- หน้าแรก
- เส้นทางลับสู่บัลลังก์ไททัน
- บทที่ 38 - ข้าเคยแวะเวียนไปชั่วครู่
บทที่ 38 - ข้าเคยแวะเวียนไปชั่วครู่
บทที่ 38 - ข้าเคยแวะเวียนไปชั่วครู่
บทที่ 38 - ข้าเคยแวะเวียนไปชั่วครู่
"คัมภีร์สรรพรู้งั้นเหรอ"
"มันปรากฏตัวอีกครั้งแล้ว!!"
มหาจักรพรรดิกับผู้เผยพระวจนะผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ผ่านทางแว่นตา 'ผู้ชี้แนะจิตวิญญาณ' เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างรุนแรงของมหาจักรพรรดิได้อย่างชัดเจน
ส่วนผู้เผยพระวจนะที่ลุกขึ้นยืนเหมือนกันนั้น...
จากการรับรู้ของเฉินเซี่ยง ความตกใจของเธอเป็นเพียงการเสแสร้ง อารมณ์ของเธอไม่ได้มีความผันผวนเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว
ในใจของเขาเกิดระลอกคลื่นแห่งความสงสัย เขาจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ ก่อนจะนึกสงสัยขึ้นมาว่า คัมภีร์สรรพรู้คืออะไร
วัตถุต้องห้าม 002... อืม ลำดับสูงกว่ากระจกเอ๋อแค่ไม่กี่อันดับเอง
เฉินเซี่ยงไม่ได้เอ่ยปากถาม เพราะนั่นจะทำให้ความลับของเขาแตก เขาทำเพียงแค่นั่งมองดูทุกอย่างด้วยความสงบนิ่ง
ปฐมบุรุษพยักหน้าเบาๆ
"ใช่แล้ว ฉันมั่นใจว่านั่นคือคัมภีร์สรรพรู้"
ระหว่างที่พูด เขาก็ปรายตามองไปทาง 'ผู้ชี้แนะ' ที่ลึกลับ ผู้ชี้แนะไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ทำตัวราวกับเป็นผู้ยืนดูอยู่ห่างๆ อย่างเย่อหยิ่ง
มหาจักรพรรดิหายใจหอบถี่อย่างเห็นได้ชัด
"มันอยู่ที่มหานครเกรียงไกรเหรอ ปิดผนึกมันซะ ไม่สิ นำมันไปถวายแด่องค์เทพ!"
"ไม่ได้"
ปฐมบุรุษส่ายหน้า
"สภาพของคัมภีร์สรรพรู้ในตอนนี้แปลกประหลาดมาก มัน... กลายเป็นคนไปแล้ว"
"???"
มหาจักรพรรดิตกตะลึง วัตถุต้องห้าม 002 กลายเป็นคนไปแล้วเนี่ยนะ
ปฐมบุรุษพูดอย่างใจเย็น
"ไม่ต้องห่วง ฉันคอยเฝ้าดูคัมภีร์สรรพรู้อยู่ คัมภีร์สรรพรู้รู้ทุกสรรพสิ่ง บันทึกทุกสรรพสิ่ง ฉันกลับอยากรู้มากกว่าว่า หลังจากมันกลายเป็นคนแล้ว มันจะก้าวไปถึงจุดไหน"
"ปฐมบุรุษ คุณกำลังเล่นกับไฟนะ"
มหาจักรพรรดิกล่าวเตือน
"ถ้าคัมภีร์สรรพรู้ตกไปอยู่ในกำมือของพวกเทพต่างมิติอีกล่ะก็ ผลที่ตามมามันจะเลวร้ายจนเกินจินตนาการเลยนะ!"
"ถูกต้อง!" ผู้เผยพระวจนะก็พูดเสริมอย่างจริงจัง "ขอแค่ให้เวลาคัมภีร์สรรพรู้มากพอ มันสามารถวิเคราะห์หาวิธีที่จะฆ่าองค์เทพได้จริงๆ เลยนะ คุณอย่าลืมเรื่องของดวงอาทิตย์สิ!"
เฉินเซี่ยงใจหายวาบ ดวงอาทิตย์งั้นเหรอ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
"การร่วงหล่นของดวงอาทิตย์ เกี่ยวข้องกับคัมภีร์สรรพรู้งั้นเหรอ"
"ใช่"
ผู้เผยพระวจนะอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"จ้าวแห่งความตายเคยใช้เวลาถึงแปดร้อยสี่สิบปี เพื่อให้คัมภีร์สรรพรู้วิเคราะห์หาวิธีฆ่าจอมราชันย์แห่งสนธยาได้อย่างเจาะจงและเด็ดขาด หลังจากนั้น..."
เธอถอนหายใจ
"จอมราชันย์แห่งสนธยาผู้ยิ่งใหญ่ก็ร่วงหล่นอย่างแท้จริง เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ท้องฟ้าที่มีดวงอาทิตย์สองดวงก็กลายเป็นมีดวงจันทร์สองดวงแทน..."
เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่น นึกถึงเสียงร่ำไห้ของจันทร์สีเลือด แววตาของเขาล้ำลึกสุดหยั่ง
ไททันมรณะงั้นเหรอ
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว เป็นความโกรธแค้นที่มีต่อคนทรยศ!
ปฐมบุรุษเคาะโต๊ะกลมเบาๆ
"ฉันจะคอยจับตาดูเรื่องของคัมภีร์สรรพรู้อย่างใกล้ชิด ที่ฉันไม่เก็บมันมา ก็เพราะฉันพบว่ามันมีคนที่สนิทสนมด้วยแล้ว"
"เป็นไปไม่ได้" ผู้เผยพระวจนะปฏิเสธทันควัน
"เหลวไหล!" มหาจักรพรรดิส่ายหน้าไม่หยุด
"แต่นั่นคือความจริง"
ปฐมบุรุษพูดเสียงเรียบ
"ฉันคงไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว พวกคุณก็ไม่ต้องมาถามฉันถึงที่อยู่ของคัมภีร์สรรพรู้หรอกนะ ฉันจะไม่บอก และพวกคุณก็อย่าพยายามไปตามหามันด้วย หลังจากนี้ฉันจะคอยปกปิดร่องรอยให้มันเอง"
เขาหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"เอาล่ะ ข้อมูลข่าวสารเรื่องสุดท้ายของฉัน ข่าวนี้ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย... ลัทธิวิญญาณว่างเปล่าวางแผนที่จะทำพิธีอัญเชิญเทพจุติในเขตเก้าของมหานครเกรียงไกร ก็แค่นั้นแหละ"
รูม่านตาของเฉินเซี่ยงหดตัวลงอย่างรุนแรง
ผู้เผยพระวจนะถามด้วยความสงสัย
"คุณไม่เข้าไปขัดขวางเหรอ"
"ไม่จำเป็นหรอก"
ปฐมบุรุษตอบอย่างใจเย็น
"จ้าวแห่งความตายได้ยอมก้มหัวให้กับพวกเทพต่างมิติแล้ว พระองค์เป็นฝ่ายปล่อยทิ้งเขตเก้าไปเอง ถ้าฉันเข้าไปแทรกแซงก็จะถูกสงสัยเอาได้"
ใจของเฉินเซี่ยงหล่นวูบ ข้อสงสัยก่อนหน้านี้ได้รับคำตอบแล้ว มิน่าล่ะมหานครเกรียงไกรถึงไม่ยอมเข้าไปจัดการกับความวุ่นวายในเขตเก้าเลย!
ปฐมบุรุษพูดต่อ
"แต่ฉันกะว่าจะลองปล่อยให้พวกลัทธิวิญญาณว่างเปล่าเอาข่าวเรื่องของดูต่างหน้าของสนธยาไปบอกคริสตจักรความว่างเปล่าอันลึกล้ำดู นี่ถือเป็นโอกาสดีเลยนะ"
"อ้อ" มหาจักรพรรดิเริ่มสนใจ "หมายความว่ายังไง"
เฉินเซี่ยงกับผู้เผยพระวจนะก็หันไปมองด้วยความสนใจเช่นกัน
ปฐมบุรุษอธิบาย
"คริสตจักรความว่างเปล่าอันลึกล้ำไม่ได้เอาป้ายคำสั่งสมาชิกสภาไปชิ้นหนึ่งหรอกเหรอ ฉันตั้งใจจะปล่อยข่าวออกไปว่า ของดูต่างหน้าของสนธยาจะเปิดออกได้ก็ต่อเมื่อใช้ป้ายคำสั่งเท่านั้น และเมื่อไม่นานมานี้ฉันก็เพิ่งจะลงอาคมต้องห้ามไว้ที่กล่องไม้นั่น เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถูกนำออกไปจากมหานครเกรียงไกรเด็ดขาด!"
ผู้เผยพระวจนะเข้าใจในทันที
"คุณตั้งใจจะรอให้คนของคริสตจักรความว่างเปล่าอันลึกล้ำถือป้ายคำสั่งมาที่มหานครเกรียงไกร แล้วค่อยฉวยโอกาสชิงป้ายคำสั่งคืนมาสินะ วิธีนี้คงไม่ได้ผลหรอก คนของคริสตจักรเทพต่างมิติไม่ได้โง่นะ"
"ฉันรู้ พวกเขาก็รู้ว่านี่คือกับดัก แต่พวกเขาจะตัดใจยอมทิ้งของดูต่างหน้าของสนธยาได้จริงๆ งั้นเหรอ"
ปฐมบุรุษหัวเราะเสียงต่ำ
"ต่อให้พวกเขาจะยอมตัดใจ แต่จ้าวแห่งความว่างเปล่าและการต่อต้านความเป็นจริงพระองค์นั้น คงไม่ยอมหรอกนะ..."
คิ้วของเฉินเซี่ยงกระตุกยิกๆ เขาแกล้งถามลอยๆ
"ปฐมบุรุษ ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าของดูต่างหน้าของสนธยาอยู่ในมือของคนธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ คนธรรมดาคนนั้นจะปกป้องของดูต่างหน้านั่นได้เหรอ"
ปฐมบุรุษหัวเราะ
"คนธรรมดาคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้วล่ะ ฉันพบว่าเขาคือผู้ส่งสาส์นบรรพกาลคนหนึ่งในสังกัดของคุณนั่นแหละ แถมผู้ส่งสาส์นคนนี้ยังมีความพิเศษบางอย่างด้วย ฉันตั้งใจจะให้เขาเป็นสมาชิกสภาสำรอง ครั้งนี้ก็ถือซะว่าเป็นการทดสอบเขาก็แล้วกัน"
เขาถอนหายใจแล้วพูดต่อ
"เมื่อสิบแปดปีก่อน ประกาศิตสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก็คือ จะต้องเติมเต็มที่นั่งทั้งเก้าของสภาให้ครบให้ได้ ฉันสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการหวนคืนของเหล่าจอมราชันย์ก็เป็นได้!"
"อ้อ" มหาจักรพรรดิทำหน้าครุ่นคิด "ผู้ส่งสาส์นบรรพกาลคนนั้นพิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ คุณถึงกับคิดจะดึงเขาเข้ามาเป็นสมาชิกสภา... พลังของเขาคงยังห่างชั้นอยู่อีกไกลเลยสินะ"
ปฐมบุรุษส่ายหน้า
"ยุคสมัยนี้แล้ว จะมีเทพจำแลงที่ไหนยอมเข้าร่วมกับสภาบรรพกาลอีกล่ะ ก็คงต้องเริ่มปั้นกันใหม่ตั้งแต่ต้นนั่นแหละ พวกเราสี่คนในภายภาคหน้าก็จะถูกจัดให้เป็นสมาชิกสภาระดับสูง ส่วนสมาชิกใหม่ที่พลังยังไม่ถึงขั้น ก็ให้เป็นสมาชิกสภาระดับล่างไปก่อนก็แล้วกัน"
เฉินเซี่ยงนั่งฟังเงียบๆ รู้สึกพูดไม่ออก จะปั้นให้เขาเป็นสมาชิกสภางั้นเหรอ
แบบนั้นไม่ได้หรอกนะ
เขาจะแยกร่างเป็นสองคนมาเข้าร่วมการประชุมพร้อมกันได้ยังไงล่ะ
ที่สำคัญที่สุดคือ ปฐมบุรุษบอกว่าเขามีความพิเศษบางอย่าง ปฐมบุรุษค้นพบอะไรในตัวเขากันแน่
ผู้เผยพระวจนะโบกมือปัด
"พูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ป้ายคำสั่งอีกห้าชิ้นก็ยังตกไปอยู่ในมือของคริสตจักรเทพต่างมิติทั้งห้าแห่งอยู่เลย"
"ก็ถือซะว่าเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ ไง"
ปฐมบุรุษยิ้ม
"ทางฝั่งฉันก็ไม่มีข่าวอะไรที่น่าแปลกใจแล้วล่ะ... ผู้ชี้แนะ คุณล่ะ"
สายตาของสมาชิกสภาทั้งสามจับจ้องไปที่ 'ผู้ชี้แนะ' ซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกลึกลับพร้อมกัน
ผู้ชี้แนะนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเบาๆ ท่ามกลางเศษเสี้ยวแห่งกาลเวลาที่แตกกระจายออกมา ผู้ชี้แนะก็เอ่ยขึ้นช้าๆ
"ข่าวแปลกใหม่อะไรนั่นฉันไม่มีหรอก แต่ฉันมีข้อมูลที่แม่นยำอยู่เรื่องหนึ่ง... เท่าที่ฉันรู้ ตี้ทานผู้ยิ่งใหญ่ ทรงตื่นขึ้นแล้ว"
สมาชิกสภาทั้งสามชะงักงันไปทันที วินาทีต่อมาก็เห็นม่านหมอกลึกลับรอบตัวผู้ชี้แนะหมุนวนอย่างเชื่องช้า พร้อมกับน้ำเสียงอันน่าเกรงขามที่ดังขึ้น
"เสียง 'มีอยู่จริง' ที่ดังก้องเหนือเมืองเหมันต์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะเป็นเสียงของตี้ทานผู้ยิ่งใหญ่นั่นแหละ อย่างที่ชนเผ่าบรรพกาลพูดไว้ไม่มีผิด เสียงของพระบิดาดังขึ้นอีกครั้ง จุดจบของคนทรยศและพวกชั่วช้าใกล้จะมาถึงแล้ว!"
สมาชิกสภาทั้งสามเงียบไปเนิ่นนาน
ปฐมบุรุษเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ผู้ชี้แนะ แหล่งข่าวของคุณคือ..."
"ลองทายดูสิ" ผู้ชี้แนะยิ้ม
ผู้เผยพระวจนะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
"ผู้ชี้แนะ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อคุณนะ แต่ตี้ทานผู้ยิ่งใหญ่กับจอมราชันย์ทั้งเจ็ดพระองค์ล้วนถูกพวกเทพต่างมิติอันต่ำช้าเนรเทศไปอยู่ที่มิติย่อยแล้ว คุณจะ..."
"ข้าเห็นมากับตาตัวเอง"
น้ำเสียงของผู้ชี้แนะฟังกังวานและไพเราะ ราวกับกำลังขับลำนำ
"ข้าเห็นจอมราชันย์บรรพกาลทั้งเจ็ดพระองค์แหวกว่ายอยู่ภายใต้วังวนแห่งสีสัน ข้าเห็นพวกพระองค์โห่ร้องและกระโดดโลดเต้นอยู่รอบๆ ร่างอันยิ่งใหญ่สูงสุดร่างหนึ่ง"
"ข้าเห็นเปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนอยู่รอบกายของผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ข้าเห็นดาบหักเล่มหนึ่งปักอยู่บนศีรษะของพระองค์..."
คราวนี้สมาชิกสภาทั้งสามสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
พวกเขานึกถึงบทสวดภาวนาของชนเผ่าบรรพกาลที่เปลี่ยนไปก่อนหน้านี้ ผู้เผยพระวจนะพึมพำราวกับคนละเมอ
"วันนั้น เพลิงทมิฬร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า..."
มหาจักรพรรดิจ้องมองผู้ชี้แนะตาไม่กะพริบ จ้องมองชายลึกลับที่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกอันหนาทึบ ริมฝีปากแห้งผาก
"คุณ... ท่าน เคยไปที่มิติย่อยมางั้นหรือ"
ผู้ชี้แนะยิ้ม
"เคยเดินผ่าน เคยแวะเวียน เคยพบเห็น ข้าเคยหยุดพักที่นั่นชั่วครู่ จอมราชันย์บรรพกาลพระองค์หนึ่งเป่าแตรอันยิ่งใหญ่ พายุสีสันอันไร้ที่สิ้นสุดหมุนวนและพัวพันกัน..."
"ท่าน... เป็นใครกันแน่" ปฐมบุรุษเอ่ยเสียงขรึม
ในมือของผู้เผยพระวจนะดูเหมือนกำลังลูบคลำลูกแก้วคริสตัลอยู่ เธอถามย้ำอีกครั้ง
"ท่าน... เป็นใครกันแน่"
"ข้าน่ะหรือ"
ผู้ชี้แนะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
"ข้าเคยสดับฟังเสียงตะโกนและเสียงกระซิบของจอมราชันย์บรรพกาล เคยพูดคุยกับพวกพระองค์อย่างใกล้ชิด เพื่อไถ่ถามถึงความลับที่สูญหายไป... และนี่ก็คือเหตุผลที่ข้ามาที่สภาและเข้าร่วมกับสภาแห่งนี้"
ผู้เผยพระวจนะไอออกมาอย่างรุนแรง
ปฐมบุรุษลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีนอบน้อม ยื่นม้วนคัมภีร์ส่งให้
"ท่านผู้ชี้แนะ นี่คือภาพนิมิตของจอมราชันย์แห่งสนธยาที่คัดลอกมาครับ"
"ขอบใจ"
เฉินเซี่ยงรับม้วนคัมภีร์มา ใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเบาๆ ร่างกายค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าและเลือนหายไปทีละนิด
ก่อนจะจากไป เขาได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
"ข้าเข้าข้างมนุษย์ และเวทนามนุษย์ ข้าไม่เคยปรารถนาที่จะเห็นชีวิตผู้คนต้องพินาศย่อยยับ... ข้าจะให้สาวกบรรพกาลในสังกัดของข้าเดินทางไปที่มหานครเกรียงไกรสักครั้ง ปฐมบุรุษ เรื่องไหนที่คุณไม่สะดวกเข้าไปก้าวก่าย ข้าจะจัดการเอง"
สิ้นคำพูด ร่างของผู้ชี้แนะก็อันตรธานหายไปจากโถงวิหารอย่างสมบูรณ์
มหาจักรพรรดิกับปฐมบุรุษหันไปมองผู้เผยพระวจนะพร้อมกัน ผู้เผยพระวจนะไออย่างหนักจนเห็นคราบเลือด นั่นคือสิ่งแลกเปลี่ยนจากการใช้ลูกแก้วคริสตัล!
เธอลูบคลำลูกแก้วคริสตัล ยกมันขึ้นแนบหู คล้ายกำลังตั้งใจฟัง
ผ่านไปครู่ใหญ่
ผู้เผยพระวจนะก็พูดซ้ำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"024 บอกว่า ถ้อยคำของผู้ชี้แนะ ล้วนเป็นความจริง"
เธอกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง ปฐมบุรุษกับมหาจักรพรรดิรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว พวกเขาหันไปมองบัลลังก์ทองสัมฤทธิ์ที่ว่างเปล่าของผู้ชี้แนะโดยไม่ได้นัดหมาย
เศษเสี้ยวแห่งกาลเวลาสองสามเม็ดพร้อมกับม่านหมอกลึกลับบางๆ ยังคงหลงเหลืออยู่บนบัลลังก์นั้น
ภาพลักษณ์อันเลือนรางของผู้ชี้แนะถูกยกระดับสูงขึ้นจนไร้ขีดจำกัดในใจของพวกเขา
พวกเขาสั่นสะท้านเบาๆ
[จบแล้ว]