- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพระเอกแต่ไอเทมโกงหายไปไหน
- บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของศิษย์พี่ลู่และต่งเซวียนเอ๋อร์ที่ถูกหมายหัว
บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของศิษย์พี่ลู่และต่งเซวียนเอ๋อร์ที่ถูกหมายหัว
บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของศิษย์พี่ลู่และต่งเซวียนเอ๋อร์ที่ถูกหมายหัว
บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของศิษย์พี่ลู่และต่งเซวียนเอ๋อร์ที่ถูกหมายหัว
หลังจากนั้นหานลี่ก็ได้เข้าไปตีสนิทกับผู้ดูแลขั้นสร้างรากฐานแซ่หวังและคนอื่นๆ
เมื่อเขาเข้าใจว่าการที่ 'ฐานะ' ของเขาถูกเปิดเผยจนลากเอาชื่อของศิษย์ป้าหงฝูเข้ามาเอี่ยว เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาได้สิทธิ์ชนะผ่านหนึ่งรอบแถมยังถูกจับคู่ให้เจอกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่า เขาก็ยิ่งรู้สึกทอดถอนใจอยู่ลึกๆ
มันก็จริงนะ ไม่ว่าจะอยู่ในโลกใบไหน คอนเน็กชันและเส้นสายก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเสมอ
ถ้าไม่ใช่เพราะบารมีของศิษย์ป้าหงฝู คู่ต่อสู้สามคนแรกบนเวทีประลองของเขาอาจจะไม่ใช่แค่ผู้ฝึกตนระดับแปดหรือเก้าก็ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการได้สิทธิ์ชนะผ่านในรอบหลังเลย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความสามารถที่แท้จริงของเขาด้วย
ถ้าเขาต้องสู้ยิบตากว่าจะเอาชนะผู้ฝึกตนระดับแปดระดับเก้าได้ทั้งสามคนล่ะก็ ต่อให้จะมีการมอบสิทธิ์ชนะผ่านถึงสองครั้ง เขาก็คงถูกจับให้ไปสู้กับผู้เข้าแข่งขันที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ดี ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่มีทางคว้าอันดับมาได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นบรรดาผู้ฝึกตนอิสระและลูกหลานตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่มาร่วมแข่งขันก็คงต้องลุกฮือขึ้นมาประท้วงแน่ๆ ผู้ดูแลขั้นสร้างรากฐานทั้งสามคนก็คงต้องเสียหน้า และถ้าเรื่องบานปลายก็คงกลายเป็นปัญหาใหญ่
แต่ในเมื่อเขาแสดงให้เห็นถึงฝีมือที่ยอดเยี่ยมและสามารถจัดการผู้ฝึกตนระดับแปดระดับเก้าได้สบายๆ แถมยังงัดเอาไพ่ตายออกมาข่มขวัญจนผู้ฝึกตนระดับสิบหรือสิบเอ็ดต้องผวาและพากันหลีกหนี
เมื่อนำปัจจัยทุกอย่างมารวมกัน เขาก็กลายเป็นผู้ท้าชิงที่ชิลที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดไปโดยปริยาย
ไม่มีใครชิลเกินเขาอีกแล้ว
"ขอบพระคุณศิษย์อาจารย์อาทั้งสามที่เมตตา หานลี่จะขอจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ในใจ"
ในเวลานี้หานลี่ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาเลื่อนลอยว่าจะตอบแทนในภายภาคหน้า แต่เขาก็ได้จารึกน้ำใจครั้งนี้ไว้ในใจอย่างแท้จริง
"ดีมาก ดีมาก หลานหานรีบไปพักผ่อนเถอะ ไว้เราค่อยเดินทางกลับสำนักพร้อมกัน"
ผู้ดูแลทั้งสามต่างก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
การได้ทำความรู้จักกับหานลี่นั้นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับพวกเขา แต่ถ้าสามารถใช้หานลี่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อไปสร้างความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับศิษย์ป้าหงฝูได้ล่ะก็ นั่นต่างหากคือผลพลอยได้อันล้ำค่า
แบบนี้เรียกว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
...
หันไปมองการประลองบนเวทีของสำนักอื่นๆ กันบ้าง
ทางฝั่งของท่าเรือสกัดดาบ สำนักกระบี่ยักษ์ สำนักประตูสุญตา และป้อมปราการหอคอยฟ้าได้จบการประลองลงแล้ว และเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาในกลุ่มผู้ชนะของสำนักกระบี่ยักษ์ เขาคนนั้นก็คือทายาทสายรองของตระกูลเยี่ยแห่งแนวเขาฉินเยี่ย ผู้มีพลังขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบเอ็ดนั่นเอง เขาเคยเจอชายคนนี้ครั้งหนึ่งในงานชุมนุมย่อยไท่หนาน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาได้ยินชายคนนี้ประกาศกร้าวถึงที่มาของตนในขณะที่กำลังมีเรื่องบาดหมางกับผู้อื่น ทันทีที่ชื่อของตระกูลเยี่ยแห่งแนวเขาฉินเยี่ยหลุดออกมา อีกฝ่ายก็สงบปากสงบคำและยอมถอยทัพไปโดยดี
ทว่าในเวลานี้คนของตระกูลเยี่ยกลับปิดบังฐานะที่แท้จริงของตน และปลอมตัวเป็นผู้ฝึกตนอิสระเพื่อเข้าร่วมการแย่งชิงโควตา
ช่างไม่เหลือพื้นที่ให้บรรดาผู้ฝึกตนอิสระได้ลืมตาอ้าปากบ้างเลยจริงๆ
จากนั้นความคิดของเขาก็ล่องลอยไปถึงเรื่องอื่น
"แปลกจัง ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรพวกนี้ก็เหมือนกับตระกูลขุนนางในโลกมนุษย์งั้นหรือ ที่ชอบหว่านแหกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งลูกหลานไปอยู่ตามสำนักต่างๆ"
ถ้าจำไม่ผิด ตระกูลเยี่ยก็มีคนของตัวเองอยู่ในหุบเขาเมเปิลเหลืองด้วยนี่นา
เล่นส่งคนไปทั้งหุบเขาเมเปิลเหลืองและสำนักกระบี่ยักษ์ ช่างเป็นแผนการที่แยบยลเสียจริงๆ
เขาเลิกคิดฟุ้งซ่านและเบนความสนใจไปยังเวทีประลองของสำนักจันทราเร้นลับและสำนักภูเขาอสูรวิญญาณแทน
ในตอนนี้เหลือเพียงสองเวทีนี้เท่านั้นที่ยังคงประลองกันอยู่
สายตาของเขาจับจ้องไปที่เวทีแห่งหนึ่ง และก็บังเอิญเห็นร่างอันสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์ ซึ่งก็คือพี่ชายของหานอวิ๋นจือนั่นเอง
"ทะลวงถึงระดับสิบเอ็ดแล้วงั้นหรือ"
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
"น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ก็มีฝีมือไม่ธรรมดาเลย"
บนเวทีประลอง คู่ต่อสู้ของพี่ชายหานอวิ๋นจือก็เป็นผู้ฝึกตนระดับสิบเอ็ดเช่นเดียวกัน
แถมจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่เลือกสำนักภูเขาอสูรวิญญาณก็มีมากถึงสองร้อยแปดสิบกว่าคน และเมื่อมาถึงรอบสุดท้ายก็เหลือผู้เข้าแข่งขันสิบแปดคน นี่หมายความว่าแม้จะมีกลุ่มผู้แพ้ แต่ในกลุ่มนั้นก็มีโควตาเหลือเพียงที่นั่งเดียวให้ผู้แพ้ทั้งเก้าคนต้องไปแก่งแย่งกัน สถานการณ์เช่นนี้ช่างแตกต่างจากหุบเขาเมเปิลเหลืองอย่างสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้ชายฉกรรจ์จึงไม่สามารถยอมแพ้และหันไปฝากความหวังไว้กับการตะลุมบอนในกลุ่มผู้แพ้ที่โหดหินยิ่งกว่าได้
ในศึกครั้งนี้เขาต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอย่างไม่คิดชีวิต
"หวังว่าครั้งนี้เจ้าจะสามารถพลิกชะตาชีวิตของตัวเองได้นะ"
อาจจะเป็นเพราะคำอธิษฐานของหานลี่สัมฤทธิผล หรืออาจจะเป็นเพราะชายฉกรรจ์ผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจอยู่แล้ว ท้ายที่สุดชายฉกรรจ์ก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้อย่างหวุดหวิดแม้จะต้องแลกด้วยอาการบาดเจ็บ และสามารถคว้าโควตาอันล้ำค่ามาครองได้สำเร็จ
ถ้าเป็นไปตามเส้นเรื่องเดิม การให้ผู้ฝึกตนระดับสิบต้องไปสู้กับระดับสิบเอ็ด บทสรุปก็คงเดาได้ไม่ยาก
แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว
สองพี่น้องย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พวกเขาต่างโผเข้ากอดกันและหลั่งน้ำตาแห่งความปีติยินดีหลังจากคว้าชัยชนะมาได้ เมื่อหานลี่เห็นภาพนั้น เขาก็ยิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะค่อยๆ ถอยกรูดและกลืนหายเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบงัน
หานอวิ๋นจือคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง นางหันขวับกลับไปมองทางฝูงชนข้างเวทีประลองของสำนักภูเขาอสูรวิญญาณด้วยความประหลาดใจ
และในวินาทีนั้นเอง นางก็เหลือบไปเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยที่กำลังจะกลืนหายเข้าไปในฝูงชน
"คนคนนั้นคือ..."
...
เมื่อกลับมาถึงหุบเขาเมเปิลเหลือง
เรื่องราววีรกรรมของหานลี่ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงแรกข่าวนี้ยังไม่ได้ระบาดไปถึงหูของบรรดาศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาสุดฮอตในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานเสียมากกว่า
"หมายถึงเจ้าหนุ่มที่ใช้ป้ายคำสั่งวิถีเซียนคนนั้นน่ะหรือ"
"นี่เขาอาศัยการกินยาวิเศษจนสามารถดันพลังไปถึงระดับแปด แล้วก็ใช้ช่องโหว่ในช่วงที่ยังไม่ได้เข้าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ แอบไปลงแข่งในงานชุมนุมคัดเลือกเซียน แถมยังฝ่าด่านหฤโหดจนคว้าอันดับหนึ่งในสิบมาได้เนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไงกัน"
ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็ฟังดูเหลือเชื่อสุดๆ
"ได้ยินมาว่าเจ้าหนูนั่นได้สิทธิ์ชนะผ่านไปดื้อๆ ครั้งหนึ่ง ทำให้รอดพ้นจากการต่อสู้ในช่วงที่ดุเดือดที่สุดไปได้ แถมคู่ต่อสู้สามคนแรกก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับแปดระดับเก้าธรรมดาๆ..."
การได้สิทธิ์ชนะผ่านไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดพลังเวทมนตร์และไพ่ตายเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้เขามีเวลาเตรียมความพร้อมและปรับสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนจะไปลุยในรอบต่อไปด้วย
"ดวงดีอะไรขนาดนี้เนี่ย..."
มีเสียงอุทานด้วยความอิจฉาดังขึ้นมากมาย
แต่ก็มีบางคนที่ชอบขัดจังหวะด้วยคำพูดที่ไม่เข้าหูเช่นกัน
"เหอะ ข้าว่าไม่ใช่เพราะดวงดีหรอก แต่เป็นเพราะศิษย์น้องหวังและคนอื่นๆ แอบช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังต่างหากล่ะ"
"ศิษย์พี่สวี่ ท่านกำลังสงสัยว่าศิษย์พี่หวังและพวกทุจริตการแข่งขันงั้นหรือ" มีคนฉีกยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยถาม
"ข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ" ชายชราแซ่สวี่กรอกตามองบน จะให้เขาพูดออกไปตรงๆ ได้ยังไงล่ะ
เขาไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปล่วงเกินเพื่อนร่วมรุ่นถึงสามคนพร้อมกันหรอกนะ
ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังอาจจะไปพาดพิงถึงผู้อาวุโสระดับสร้างแก่นทองคำอีกด้วย
ถึงเขาจะกล้าหาญชาญชัยแค่ไหนก็ไม่กล้าเสี่ยงขนาดนั้นหรอก
"ศิษย์พี่สวี่ บางเรื่องถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าไปคาดเดามั่วซั่วจะดีกว่า ความสามารถและรากฐานของหลานหานเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน และยังได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ฝึกตนอิสระที่เข้าร่วมประลองด้วย ในเมื่อพวกผู้ฝึกตนอิสระยังไม่บ่นอะไร แล้วพวกเราจะมาวิพากษ์วิจารณ์กันไปเพื่ออะไรล่ะ"
ตราบใดที่พวกผู้ฝึกตนอิสระยอมรับได้และไม่ลุกขึ้นมาโวยวาย การได้สิทธิ์ชนะผ่านก็ถือว่าเป็นความโชคดีของหานลี่ล้วนๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับการแอบช่วยเหลือของพวกผู้ดูแลหรอก
"ฮึ่ม"
ไม่นานนักเสียงวิจารณ์ในแง่ลบก็เลือนหายไป สิ่งที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดก็คือความโชคดีและวีรกรรมอันเป็นตำนานของหานลี่
"จะว่าไปแล้ว เจ้าหนูนั่นเอาป้ายคำสั่งวิถีเซียนไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับศิษย์ป้าหงฝูมามากมายขนาดไหนกันเนี่ย"
"นั่นสิ เพียงแค่สองปี เจ้าของรากวิญญาณเทียมสี่ธาตุอย่างเขากลับสามารถฝึกฝนจนทะลวงถึงระดับแปดได้เชียวหรือ คงต้องกินยาวิเศษระดับล่างเข้าไปเป็นกำๆ แน่เลย"
"แค่ยาขนานล่างยังไม่พอหรอก ต้องพึ่งพาศิลาวิญญาณระดับกลางและยาวิเศษที่ช่วยทะลวงจุดคอขวดควบคู่ไปด้วยถึงจะทำได้"
ต้องใช้ทรัพยากรอัดแน่นขนาดนี้ถึงจะมีโอกาสทะลวงด่านได้ถึงสี่ระดับภายในเวลาแค่สองปี
"การที่เขากล้าผลาญทรัพยากรไปมากมายขนาดนี้ แสดงว่าในมือของเขาต้องยังมีของดีเหลืออยู่อีกเพียบแน่ๆ"
"นี่มันต้องใช้ศิลาวิญญาณกี่ก้อนกันเนี่ย"
"แถมเจ้าหนูนั่นยังมีทั้งยันต์คาถาเป็นปึกๆ และหุ่นเชิดสัตว์อสูรอีกหลายตัว..."
ใครเป็นคนให้มาน่ะหรือ
คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
"ศิษย์ป้าหงฝูช่างใจกว้างเสียจริง"
เพียงชั่วข้ามคืนเรื่องราวของหานลี่ก็ถูกกลบด้วยเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญในความใจกว้างของศิษย์ป้าหงฝูจนหมดสิ้น นี่เป็นสิ่งที่นางเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ใครจะไปคิดว่าหานลี่จะสามารถคว้าโควตามาได้จริงๆ และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือเรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นการช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของนางให้โด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้บารมีของนางในสำนักเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก จนชื่อเสียงอันดีงามนี้ลอยไปเข้าหูของบรรดาศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณระดับล่างเลยทีเดียว
และนี่คือผลลัพธ์ที่ตามมา
ชายหนุ่มผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าสำนักจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรขนาดเล็กอย่างตระกูลลู่ ซึ่งเพิ่งจะได้ยินกิตติศัพท์ของศิษย์ป้าหงฝูจากปากของน้องสาวตระกูลเฉินผู้หลงใหลในตัวเขา ก็เกิดความปรารถนาอันแรงกล้าขึ้นมาทันที
เขาแทบจะอยากสิงร่างของหานลี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ถ้าข้าได้รับความเมตตาจากศิษย์ปู่หงฝูบ้าง ชีวิตข้าจะเจริญก้าวหน้าขนาดไหนกันนะ"
"บัดซบ ไอ้เด็กรากวิญญาณเทียมสี่ธาตุกระจอกๆ พรรค์นั้นมันมีดีอะไรถึงได้โชคดีขนาดนี้ มันมีสิทธิ์อะไรกัน"
หน้าตาก็จืดชืดสู้เขาไม่ได้ ภูมิหลังก็ต่ำต้อย พรสวรรค์ด้านรากวิญญาณก็ยิ่งเทียบไม่ได้กับรากวิญญาณธาตุลมของเขา บางทีลีลาการประจบประแจงก็อาจจะด้อยกว่าเขาครึ่งต่อครึ่งด้วยซ้ำ เมื่อพูดถึงอนาคต ไอ้เด็กรากวิญญาณเทียมหน้าตาบ้านๆ คนนั้นไม่มีทางเทียบชั้นกับเขาได้เลย
"ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องหาทางเข้าใกล้ศิษย์ปู่หงฝูให้ได้..."
"ในเมื่อไอ้เด็กผู้ฝึกตนอิสระรากวิญญาณเทียมนั่นยังสามารถเอาอกเอาใจจนศิษย์ปู่หงฝูโปรดปรานและได้รับทรัพยากรมากมายขนาดนั้น แล้วทำไมอัจฉริยะผู้มีรากวิญญาณธาตุลมอย่างข้าจะทำไม่ได้ล่ะ"
หากเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างแก่นทองคำรุ่นเดอะ เขาคงจะประหยัดเวลาในการคลำทางไปได้อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว
"แต่ข้าจะหาทางเข้าถึงตัวศิษย์ปู่หงฝูเพื่อให้ท่านหันมาสนใจข้าได้อย่างไรล่ะเนี่ย"
นี่แหละคือปัญหาใหญ่
"จริงสิ ต่งเซวียนเอ๋อร์... ศิษย์น้องเซวียนเอ๋อร์ไม่ใช่สะพานเชื่อมชั้นยอดหรอกหรือ"
ใกล้ๆ กันนั้น
เฉินเฉี่ยวเชี่ยน หญิงสาวผู้แสนเรียบร้อย ไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่าศิษย์พี่ชายที่แสนดีของนางได้แอบติดป้าย 'ยางอะไหล่' เอาไว้บนหน้าผากนางเรียบร้อยแล้ว
นางยังคงตั้งหน้าตั้งตาปอกเปลือกองุ่นให้ศิษย์พี่ลู่อย่างขะมักเขม้น
และองุ่นแต่ละลูกที่ปอกเสร็จแล้ว นางก็เป็นคนป้อนเข้าปากศิษย์พี่ลู่ด้วยมือของนางเอง
ภาพความหวานแหววนี้ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
นั่นเป็นเพราะเฉินเฉี่ยวเชี่ยนไม่เพียงแต่จะมีหน้าตาสะสวยและนิสัยอ่อนโยนว่านอนสอนง่ายเท่านั้น แต่นางยังมีตระกูลเฉินซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหุบเขาเมเปิลเหลืองคอยหนุนหลังอยู่อีกด้วย นางคือบุตรสาวคนเล็กสายตรงของตระกูลเฉินในยุคปัจจุบัน เป็นแก้วตาดวงใจของทุกคนในตระกูล
เรียกได้ว่าเป็นลูกคุณหนูระดับไฮเอนด์ของแท้เลยทีเดียว
การได้รับความรักความหลงใหลจากศิษย์น้องเฉี่ยวเชี่ยนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้คนอิจฉาจนตาร้อนผ่าวไปกี่คนแล้ว
...
ทางด้านหานลี่ หลังจากได้รับเม็ดยาสร้างรากฐานเม็ดที่สองมาครอบครอง เขาก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังเขาพู่แดงทันที
วินาทีที่ยาสีฟ้าเป็นประกายสัมผัสกับฝ่ามือ มือของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะนี่คือ 'เม็ดยาสร้างรากฐานเม็ดแรก' ที่เขาได้สัมผัสด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอย่างแท้จริง
เพียงแต่ว่า
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะกลืนมันลงไป
"คารวะศิษย์ป้าขอรับ"
สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อกลับมาถึงก็คือการไปเยือนถ้ำพำนักของศิษย์ป้าหงฝู
[จบแล้ว]