- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก
บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก
บทที่ 44 หากพลาดนางไป ชาตินี้ข้าคงไม่อาจมีความสุขได้อีก
“คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
เสี้ยววินาทีหลังจากหลิวซื่อตวาดเสียงเย็น เสิ่นถิงอวี้ก็รีบคว้าหมับเข้าที่แขนของนางไว้ ราวกับกลัวว่าชุยลิ่งเหยาจะหวาดกลัวและคุกเข่าลงจริงๆ
ทว่าหญิงสาวกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง… หัวเข่าของนางเหยียดตรงตั้งตระหง่าน ไม่มีทีท่าว่าจะยอมคุกเข่าลงเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียนางก็เคยเป็นถึงพระชายาของเซี่ยจิ้นไป๋มาถึงสามปี
ในช่วงสามปีนั้น.. นางถูกฮองเฮาตำหนิตักเตือนอยู่ไม่น้อย ทว่าแม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับฮองเฮา ชุยลิ่งเหยาก็แทบไม่เคยต้องทำความเคารพด้วยการคุกเข่ากราบกรานชุดใหญ่เลย
แล้วแรงกดดันจากหลิวซื่อที่เป็นเพียงฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง จะมีบารมีมากพอมาทำให้นางหวาดหวั่นได้อย่างไร
ทางด้านหลิวซื่อ, เมื่อเห็นท่าทีปกป้องโดยสัญชาตญาณของบุตรชายตนเอง ก็โกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
เสิ่นถิงอวี้ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รินชาใสให้มารดาหนึ่งจอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อารมณ์ฉุนเฉียวย่อมทำร้ายตับ ท่านแม่ควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดี, หากมีเรื่องอันใด… ท่านสามารถกล่าวกับลูกได้โดยตรง”
“นางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ย่อมไม่ประสีประสา ท่านแม่อย่าได้ทำให้นางต้องลำบากใจเลยขอรับ”
ทุกถ้อยคำล้วนทะลวงเข้าหู โดยเฉพาะคำว่า ‘เด็กสาวตัวเล็กๆ’ นั่น... ช่างหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งเสียจริง
หลิวซื่อมิเคยเห็นบุตรชายผู้มักจะสงบนิ่งของตน ออกโรงปกป้องสตรีเช่นนี้…
นางชะงักงันตะลึงไปชั่วขณะ
“เยี่ยนสวิน... เจ้าตระหนักหรือไม่ว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่?”
เสิ่นถิงอวี้พยักหน้า
“ลูกตระหนักดีขอรับ”
หลิวซื่อพลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันใด
ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายคนโตที่นางหวงแหนอย่างยิ่ง หลิวซื่อจึงพยายามที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ แล้วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“แม่จำได้ว่าหลายปีมานี้… เจ้าไร้ซึ่งเยื่อใยต่อนาง ออกจะรำคาญเสียด้วยซ้ำ”
“ล่าสุดนางไปที่ห้องหนังสือ ก็ยังถูกเจ้าไล่ตะเพิดออกมา นี่เพิ่งผ่านไปสักเท่าใดกันเชียว? เจ้าถูกนางทำของใส่หรืออย่างไร!?”
เรื่องที่หลิวซื่อกล่าวพาดพิงถึงนี้ คือเหตุการณ์ที่ ‘เผยซูเหยา’ อุ้มพิณเหยาฉินบุกรุกห้องหนังสือในยามวิกาลเพื่อเป็นฝ่ายสารภาพความในใจ ทั้งยังแทบจะทอดกายเสนอตัวให้เขาถึงเตียงนอน
ในคืนนั้น, เสิ่นถิงอวี้ได้ไล่ตะเพิดนางออกจากห้องหนังสืออย่างไม่ไว้หน้าจริงๆ
ทว่าบัดนี้... ในสายตาของหลิวซื่อ, บุตรชายของนางกลับเปลี่ยนจากใบหน้าเย็นชาในอดีต มาปกป้องสตรีผู้นี้อย่างสุดกำลัง
นางเพียงแค่จะเรียกตัวมาพูดคุย เพื่อให้นังตัวดีนี่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว เขากลับมารอดักหน้าอยู่ที่หน้าประตูเรือนแต่เนิ่นๆ
ราวกับว่า... นางไม่ใช่มารดาบังเกิดเกล้า แต่เป็นยายเฒ่าใจร้าย ที่หากคลาดสายตาเพียงนิด ก็จะหาเรื่องรังแกนังแพศยานี่!
เมื่อถูกกล่าวพาดพิงถึงเรื่องราวในอดีต เสิ่นถิงอวี้ก็หันไปมองชุยลิ่งเหยาแวบหนึ่ง
“ในอดีตลูกตาบอดไม่รู้ใจตนเอง… จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน ตอนที่ท่านอาหญิงล้มป่วยหนัก และต้องการเลือกคู่ครองให้กับญาติผู้น้อง… ลูกถึงได้ตาสว่าง”
“บัดนี้เมื่อลองคิดดูแล้ว... น้องหญิงต้องทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจไปอย่างไร้เหตุผลมากมาย ลูกเพียงหวังว่านางจะไม่โกรธเคืองลูกจากใจจริง”
ประโยคหลังนี้เขาจงใจกล่าวกับชุยลิ่งเหยา
เสิ่นถิงอวี้เกรงว่านางจะรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอ เพียงเพราะความไร้เยื่อใยที่เขาเคยมีต่อเผยซูเหยาในอดีต
ชุยลิ่งเหยาฟังความหมายของเขาออก… นางสบตากับเขา แล้วส่ายหน้าช้าๆ
นางมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จึงรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือวิญญูชนอย่างแท้จริง
หากไม่ชอบ… เขาก็ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา
แม้จะถูกตามตื๊อพัวพันครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ยังเห็นแก่หน้าของท่านอาหญิง จึงไม่ได้ถือสาหาความอันใด
ต่อให้เจ้าของร่างเดิมจะไปสรรหายาปลุกกำหนัดมาใช้ จนสุดท้ายต้องรับผลกรรมที่ตนก่อ เขาก็ไม่ได้ซ้อนแผนเพื่อกำจัดนางให้สิ้นซาก
ในยามที่นางสติเลอะเลือนและต้องการจะตามพี่ชายไป เขาก็เพียงแค่พยักหน้าเงียบๆ
จะปล่อยไปก็ย่อมได้ แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น กลับคำนึงถึงชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของนาง จึงได้ออกโรงขัดขวางเอาไว้ก่อน
ชุยลิ่งเหยาไม่ใช่คนไร้เหตุผล ต่อให้นางจะรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมตายอย่างอยุติธรรม แต่นางก็ไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดของเขา
ทั้งสองคนสบตากันเพียงชั่วครู่… ทว่าเมื่อภาพนั้นตกอยู่ในสายตาของหลิวซื่อ มันกลับกลายเป็นการเล่นหูเล่นตาส่งสาส์นรักให้กัน!
โทสะที่นางพยายามสะกดกลั้น ก็ไม่อาจกักเก็บได้อีกต่อไป!
แต่นางก็มิอาจทำใจอาละวาดใส่บุตรชาย จึงได้แต่เบนเข็มความโกรธแค้นไปหาชุยลิ่งเหยาแทน
“ช่างเป็นหญิงที่หน้าไม่อายเสียจริง! จวนกั๋วกงเห็นแก่ที่สองแม่ลูกเช่นพวกเจ้าต้องตกระกำลำบาก จึงได้เมตตารับเลี้ยงดู ให้พวกเจ้ามีที่ซุกหัวนอน! แต่เจ้ากลับกล้ามายั่วยวนลูกชายของข้าเช่นนี้!”
“ท่านแม่โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ”
เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“ท่านอาหญิงคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านปู่ จวนกั๋วกงแห่งนี้ก็คือบ้านของนาง การที่นางพาน้องหญิงกลับมา ก็เป็นเพราะท่านปู่เป็นผู้อนุญาต”
“อีกอย่าง… เป็นลูกเองที่ไปหลงรักน้องหญิง นางไม่เคยยั่วยวนลูกเลยแม้แต่น้อย”
ทุกถ้อยคำล้วนเป็นการออกหน้าปกป้องอย่างเต็มที่
“ลูกแม่! เจ้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!” หลิวซื่อโกรธจนหัวเราะออกมา
“เจ้าตระหนักหรือไม่ ว่าการรับนางเป็นอนุภรรยา ก็เท่ากับเป็นการตอกตะปูลงในดวงตาของภรรยาเอกในอนาคตของเจ้า!?”
การมีญาติผู้น้องที่รักใคร่กลมเกลียวมาเป็นอนุในเรือนหลัง แทบจะเป็นการการันตีเลยว่าจะเกิดปัญหา
‘โปรดปรานอนุข่มเหงภรรยาเอก’
บ้านใดที่รักและถนอมบุตรสาว มีหรือจะยอมให้แต่งเข้ามาได้?
ส่วนครอบครัวที่ไม่รักบุตรสาว… ต่อให้แต่งงานกันไป แล้วจะเรียกว่าเป็นการผูกมิตรสองตระกูลที่แท้จริงได้หรือ?
แม้จวนกั๋วกงจะมั่งคั่งร่ำรวย บุตรชายคนโตของนางสามารถอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองสร้างอนาคตที่สดใสได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัว
ทว่าเรื่องทายาทของเขาเล่า?
การมีมารดาที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์ และมีครอบครัวฝั่งตาที่คอยอุ้มชู ย่อมนำมาซึ่งผลประโยชน์สำหรับบุตรในอนาคตนับไม่ถ้วน
พวกเขาจะไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาได้อย่างไร? และเหตุใดจึงต้องมายอมทำเรื่องเลอะเลือนเช่นนี้ เพียงเพื่อสตรีที่เป็นแค่เด็กกำพร้าที่มาอาศัยใบบุญในจวนด้วย?
หลิวซื่อสอนสั่งด้วยความหวังดี
“ตั้งแต่เล็กเจ้าก็เป็นเด็กฉลาด มีความคิดเป็นของตนเอง แม่แทบไม่เคยต้องตัดสินใจแทนเจ้าเลย… แต่เรื่องนี้อย่างไรก็มิได้เด็ดขาด เจ้าจะรับนางเป็นอนุไม่ได้!”
ภายในห้องโถง มีเพียงเสียงพร่ำเตือนของนางดังก้อง
นับตั้งแต่ชุยลิ่งเหยาก้าวเท้าเข้ามาในประตู นอกจากการทำความเคารพในตอนแรกแล้ว นางก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอันใดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
นางเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว…
ว่าเรื่องที่เสิ่นถิงอวี้ต้องการแต่งนางเป็น ‘ภรรยาเอก’ จะต้องทำให้จวนกั๋วกงสั่นสะเทือนไปทั่วแน่
ทว่านางกลับคาดไม่ถึง… ว่าในตอนนี้หลิวซื่อที่หลงคิดไปเองว่าเขาจะรับนางเป็นแค่ ‘อนุภรรยา’ ก็ยังมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เสิ่นถิงอวี้ยืนกรานว่าจะไม่รับอนุ ชุยลิ่งเหยาก็อดแอบเหงื่อตกแทนเขาไม่ได้
หลิวซื่อค่อยๆ พร่ำบ่นเหตุผลไปเรื่อยๆ เสิ่นถิงอวี้ยืนอยู่ด้านข้าง หลุบตาลงต่ำ รับฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากขัดจังหวะมารดาแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุด, เมื่อหลิวซื่อคิดว่าตนได้แจกแจงผลดีผลเสียออกไปจนหมดเปลือกแล้ว นางจึงยอมหยุดพูด ยกจอกชาใสขึ้นจิบ แล้วเอ่ยถามบุตรชาย
“แม่พูดไปตั้งมากมาย เจ้าเข้าใจจนกระจ่างแล้วหรือไม่?”
“กระจ่างแจ้งแล้วขอรับ” เสิ่นถิงอวี้จับป้านชา ยกแขนขึ้นเบาๆ เพื่อรินชาเติมให้นาง
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบมั่นคง
“สิ่งที่ท่านแม่พิจารณานั้นมีเหตุผลจริงๆ ทว่าทั้งหมดนี้... ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ‘เหยาเหยา’ ไม่ได้มีความสำคัญอันใดต่อลูก สามารถถูกชั่งน้ำหนัก แล้วเขี่ยทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย”
สีหน้าของหลิวซื่อเพิ่งจะผ่อนคลายลงได้เพียงชั่วครู่ กลับมาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคหลังของเขา
“หมายความว่าอย่างไร?”
เสิ่นถิงอวี้เอ่ยตอบเสียงดังฟังชัด
“ลูกมีใจรักใคร่เหยาเหยา... หากพลาดนางไป ชาตินี้ลูกคงไม่อาจมีความสุขได้อีก”
ถ้อยคำนี้ช่างหนักแน่นและทรงพลังนัก ยิ่งหลุดออกมาจากปากคนที่มีนิสัยสงบนิ่งไร้กิเลสอย่างเขาด้วยแล้ว มันช่างสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้ฟังได้อย่างเหลือล้น
ภายในห้องโถง, ชุยลิ่งเหยาที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ก็พลันช้อนตาขึ้นมองเขาทันที
ส่วนหลิวซื่อนั้นยิ่งตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ…
มุมปากของเสิ่นถิงอวี้เม้มเข้าหากันเล็กน้อย
“แม้จะเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ก็ยังคิดจะขัดขวางลูกอยู่อีกหรือขอรับ?”
ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา เขาแน่ใจมานานแล้ว ว่าชาตินี้เขาคงไม่อาจรักสตรีคนใดได้เหมือนที่รักนางอีกแล้ว
กว่าสวรรค์จะเมตตาประทานโอกาสให้นางกลับมาหาเขา... เขาจะยอมพลัดพลาดจากนางไปได้อย่างไร?
และจะให้เขายอมตัดใจ ให้นางต้องทนลดเกียรติเป็นเพียงอนุภรรยาหรือ?
เดิมทีนี่ก็เป็นเพียงแผนการรับมือเฉพาะหน้าของนางอยู่แล้ว หากเขามอบตำแหน่งอนุให้นาง… ในวันข้างหน้า หากนางคิดจะทอดทิ้งเขาไป นางย่อมไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย
มีเพียงการจัดพิธีสู่ขอตามประเพณีครบถ้วน ถือทะเบียนสมรส และแต่งนางเข้ามาเป็น ‘ภรรยาเอก’ เท่านั้น พวกเขาถึงจะผูกพันกันอย่างแท้จริง
และจะไม่มีใคร... สามารถพรากพวกเขาจากกันได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป
หลิวซื่อนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน…
นางจ้องมองบุตรชายคนโตที่เคยสร้างความภาคภูมิใจให้นางมาโดยตลอด ก่อนจะทอดสายตาข้ามไหล่เขา ไปหยุดอยู่ที่ร่างของชุยลิ่งเหยาที่ยืนอยู่ตรงกลางห้อง
น้ำเสียงของนางแฝงความไม่อยากจะเชื่ออยู่หลายส่วน
“เหตุใดจู่ๆ... เขาถึงได้รักใคร่หลงใหลเจ้าถึงเพียงนี้...”