- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 49 - ยันต์ต้อนศพ
บทที่ 49 - ยันต์ต้อนศพ
บทที่ 49 - ยันต์ต้อนศพ
บทที่ 49 - ยันต์ต้อนศพ
"หงส์เหยาไถ..."
โจวเซิงครุ่นคิดถึงชื่อนี้ ฟังดูก็รู้ว่าเป็นนามแฝงในการแสดงงิ้วอย่างแน่นอน พร้อมกันนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่า ตอนที่นักเล่านิทานเอ่ยชื่อนี้ออกมา แขกเหรื่อในเหลาอาหารต่างก็พากันวางตะเกียบลง
ใครก็ตามที่พอจะมีอายุสักหน่อย ดูเหมือนจะจดจำชื่อนี้ได้ฝังใจและยากจะลืมเลือน
ต่อให้เวลาจะล่วงเลยมาถึงสิบแปดปีแล้วก็ตาม
"หากจะพูดถึงท่านเฟิ่งผู้นี้ นางช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ อายุสิบหกปีก็ขึ้นเวทีเปิดตัว เพียงแค่เอื้อนเอ่ยก็สะกดผู้คนไปครึ่งเมืองสวินหยาง พออายุยี่สิบปีก็กลายเป็นนางเอกงิ้วอันดับหนึ่งแห่งเจียงโจว!"
"ไม่ใช่แค่งิ้วบุ๋นบทนางเอกนะ ทั้งบทสาวใช้ บทหญิงนักบู๊ บทยอดขุนพลหญิง ล้วนแสดงได้อย่างเหนือชั้น ทักษะฝีมือเป็นเลิศ ทุกรอบการแสดงล้วนได้รับเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว!"
"ในยุคนั้น ผู้คนค่อนเจียงโจว ล้วนตกเป็นแฟนงิ้วของนางทั้งสิ้น..."
เมื่อเอ่ยถึงหงส์เหยาไถผู้นี้ นักเล่านิทานก็บรรยายอย่างออกรสออกชาติ น้ำไหลไฟดับ แววตาเคลิบเคลิ้มหลงใหล ราวกับได้เห็นร่างอันงดงามเปล่งประกายบนเวทีงิ้วอีกครั้ง ได้สดับฟังน้ำเสียงอันไพเราะเหนือโลกีย์อีกหน
ไม่มีใครในเหลาอาหารพูดแทรกเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้ารำลึกความหลังและโหยหา ส่วนคนต่างถิ่นที่ไม่รู้เรื่องราวก็มีแววตาอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
"ท่านเฟิ่งไม่ได้มีดีแค่ทักษะการแสดงและน้ำเสียงเท่านั้นนะ ทุกๆ ปีในวันคล้ายวันประสูติของเทพหลีหยวน นางจะเปิดการแสดงที่หอชุมนุมเซียนติดต่อกันถึงเจ็ดวัน เงินรายได้ทั้งหมดนางจะนำไปบริจาค ไม่ก็นำไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า หรือไม่ก็ตั้งโรงทานแจกจ่ายข้าวต้มให้ขอทาน เรียกได้ว่าช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นักเล่านิทานก็ประสานมือคารวะแล้วถอนหายใจ "สมัยก่อนตอนที่ผู้น้อยยังตกระกำลำบาก ก็เคยได้รับความเมตตาจากท่านเฟิ่งเช่นกัน"
มีแขกบางคนเอ่ยสมทบ
"ปีนั้นข้ายังเด็ก จำความไม่ค่อยได้ แต่ท่านแม่บอกว่าปีนั้นเกิดภัยแล้งหนัก ข้าวปลาอาหารขาดแคลน ถ้าไม่ได้โรงทานของท่านเฟิ่ง พวกเราแม่ลูกคงอดตายไปนานแล้ว!"
"ใช่ๆๆ ปีเจาเต๋อที่สิบแปด ภัยแล้งปีนั้นน่ากลัวมาก ข้ายังจำได้ว่าตอนนั้นท่านเฟิ่งยอมเปิดการแสดงติดกันถึงเก้าวัน เพื่อเรี่ยไรเงินจากพวกเศรษฐีที่ดิน จนเสียงแทบจะพังกระอักเลือดออกมาเลยทีเดียว..."
"เฮ้อ ถึงจะเป็นแค่อาชีพเต้นกินรำกิน แต่พอเอ่ยถึงท่านเฟิ่ง ทั่วทั้งเจียงโจวมีใครบ้างที่ไม่ยกนิ้วให้ เสียก็แต่คนดี... ทำไมถึงมักจะไม่มีจุดจบที่ดี"
นักเล่านิทานโบกพัดจีบในมือเบาๆ แล้วถอนหายใจ "นั่นสิขอรับ ไฟไหม้ใหญ่เมื่อสิบแปดปีก่อน เผาหอชุมนุมเซียนอันใหญ่โตจนวอดวายไม่มีชิ้นดี ทั้งคนแสดงและคนดู ไม่มีใครหนีรอดออกมาได้เลยสักคน!"
"น่าสลดใจจริงๆ คนตั้งเกือบพันคน กลับหาศพที่สมบูรณ์ได้ไม่กี่ศพ หลังจากนั้นสถานที่แห่งนั้นก็ถูกทิ้งร้าง ว่ากันว่าวิญญาณอาฆาตแรงมาก ทางการเคยเชิญพระอาจารย์ชื่อดังมาทำพิธีปัดเป่า ถึงขั้นสร้างเจดีย์สยบมารไว้ด้วย แต่ก็เปล่าประโยชน์ ยังคงไม่มีใครกล้าซื้อที่ดินผืนนั้นอยู่ดี!"
"เมื่อไม่นานมานี้ โจวเล่าซานเจ้าของร้านขายโลงศพ ปกติก็เป็นคนบ้าดูงิ้วอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าตอนเมาเผลอเดินหลงเข้าไปในหอชุมนุมเซียน บอกว่าได้ยินท่านเฟิ่งกำลังร้องงิ้วอยู่ พอกลับมาก็กลายเป็นคนเสียสติ เหมือนโดนผีสิงไปเลย..."
เมื่อได้ฟังคำพูดของนักเล่านิทาน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของลูกค้าคนอื่นๆ โจวเซิงก็รู้สึกสะกิดใจ
หากเป็นเช่นนั้น บทงิ้วหยูจีที่โจวเล่าซานร้อง ก็น่าจะเป็นบทงิ้วฉบับดัดแปลงของท่านเฟิ่งผู้ล่วงลับในกองเพลิงเมื่อสิบแปดปีก่อนอย่างแน่นอน
และการที่โจวเล่าซานมีไอหยินเกาะติดตัวมากมายขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เพราะไปนอนในสุสาน แต่เป็นเพราะเข้าไปในหอชุมนุมเซียนต่างหาก
โรงงิ้วที่มีคนตายเป็นเบือเพราะเหตุเพลิงไหม้เมื่อสิบแปดปีก่อน หากเข้าไปฟังงิ้วในนั้น ทั้งบนเวทีและล่างเวที เกรงว่าคงมีเขาเป็นคนเป็นเพียงคนเดียว
ไอหยินจะไม่หนาแน่นได้อย่างไร
โจวเซิงถึงกับคิดว่า การที่หมอนั่นรอดชีวิตกลับมาได้ ก็ถือว่าดวงแข็งและหนังเหนียวมากแล้ว
ต่อให้เปลี่ยนเป็นเขา ก็คงรับมือกับวิญญาณร้ายนับร้อยนับพันไม่ไหว แค่นึกภาพฝูงผีแห่กันเข้ามาดุจคลื่นมนุษย์ โจวเซิงก็รู้สึกขนลุกซู่แล้ว
เดี๋ยวก่อน...
หัวใจของเขากระตุกวาบ จากนั้นก็หันไปมองอาจารย์ด้วยท่าทีแข็งทื่อ แล้วกระซิบถามเสียงเบาว่า "อาจารย์ เวทีที่ท่านจะให้ข้าขึ้นไปแสดง คงไม่ใช่... หอชุมนุมเซียนหรอกนะขอรับ"
อวี้เจิ้นเซิงวางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากอย่างไม่รีบร้อน ยิ้มแต่ไม่ตอบคำ
"อาจารย์ เรื่องนี้ไม่ตลกเลยนะขอรับ..."
โจวเซิงส่งยิ้มแหยๆ กลับไป นึกในใจว่าท่านนี่มันอาจารย์บังเกิดเกล้าของข้าจริงๆ
"การขึ้นเวทีแสดงงิ้ว ต้องมีนามแฝง บางครั้งนามแฝงก็สำคัญยิ่งกว่าชื่อจริงเสียอีก เจ้าลองไปคิดดูให้ดี ก่อนขึ้นเวทีคืนนี้ บอกชื่อมาให้ข้าฟังด้วย ไม่เช่นนั้น... อาจารย์จะตั้งชื่อให้เจ้าเอง"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง อวี้เจิ้นเซิงยิ้มกริ่มพลางกล่าวว่า "ข้าว่าชื่อ เสี่ยวเถาหง หรือไม่ก็ โจวเฟิ่งเจียว ก็ฟังดูเข้าทีดีนะ"
โจวเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าความน่ากลัวของการขึ้นเวทีมันจิ๊บจ๊อยไปเลย ชาติชายอกสามศอกอย่างเขา หากต้องใช้ชื่อแบบนั้น อย่าว่าแต่ให้ผีร้ายมาหลอกเลย เขาคงได้อับอายจนอกแตกตายไปเองซะก่อน
เดี๋ยวก่อน... เหมือนเขาจะพลาดอะไรไปบางอย่างนะ
"อาจารย์ เมื่อครู่ท่านบอกว่า... ขึ้นเวทีคืนนี้อย่างนั้นหรือขอรับ"
อวี้เจิ้นเซิงเหลือบมองเขานิดหนึ่ง จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งผลไม้แช่อิ่ม ห่อด้วยกระดาษน้ำมันอย่างระมัดระวัง แล้วยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ
เขาลุกขึ้นเดินจากไป เสียงราบเรียบลอยตามลมมา
"เลือกวันสู้วันนี้ไม่ได้ ตายช้าสู้ตายเร็วไม่ได้"
"วางใจเถอะ มันไม่ทรมานขนาดนั้นหรอก... เพราะยังไงคนที่ต้องขึ้นเวทีก็ไม่ใช่ข้าอยู่แล้ว"
โจวเซิง "..."
หลังจากกินข้าวเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิท อาจารย์พาเขามายังจวนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง แล้วหยิบกุญแจออกมาไขประตูอย่างชำนาญ
ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีคนอาศัยอยู่มานานแล้ว หญ้าขึ้นรกชัฏและเต็มไปด้วยฝุ่น
แต่ลานบ้านกว้างขวางมาก โจวเซิงมองเห็นเสาดอกเหมย และชั้นวางอาวุธที่เก่าผุพัง เพียงแต่มันเต็มไปด้วยรอยด่างดำและเปื่อยยุ่ยไปหมดแล้ว
ชั่วพริบตานั้น ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
มันคือภาพในอดีตตอนที่เขายืนเหยียบเสาดอกเหมย ถือดาบหอกง้าวไม้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้อย่างหนักหน่วง
อุปกรณ์ฝึกซ้อมพวกนี้ เขาล้วนเคยใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่าอาจารย์จะเคยใช้จวนแห่งนี้สอนศิษย์พี่หญิงฝึกวิชามาก่อน
"ทนอยู่ไปก่อน วันหลังค่อยทำความสะอาด ตอนนี้เจ้าไปตักน้ำมาอาบได้แล้ว จำไว้ ต้องใช้น้ำเย็นเท่านั้น ยิ่งเย็นยิ่งดี"
อวี้เจิ้นเซิงสั่งการ
โจวเซิงไม่ได้ถามอะไรให้มากความ เขารีบออกไปตักน้ำบาดาลกลับมาทันที น้ำบาดาลใต้ดินทั้งเย็นและหนาวเหน็บ ต่อให้เป็นเขา ตอนที่อาบยังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
จากนั้นอาจารย์ก็หยิบพู่กันจุ่มผงชาด วาดเขียนยันต์ลงบนแผ่นหลังของเขา
ทันทีที่วาดหางยันต์เสร็จ โจวเซิงก็สะดุ้งเฮือกด้วยความหนาวสั่น รู้สึกราวกับรูขุมขนทั่วร่างถูกความเย็นยะเยือกปิดผลึกเอาไว้ ไฟหยางสามดวงบนบ่าดับวูบลงในทันที พลังหยางในร่างกายค่อยๆ สลายไป
หากมีใครมาแตะต้องร่างกายของเขาในตอนนี้ ก็จะสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบ มีความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมา ราวกับเพิ่งเดินออกมาจากห้องเก็บน้ำแข็งก็ไม่ปาน
"นี่ยันต์ต้อนศพของสายวิชาคนต้อนศพ ปกติแล้วคนต้อนศพจะควักอวัยวะภายในของศพออก ยัดยาสมุนไพรกันเน่าเปื่อยเข้าไป จากนั้นก็วาดเขียนยันต์นี้ลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้ศพกลายพันธุ์"
โจวเซิงถามด้วยความสงสัย "อาจารย์ ในเมื่อเป็นยันต์ที่ใช้วาดลงบนศพ แล้วทำไมท่านถึงวาดลงบนหลังข้าล่ะขอรับ"
"ก็เพื่อรักษาชีวิตเจ้าน่ะสิ"
อวี้เจิ้นเซิงมองเขาลึกซึ้งแล้วตอบว่า "ยันต์ต้อนศพเมื่อวาดลงบนร่างคนเป็น จะสามารถสกัดกั้นจุดชีพจร ปิดผนึกพลังหยางเอาไว้ได้ ทำเช่นนี้ เวลาเจ้าขึ้นเวทีแสดงงิ้ว จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเป็นคนเป็น"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอีกครั้ง "จำเอาไว้ หลังจากขึ้นเวทีแล้ว ห้ามให้ใครจับได้เด็ดขาด... ว่าเจ้าคือคนเป็น"
"ไม่อย่างนั้น เจ้าก็คงต้องกลายเป็น... หนึ่งในพวกมันนั่นแหละ"
...
[จบแล้ว]