นว่าแม่จะกินเลือดกินเนื้อนางหรืออย่างไร!?”
เหตุใดต้องปกป้องนางถึงขนาดนี้!
ในใจของฮูหยินใหญ่แทบจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ภายนอกหลิวซื่อกลับไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวถึงเพียงนั้น นางยอมปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง
“ข้าเป็นแม่ของเจ้า ทุกเรื่องย่อมต้องคิดเผื่ออนาคตของเจ้าเป็นที่ตั้ง… ในเมื่อนางได้ใจเจ้าไปแล้ว ข้าก็ไม่อยากเป็นคนขัดขวางความสุขของเจ้า และข้าก็จะมิได้จงใจกลั่นแกล้งนางด้วย”
คำกล่าวนี้... หมายความว่านางยอมรับความสัมพันธ์ของเขากับเหยาเหยาแล้ว
สีหน้าของเสิ่นถิงอวี้ผ่อนคลายลง นัยน์ตาเจือรอยยิ้มบางเบา
“ขอบพระคุณท่านแม่ขอรับ”
ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและอ่อนโยน รอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้าและประกายในแววตานั้น คือความปีติยินดีอย่างแท้จริงจากก้นบึ้งของหัวใจ
ภาพนั้นทำเอาหลิวซื่อรู้สึกจุกจนแสบจมูกขึ้นมา
บุตรชายของนางฉลาดหลักแหลมเกินวัย ถูกบิดาของสามีนำไปเลี้ยงดูด้วยตนเองตั้งแต่ยังเล็ก
นับตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ เขาก็แทบจะไม่เคยออดอ้อนมารดาอย่างนางเลย… ยิ่งหลังสิบขวบเป็นต้นมา นางก็ไม่เคยเห็นเขาดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้อีก
เมื่อเห็นเขาชอบพอนางมากถึงขนาดนี้ หลิวซื่อก็เกิดความรู้สึกโอนอ่อน อยากจะสนับสนุนบุตรชายขึ้นมาจริงๆ
น้ำเสียงของนางยิ่งอ่อนโยนลงกว่าเดิม
“เรื่องนี้ท่านปู่และท่านพ่อของเจ้าคงไม่ยอมตกลงเห็นดีเห็นงามด้วยง่ายๆ เอาไว้วันไหนพ่อเจ้าอารมณ์ดี แม่จะลองช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อมให้ก็แล้วกัน”
ทายาทผู้สืบทอดตระกูลสายหลัก ยังไม่ทันได้แต่งตั้งภรรยาเอก ก็ริอ่านจะรับอนุภรรยาเข้าเรือนมาก่อน ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ต่อให้เป็นมารดาแท้ๆ หลิวซื่อก็ไม่อาจตัดสินใจเพียงคนเดียวได้
แต่ในเมื่อนางยอมถอยก้าวหนึ่งให้แล้ว ก็เท่ากับเรื่องนี้สำเร็จไปแปดเก้าส่วน
เสิ่นถิงอวี้พยักหน้ารับคำ
“รบกวนท่านแม่แล้วขอรับ แต่เรื่องนี้... ลูกจะไปเรียนท่านปู่และท่านพ่อด้วยตนเอง”
หลิวซื่อฟังความหมายแฝงอีกชั้นในประโยคนี้ไม่ออก
นางยังนึกไม่ถึงว่า... ลูกชายที่แสนดีของนางคนนีี้ ไม่ได้ต้องการจะรับอนุ
แต่ตั้งใจจะแต่งให้นางเป็น ‘ภรรยาเอก’ ต่างหาก!
ดังนั้นนางจึงหันไปมองชุยลิ่งเหยาด้วยสีหน้าเรียบเฉย…
แววตาดุดันหายไปแล้ว แต่น้ำเสียงยังคงเคร่งขรึมและทรงอำนาจ
“จวนกั๋วกงเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ร้อยปี กฎระเบียบเคร่งครัด…”
“วันหน้าเมื่อเจ้าแต่งเข้ามาเป็นอนุของญาติผู้พี่เจ้าแล้ว ก็อย่าได้ทำตัวเป็นคุณหนูที่มาขอพึ่งพิงอาศัยเหมือนแต่ก่อน ต้องเรียนรู้กฎระเบียบมารยาทให้ครบถ้วน ทุกคำพูดทุกการกระทำห้ามผิดพลาดแม้แต่น้อย”
คุณหนูที่มาขอพึ่งพิงอาศัย อย่างไรก็ถือว่าเป็นแขก... แถมยังเป็นแขกที่ต้องทะนุถนอม
ดังนั้นต่อให้นางจะทำตัวเหลวไหล แหกคอก หรือหน้าไม่อายวิ่งไล่ตามลูกชายของตน… นางก็ยังเห็นแก่หน้าเสิ่นซื่อ จึงไม่เคยข้ามหน้าข้ามตาไปอบรมสั่งสอนโดยตรง
แต่ตอนนี้ในเมื่อเลือกที่จะเป็นอนุ ก็ต้องเรียนรู้กฎกติกาการเป็นอนุ
หลิวซื่อกล่าวต่อว่า
“ช่วงสองสามวันต่อจากนี้ เจ้าก็มาเรียนรู้กฎระเบียบอยู่ข้างกายข้าไปก่อน”
“คงไม่ต้องรบกวนให้ท่านแม่ต้องลำบากขอรับ”
ชุยลิ่งเหยายังไม่ทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ เสิ่นถิงอวี้ก็ชิงพูดแทรกขึ้นก่อนว่า
“ช่วงนี้ลูกพอจะมีเวลาว่าง สมควรจะเป็นคนสอนสั่ง ‘ว่าที่ภรรยา’ ด้วยตัวเองขอรับ”
…ว่าที่ภรรยา!?
สี่คำนี้ช่างหนักแน่นและชัดเจน ทว่าหลิวซื่อกลับทำราวกับตนเองหูฝาดไป นางเอียงคอเล็กน้อย
“เมื่อครู่... เจ้าว่ากระไรนะ?”
บรรยากาศในห้องโถงที่เพิ่งจะผ่อนคลายลง กลับตึงเครียดทะลุจุดเดือดขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
ความผิดปกตินี้ ทำให้ชุยลิ่งเหยาที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
นางเงยหน้าขึ้นมองสองแม่ลูกโดยสัญชาตญาณ… สาวใช้ตัวน้อยสองคนที่คอยปรนนิบัติอยู่มุมห้อง ต่างก็เผลอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
มีเพียงเสิ่นถิงอวี้คนเดียวเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงความตึงเครียดในอากาศเลยสักนิด
เขายืนนิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับขุนเขา เอ่ยทวนคำซ้ำอย่างใจเย็น และยังอุตส่าห์เสริมทัพไปอีกประโยคว่า
“ชาตินี้หากไม่ใช่เหยาเหยา ลูกจะไม่ขอแต่งงานกับผู้ใดอีกขอรับ”
“เหลวไหลสิ้นดี!!!”
หลิวซื่อไม่อาจรักษากิริยาสง่างามน่าเกรงขามไว้ได้อีกต่อไป
นางตบโต๊ะเสียงดังปัง! ลุกพรวดขึ้นยืน จนร่างกายเซถลาเกือบล้มพับลงกับพื้น
โชคดีที่เสิ่นถิงอวี้ตาไว รีบขยับเข้าไปประคองไว้ได้ทัน
“ท่านแม่!?”
“เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นแม่เจ้าอยู่อีกหรือ!”
หลิวซื่อยกมือกุมหน้าอก หน้าเขียวหน้าดำด้วยความโกรธจัด ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
“ถ้ายังเห็นข้าเป็นแม่อยู่ ก็จงถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ซะ!”
เสิ่นถิงอวี้เม้มปากเงียบ เขายื่นมือไปจับชีพจรของมารดา… เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้มีอาการน่าเป็นห่วงอันใด ก็ประคองให้นางนั่งลงตามเดิม
หลิวซื่อรู้นิสัยลูกชายดี รู้ว่าเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองและดื้อรั้นยิ่งนัก
แต่ในยามนี้… นางไม่สนอะไรอีกแล้ว นางคว้ามือลูกชายไว้แน่น
“แม่ขอถามเจ้า! วันนี้ต่อให้ต้องอกตัญญูต่อแม่บังเกิดเกล้า เจ้าก็จะดันทุรังแต่งงานกับหญิงกำพร้าที่ไร้ญาติขาดมิตรผู้นี้ให้ได้หรือ!?”
“……”
เสิ่นถิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ลูกไตร่ตรองข้อดีข้อเสียมาถี่ถ้วนแล้ว และรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ขอท่านแม่อย่าได้กังวลเรื่องของลูกเลยขอรับ”
“เจ้าเป็นลูกในไส้ของแม่ จะให้แม่ไม่ห่วงเจ้าได้อย่างไร!” หลิวซื่อโกรธจัด
“ด้วยชาติกำเนิดต้อยต่ำของนาง ต่อให้นางเป็นอนุ! ก็ถือว่ามีหน้ามีตาขึ้นมามากแล้ว! แต่นี่เจ้าจะแต่งนางเป็นถึงภรรยาเอก! เจ้าถูกผีสางตนใดเข้าสิงกันแน่!”
“ก็เพราะนางไร้ตระกูลหนุนหลัง ซ้ำยังไร้สินเดิมมากมายติดตัว… นอกจากท่านอาหญิงแล้ว ก็มีแต่ลูกที่เป็นคนใกล้ชิดที่สุด... ลูกจึงยิ่งต้องไม่ทำให้นางต้องเสียเปรียบผู้ใดอีก”
เสิ่นถิงอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านแม่ เรื่องนี้ลูกตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ลูกจะไปเรียนท่านปู่และท่านพ่อด้วยตัวเองขอรับ”
งานแต่งงานของเขา เขาจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเอง
ภรรยาที่เขาเลือกมา เขาก็จะเป็นผู้สอนสั่งดูแลด้วยตัวเอง
เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหน มาใช้ข้ออ้าง ‘เรียนรู้กฎระเบียบ’ เพื่อกลั่นแกล้งรังแกนางในเรือนโดยหลังเด็ดขาด
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่หลิวซื่อเพิ่งค้นพบว่า... ลูกชายคนโตแสนสถิตยุติธรรมของตน ที่แท้ก็เป็น ‘พ่อหนุ่มคลั่งรัก’ หน้ามืดตามัวคนหนึ่ง!
นางยกมือกุมหน้าอก หายใจหอบถี่รัว ราวกับจะหมดสติไปในวินาทีถัดไป
เดิมทีวิธีการที่แม่สามีในยุคนี้มักงัดมาใช้จัดการกับลูกชายดื้อรั้น ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง… ป่วยบ้าง ร้องไห้คร่ำครวญตัดพ้อบ้าง
โดยเฉพาะการล้มป่วยกะทันหัน แม้วิธีจะเก่าคร่ำครึ แต่ก็มักจะได้ผลชะงัดนัก
ไม่เห็นหรือว่ามีคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกินกี่คู่แล้ว ที่ต้องมาผิดใจร้าวฉานกันเพราะแม่สามีจอมมารยาที่แกล้งป่วย?
เมื่อเห็นมารดากุมหน้าอก ทำท่าหายใจไม่ออกเหมือนจะเป็นลม เขากลับไม่ได้มีทีท่าลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูก หรือรีบละล่ำละลักรับผิดแต่อย่างใด
เขาย่อเข่าลงเล็กน้อยข้างๆ หลิวซื่อ ยื่นมือไปจับข้อมือของนาง หลุบตาลง ใช้นิ้วสามนิ้วแตะที่ชีพจรข้อมือเพื่อตรวจอาการอย่างตั้งอกตั้งใจ
จากนั้น... เขาก็ดึงมือกลับมาอย่างใจเย็น เอ่ยปลอบประโลมอย่างนุ่มนวลไปสองสามประโยค
สุดท้าย ชายหนุ่มยังทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“โอสถทุกขนานล้วนแฝงพิษอยู่สามส่วน ร่างกายท่านแม่แข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องสั่งยามาต้มดื่มให้ระคายเคือง”
สีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นตลอดกระบวนการ
นี่มัน... เท่ากับฉีกหน้านางด้วยคำว่า ‘แกล้งป่วย’ ตรงๆ เลยนี่!
หลิวซื่อฟังแล้วโกรธจนแทบหงายหลังตึง!
ชุยลิ่งเหยาที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับมุมปากกระตุกยิกๆ
เสิ่นถิงอวี้นี่ก็นับว่าเป็นยอดคนจริงๆ...
ขนาดผู้ชายในยุคปัจจุบัน ยังหาได้น้อยคนนัก ที่จะกล้าจับผิดแม่ตัวเองว่าแกล้งป่วยหรือไม่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนในยุคโบราณ ที่ถือหลักความกตัญญูเป็นใหญ่แบบนี้
ผู้ชายแบบนี้… ถ้าได้เป็นสามี ก็แทบจะหาข้อตำหนิไม่ได้เลย
เขาบอกว่าจะปกป้องนาง ก็ปกป้องนางได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ปล่อยให้นางต้องเผชิญหน้าเอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ ซ้ำยังเด็ดขาดไม่ยอมรับข้อเสนอ ‘เรียนรู้กฎระเบียบ’ ของมารดาด้วย
ใครๆ ในยุคนี้ก็รู้ดีแก่ใจ ว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘เรียนรู้กฎระเบียบ’ ของพวกแม่สามี
แท้จริงแล้วก็คือการดัดนิสัย, กลั่นแกล้ง, ทรมาน, เพื่อให้ลูกสะใภ้เชื่องเป็นหมูในอวยนั่นเอง
แต่ถึงกระนั้น… เขาก็ยังคงเป็นห่วงมารดา
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าร่างกายของหลิวซื่อไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ
เขาก็เอ่ยปลอบโยนอยู่นาน กว่าจะยอมจูงมือนางเดินออกมาจากเรือนได้...