เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก

บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก

บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก


“คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”

เสี้ยววินาทีหลังจากหลิวซื่อตวาดเสียงเย็น เสิ่นถิงอวี้ก็รีบคว้าหมับเข้าที่แขนของนางไว้ ราวกับกลัวว่าชุยลิ่งเหยาจะหวาดกลัวและคุกเข่าลงจริงๆ

ทว่าหญิงสาวกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง… หัวเข่าของนางเหยียดตรงตั้งตระหง่าน ไม่มีทีท่าว่าจะยอมคุกเข่าลงเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรเสียนางก็เคยเป็นถึงพระชายาของเซี่ยจิ้นไป๋มาถึงสามปี

ในช่วงสามปีนั้น.. นางถูกฮองเฮาตำหนิตักเตือนอยู่ไม่น้อย ทว่าแม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับฮองเฮา ชุยลิ่งเหยาก็แทบไม่เคยต้องทำความเคารพด้วยการคุกเข่ากราบกรานชุดใหญ่เลย

แล้วแรงกดดันจากหลิวซื่อที่เป็นเพียงฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง จะมีบารมีมากพอมาทำให้นางหวาดหวั่นได้อย่างไร

ทางด้านหลิวซื่อ, เมื่อเห็นท่าทีปกป้องโดยสัญชาตญาณของบุตรชายตนเอง ก็โกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง

เสิ่นถิงอวี้ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รินชาใสให้มารดาหนึ่งจอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“อารมณ์ฉุนเฉียวย่อมทำร้ายตับ ท่านแม่ควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดี, หากมีเรื่องอันใด… ท่านสามารถกล่าวกับลูกได้โดยตรง”

“นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ย่อมไม่ประสีประสา ท่านแม่อย่าได้ทำให้นางต้องลำบากใจเลยขอรับ”

ทุกถ้อยคำล้วนทะลวงเข้าหู โดยเฉพาะคำว่า ‘เด็กสาวตัวเล็กๆ’ นั่น... ช่างหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งเสียจริง

หลิวซื่อมิเคยเห็นบุตรชายผู้มักจะสงบนิ่งของตน ออกโรงปกป้องสตรีเช่นนี้…

นางชะงักงันตะลึงไปชั่วขณะ

“เยี่ยนสวิน... เจ้าตระหนักหรือไม่ว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่?”

เสิ่นถิงอวี้พยักหน้า

“ลูกตระหนักดีขอรับ”

หลิวซื่อพลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันใด

ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายคนโตที่นางหวงแหนอย่างยิ่ง หลิวซื่อจึงพยายามที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ แล้วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา

“แม่จำได้ว่าหลายปีมานี้… เจ้าไร้ซึ่งเยื่อใยต่อนาง ออกจะรำคาญเสียด้วยซ้ำ”

“ล่าสุดนางไปที่ห้องหนังสือ ก็ยังถูกเจ้าไล่ตะเพิดออกมา นี่เพิ่งผ่านไปสักเท่าใดกันเชียว? เจ้าถูกนางทำของใส่หรืออย่างไร!?”

เรื่องที่หลิวซื่อกล่าวพาดพิงถึงนี้ คือเหตุการณ์ที่ ‘เผยซูเหยา’ อุ้มพิณเหยาฉินบุกรุกห้องหนังสือในยามวิกาลเพื่อเป็นฝ่ายสารภาพความในใจ ทั้งยังแทบจะทอดกายเสนอตัวให้เขาถึงเตียงนอน

ในคืนนั้น, เสิ่นถิงอวี้ได้ไล่ตะเพิดนางออกจากห้องหนังสืออย่างไม่ไว้หน้าจริงๆ

ทว่าบัดนี้... ในสายตาของหลิวซื่อ, บุตรชายของนางกลับเปลี่ยนจากใบหน้าเย็นชาในอดีต มาปกป้องสตรีผู้นี้อย่างสุดกำลัง

นางเพียงแค่จะเรียกตัวมาพูดคุย เพื่อให้นังตัวดีนี่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว เขากลับมารอดักหน้าอยู่ที่หน้าประตูเรือนแต่เนิ่นๆ

ราวกับว่า... นางไม่ใช่มารดาบังเกิดเกล้า แต่เป็นยายเฒ่าใจร้าย ที่หากคลาดสายตาเพียงนิด ก็จะหาเรื่องรังแกนังแพศยานี่!

เมื่อถูกกล่าวพาดพิงถึงเรื่องราวในอดีต เสิ่นถิงอวี้ก็หันไปมองชุยลิ่งเหยาแวบหนึ่ง

“ในอดีตลูกตาบอดไม่รู้ใจตนเอง… จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน ตอนที่ท่านอาหญิงล้มป่วยหนัก และต้องการเลือกคู่ครองให้กับญาติผู้น้อง… ลูกถึงได้ตาสว่าง”

“บัดนี้เมื่อลองคิดดูแล้ว... น้องหญิงต้องทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจไปอย่างไร้เหตุผลมากมาย ลูกเพียงหวังว่านางจะไม่โกรธเคืองลูกจากใจจริง”

ประโยคหลังนี้เขาจงใจกล่าวกับชุยลิ่งเหยา

เสิ่นถิงอวี้เกรงว่านางจะรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอ เพียงเพราะความไร้เยื่อใยที่เขาเคยมีต่อเผยซูเหยาในอดีต

ชุยลิ่งเหยาฟังความหมายของเขาออก… นางสบตากับเขา แล้วส่ายหน้าช้าๆ

นางมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จึงรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือวิญญูชนอย่างแท้จริง

หากไม่ชอบ… เขาก็ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา

แม้จะถูกตามตื๊อพัวพันครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ยังเห็นแก่หน้าของท่านอาหญิง จึงไม่ได้ถือสาหาความอันใด

ต่อให้เจ้าของร่างเดิมจะไปสรรหายาปลุกกำหนัดมาใช้ จนสุดท้ายต้องรับผลกรรมที่ตนก่อ เขาก็ไม่ได้ซ้อนแผนเพื่อกำจัดนางให้สิ้นซาก

ในยามที่นางสติเลอะเลือนและต้องการจะตามพี่ชายไป เขาก็เพียงแค่พยักหน้าเงียบๆ

จะปล่อยไปก็ย่อมได้ แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น กลับคำนึงถึงชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของนาง จึงได้ออกโรงขัดขวางเอาไว้ก่อน

ชุยลิ่งเหยาไม่ใช่คนไร้เหตุผล ต่อให้นางจะรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมตายอย่างอยุติธรรม แต่นางก็ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดของเขา

ทั้งสองคนสบตากันเพียงชั่วครู่… ทว่าเมื่อภาพนั้นตกอยู่ในสายตาของหลิวซื่อ มันกลับกลายเป็นการเล่นหูเล่นตาส่งสาส์นรักให้กัน!

โทสะที่นางพยายามสะกดกลั้น ก็ไม่อาจกักเก็บได้อีกต่อไป!

แต่นางก็มิอาจทำใจอาละวาดใส่บุตรชาย จึงได้แต่เบนเข็มความโกรธแค้นไปหาชุยลิ่งเหยาแทน

“ช่างเป็นหญิงที่หน้าไม่อายเสียจริง! จวนกั๋วกงเห็นแก่ที่สองแม่ลูกเช่นพวกเจ้าต้องตกระกำลำบาก จึงได้เมตตารับเลี้ยงดู ให้พวกเจ้ามีที่ซุกหัวนอน! แต่เจ้ากลับกล้ามายั่วยวนลูกชายของข้าเช่นนี้!”

“ท่านแม่โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ”

เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

“ท่านอาหญิงคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านปู่ จวนกั๋วกงแห่งนี้ก็คือบ้านของนาง การที่นางพาน้องหญิงกลับมา ก็เป็นเพราะท่านปู่เป็นผู้อนุญาต”

“อีกอย่าง… เป็นลูกเองที่ไปหลงรักน้องหญิง นางไม่เคยยั่วยวนลูกเลยแม้แต่น้อย”

ทุกถ้อยคำล้วนเป็นการออกหน้าปกป้องอย่างเต็มที่

“ลูกแม่! เจ้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!” หลิวซื่อโกรธจนหัวเราะออกมา

“เจ้าตระหนักหรือไม่ ว่าการรับนางเป็นอนุภรรยา ก็เท่ากับเป็นการตอกตะปูลงในดวงตาของภรรยาเอกในอนาคตของเจ้า!?”

การมีญาติผู้น้องที่รักใคร่กลมเกลียวมาเป็นอนุในเรือนหลัง แทบจะเป็นการการันตีเลยว่าจะเกิดปัญหา

‘โปรดปรานอนุข่มเหงภรรยาเอก’

บ้านใดที่รักและถนอมบุตรสาว มีหรือจะยอมให้แต่งเข้ามาได้?

ส่วนครอบครัวที่ไม่รักบุตรสาว… ต่อให้แต่งงานกันไป แล้วจะเรียกว่าเป็นการผูกมิตรสองตระกูลที่แท้จริงได้หรือ?

แม้จวนกั๋วกงจะมั่งคั่งร่ำรวย บุตรชายคนโตของนางสามารถอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองสร้างอนาคตที่สดใสได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัว

ทว่าเรื่องทายาทของเขาเล่า?

การมีมารดาที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์ และมีครอบครัวฝั่งตาที่คอยอุ้มชู ย่อมนำมาซึ่งผลประโยชน์สำหรับบุตรในอนาคตนับไม่ถ้วน

พวกเขาจะไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาได้อย่างไร? และเหตุใดจึงต้องมายอมทำเรื่องเลอะเลือนเช่นนี้ เพียงเพื่อสตรีที่เป็นแค่เด็กกำพร้าที่มาอาศัยใบบุญในจวนด้วย?

หลิวซื่อสอนสั่งด้วยความหวังดี

“ตั้งแต่เล็กเจ้าก็เป็นเด็กฉลาด มีความคิดเป็นของตนเอง แม่แทบไม่เคยต้องตัดสินใจแทนเจ้าเลย… แต่เรื่องนี้อย่างไรก็มิได้เด็ดขาด เจ้าจะรับนางเป็นอนุไม่ได้!”

ภายในห้องโถง มีเพียงเสียงพร่ำเตือนของนางดังก้อง

นับตั้งแต่ชุยลิ่งเหยาก้าวเท้าเข้ามาในประตู นอกจากการทำความเคารพในตอนแรกแล้ว นางก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอันใดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

นางเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว…

ว่าเรื่องที่เสิ่นถิงอวี้ต้องการแต่งนางเป็น ‘ภรรยาเอก’ จะต้องทำให้จวนกั๋วกงสั่นสะเทือนไปทั่วแน่

ทว่านางกลับคาดไม่ถึง… ว่าในตอนนี้หลิวซื่อที่หลงคิดไปเองว่าเขาจะรับนางเป็นแค่ ‘อนุภรรยา’ ก็ยังมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว

เมื่อนึกถึงเรื่องที่เสิ่นถิงอวี้ยืนกรานว่าจะไม่รับอนุ ชุยลิ่งเหยาก็อดแอบเหงื่อตกแทนเขาไม่ได้

หลิวซื่อค่อยๆ พร่ำบ่นเหตุผลไปเรื่อยๆ เสิ่นถิงอวี้ยืนอยู่ด้านข้าง หลุบตาลงต่ำ รับฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากขัดจังหวะมารดาแม้แต่น้อย

ท้ายที่สุด, เมื่อหลิวซื่อคิดว่าตนได้แจกแจงผลดีผลเสียออกไปจนหมดเปลือกแล้ว นางจึงยอมหยุดพูด ยกจอกชาใสขึ้นจิบ แล้วเอ่ยถามบุตรชาย

“แม่พูดไปตั้งมากมาย เจ้าเข้าใจจนกระจ่างแล้วหรือไม่?”

“กระจ่างแจ้งแล้วขอรับ” เสิ่นถิงอวี้จับป้านชา ยกแขนขึ้นเบาๆ เพื่อรินชาเติมให้นาง

น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบมั่นคง

“สิ่งที่ท่านแม่พิจารณานั้นมีเหตุผลจริงๆ ทว่าทั้งหมดนี้... ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ‘เหยาเหยา’ ไม่ได้มีความสำคัญอันใดต่อลูก สามารถถูกชั่งน้ำหนัก แล้วเขี่ยทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย”

สีหน้าของหลิวซื่อเพิ่งจะผ่อนคลายลงได้เพียงชั่วครู่ กลับมาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคหลังของเขา

“หมายความว่าอย่างไร?”

เสิ่นถิงอวี้เอ่ยตอบเสียงดังฟังชัด

“ลูกมีใจรักใคร่เหยาเหยา... หากพลาดนางไป ชาตินี้ลูกคงไม่อาจมีความสุขได้อีก”

ถ้อยคำนี้ช่างหนักแน่นและทรงพลังนัก ยิ่งหลุดออกมาจากปากคนที่มีนิสัยสงบนิ่งไร้กิเลสอย่างเขาด้วยแล้ว มันช่างสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้ฟังได้อย่างเหลือล้น

ภายในห้องโถง, ชุยลิ่งเหยาที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ก็พลันช้อนตาขึ้นมองเขาทันที

ส่วนหลิวซื่อนั้นยิ่งตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ…

มุมปากของเสิ่นถิงอวี้เม้มเข้าหากันเล็กน้อย

“แม้จะเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ก็ยังคิดจะขัดขวางลูกอยู่อีกหรือขอรับ?”

ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา เขาแน่ใจมานานแล้ว ว่าชาตินี้เขาคงไม่อาจรักสตรีคนใดได้เหมือนที่รักนางอีกแล้ว

กว่าสวรรค์จะเมตตาประทานโอกาสให้นางกลับมาหาเขา... เขาจะยอมพลัดพลาดจากนางไปได้อย่างไร?

และจะให้เขายอมตัดใจ ให้นางต้องทนลดเกียรติเป็นเพียงอนุภรรยาหรือ?

เดิมทีนี่ก็เป็นเพียงแผนการรับมือเฉพาะหน้าของนางอยู่แล้ว หากเขามอบตำแหน่งอนุให้นาง… ในวันข้างหน้า หากนางคิดจะทอดทิ้งเขาไป นางย่อมไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย

มีเพียงการจัดพิธีสู่ขอตามประเพณีครบถ้วน ถือทะเบียนสมรส และแต่งนางเข้ามาเป็น ‘ภรรยาเอก’ เท่านั้น พวกเขาถึงจะผูกพันกันอย่างแท้จริง

และจะไม่มีใคร... สามารถพรากพวกเขาจากกันได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป

หลิวซื่อนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน…

นางจ้องมองบุตรชายคนโตที่เคยสร้างความภาคภูมิใจให้นางมาโดยตลอด ก่อนจะทอดสายตาข้ามไหล่เขา ไปหยุดอยู่ที่ร่างของชุยลิ่งเหยาที่ยืนอยู่ตรงกลางห้อง

น้ำเสียงของนางแฝงความไม่อยากจะเชื่ออยู่หลายส่วน

“เหตุใดจู่ๆ... เขาถึงได้รักใคร่หลงใหลเจ้าถึงเพียงนี้...”

จบบทที่ บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก

คัดลอกลิงก์แล้ว