- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 50 - ปรมาจารย์หลู่
บทที่ 50 - ปรมาจารย์หลู่
บทที่ 50 - ปรมาจารย์หลู่
บทที่ 50 - ปรมาจารย์หลู่
ตกกลางคืน โจวเซิงนอนหงายอยู่บนเตียง ที่หัวเตียงมีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่หนึ่งดวง ส่วนรองเท้าใต้เตียงถูกจัดวางในลักษณะสลับหัวสลับหางกัน
ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ นี่คือวิชาอาคมของสายวิชาผู้ท่องยมโลก เมื่อถึงยามจื่อ โคมไฟสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถลุกขึ้นถือโคมไฟเดินออกจากบ้านได้
และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะได้เห็นเมืองสวินหยางอีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี
ตอนนี้ยังพอมีเวลากว่าระถึงยามจื่อ โจวเซิงจึงรวบรวมสมาธิ และมองเห็นกระดองเต่าแผนผังลั่วซูที่เปล่งประกายแสงไหลเวียนอยู่ในห้วงจิตสำนึก
เขาใช้กระดองเต่าคำนวณชะตาโดยไม่ลังเล หมายจะอนุมานสูตรยาอายุวัฒนะผงอวิ๋นมู่ฉบับเซียนที่แท้จริงออกมา
ครั้งนี้กระดองเต่าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างบนพื้นผิวค่อยๆ หม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของโจวเซิง เปลวไฟสีทองสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านล่าง
สำเร็จแล้ว!
โจวเซิงดีใจเป็นล้นพ้น นี่แสดงว่าพลังงานที่ได้รับมาจากการสังหารทหารอู่ชางก่อนหน้านี้ มีมากพอที่จะใช้เติมเต็มและอนุมานสูตรยาจนเสร็จสมบูรณ์ได้
ขนาดยาอายุวัฒนะผงอวิ๋นมู่ฉบับที่ไม่สมบูรณ์ยังทำให้ตบะของเขาก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้ หากเป็นสูตรยาที่สมบูรณ์แบบ เขาจะไม่เก่งกาจทะยานขึ้นฟ้าไปเลยหรือ
แผนผังลั่วซูไม่ได้ปล่อยให้เขารอนาน ไม่นานนักก็มีเสียงดังกรอบแกรบดังขึ้นบนกระดองเต่า พร้อมกับรอยร้าวเล็กๆ ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย
วินาทีต่อมา ข้อมูลชุดหนึ่งก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขา
"ยาอายุวัฒนะผงอวิ๋นมู่ของปรมาจารย์ฉุนหยาง เป็นสูตรยาที่หลู่ต้งปินคิดค้นขึ้นขณะบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำเซียนแห่งภูเขาหลูซาน มีสรรพคุณช่วยให้อิ่มทิพย์ ตัวเบา ร่างกายแข็งแรง บำรุงรากฐาน เสริมลมปราณ ยืดอายุขัย และหากใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาเต้าหยิน จะช่วยเพิ่มพูนตบะบารมี..."
"เหอเซียนกูบังเอิญพบหลู่ต้งปินขณะไปเก็บชาที่ภูเขาหลัวฝู จึงได้รับการถ่ายทอดสูตรยาผงอวิ๋นมู่ เมื่อกินเข้าไปก็รู้สึกตัวเบาดุจนางแอ่น การบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าขึ้นทุกวัน กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้นางบรรลุเป็นหนึ่งในแปดเซียน"
"อู่เจ๋อเทียนได้ยินเรื่องนี้เข้า จึงเรียกตัวเหอเซียนกูเข้าเฝ้าเพื่อขอยา ทว่าเหอเซียนกูได้บรรลุเป็นเซียนและเหาะเหินขึ้นสวรรค์ไปในเวลากลางวันระหว่างการเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของจักรพรรดินี นางจึงทิ้งสูตรยาที่ไม่สมบูรณ์เอาไว้ ต่อมาซุนสิงบุตรชายของซุนซือเหมี่ยวได้ใช้เวลาถึงสามสิบปีในการเติมเต็มสูตรยานี้ให้สมบูรณ์ และตั้งชื่อให้ว่า ยาอายุวัฒนะผงอวิ๋นมู่ฉบับเซียน"
โจวเซิงสะท้านในใจ ครั้งนี้แผนผังลั่วซูไม่ได้คำนวณออกมาแค่รายละเอียดของสูตรยาเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของมันได้อย่างชัดเจนและละเอียดลอออีกด้วย
ที่แท้ผงอวิ๋นมู่นี้ก็เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์หลู่ต้งปินคิดค้นขึ้น และถ่ายทอดให้เหอเซียนกูจนช่วยให้นางสร้างรากฐานแห่งเซียนได้สำเร็จ
ชั่วพริบตานั้น เขาก็รู้ทันทีว่าตัวเองได้พบกับของล้ำค่าเข้าให้แล้ว
สูตรยาที่สืบทอดมาจากปรมาจารย์ฉุนหยางหลู่ต้งปิน ต่อให้เป็นเพียงสิ่งที่ท่านคิดค้นขึ้นเล่นๆ ระหว่างอยู่ในถ้ำเซียน สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว มันก็คือของวิเศษที่ประเมินค่าไม่ได้
เมืองสวินหยางแห่งนี้ช่างเป็นดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองจริงๆ พอคิดถึงว่าภูเขาหลูซานตั้งอยู่ใกล้กับเมืองสวินหยาง โจวเซิงก็รู้สึกได้ถึงความผูกพันลี้ลับที่เขามีต่อสูตรยาผงอวิ๋นมู่นี้
เพียงแต่เมื่อเขาตั้งสติได้ และมองดูรายละเอียดของส่วนผสมในสูตรยา หัวใจของเขาก็ต้องกระตุกวาบ
"แก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสีสกัดเป็นหัวเชื้อ ผสมด้วยฝูหลิง ป๋อจื่อ และจงหรู กุ้ยซิน ซวี่ต้วน และเหรินเซิน ใช้ไป๋ซู่ จวี๋ฮวา และตี้หวงเป็นตัวเสริม ตำร่อนคลุกเคล้ากับน้ำเทียนตง นึ่งด้วยหม้อทองแดงพร้อมข้าวสารจนสุกเป็นหลัก นำไปตากแห้งแล้วตำเป็นผงกิน จะช่วยให้กลับเป็นหนุ่มสาวและขึ้นสู่แดนสวรรค์..."
ด้วยข้อมูลที่แผนผังลั่วซูป้อนให้ เขาจึงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสูตรยานี้เป็นอย่างดี แต่ก็ทำให้เขาค้นพบจุดที่ยากลำบากจุดหนึ่งเช่นกัน
แก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสี!
ในสูตรยาระบุสมุนไพรเอาไว้หลายชนิด เช่น ฝูหลิง จงหรู เหรินเซิน ตี้หวง แม้จะเป็นของมีราคาแพง แต่ก็ยังพอหาซื้อได้ตามร้านขายยา เพียงแค่ต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสักหน่อย
แต่แก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสีนี่สิ เป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง มักจะซ่อนอยู่ตามภูเขาสูงหรือแม่น้ำใหญ่ เป็นของที่ต้องอาศัยวาสนาถึงจะพานพบ ไม่มีทางหาซื้อได้จากร้านขายยาอย่างแน่นอน
พูดอีกอย่างก็คือ หากเขาต้องการจะพึ่งพายาตัวนี้ในการเพิ่มพูนตบะ เขาก็ต้องไปตามหาแก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสีให้เจอเสียก่อน
แต่เขาจะไปหาสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินแบบนี้ได้จากที่ไหนกัน
เมื่อมีเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ ก็สามารถถามแผนผังลั่วซูได้
"ลั่วซู บริเวณรอบๆ สวินหยาง มีที่ไหนที่ข้าจะหาแก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสีได้บ้าง"
เขาทำการคำนวณชะตาอีกครั้ง โดยเจตนาจำกัดขอบเขตให้อยู่แค่บริเวณรอบๆ เมืองสวินหยาง มิเช่นนั้นหากมันไปอยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ต่อให้รู้ไปก็คงเสียเวลาเดินทางเปล่าๆ
แต่หลังจากที่สูญเสียพลังงานไปเมื่อครู่ พลังงานที่สะสมไว้ในแผนผังลั่วซูก็เหลือน้อยเต็มที แสงสว่างหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากสั่นสะเทือนอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ไม่มีเปลวไฟสีทองปรากฏขึ้นมา
พลังงานไม่พอใช้อีกแล้ว!
วินาทีนี้ โจวเซิงสัมผัสได้ถึงความยากจนของตัวเองอย่างลึกซึ้ง
พลังงานที่อุตส่าห์สะสมมาตั้งนานและไม่กล้าใช้ กลับถูกผลาญจนหมดเกลี้ยงในรวดเดียว แผนผังลั่วซูนี่ใช้งานได้ดีก็จริง แต่มันก็กินพลังงานมหาศาลจริงๆ!
แต่เขาก็ไม่ได้ร้อนใจมากนัก เพราะเพิ่งจะกินยาไป ร่างกายยังต้องการเวลาปรับตัวและดูดซับฤทธิ์ยา ต่อให้มีแก่นแท้อวิ๋นมู่ห้าสีมาวางอยู่ตรงหน้าและปรุงเป็นยาเสร็จเรียบร้อย เขาก็ยังไม่กล้ากินมันอยู่ดี
หง่าง
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงตีฆ้องของคนยามก็ดังแว่วมาเข้าหู
โจวเซิงลืมตาขึ้นทันที รูม่านตาหดเกร็ง
เขาเห็นโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ตรงหัวเตียง ไม่รู้ว่าเปลี่ยนเป็นสีขาวตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่แสงไฟก็ยังกลายเป็นสีขาวซีด ดูราวกับโคมไฟสีขาวที่ใช้ในงานศพไม่มีผิด
เขาลุกขึ้นหยิบโคมไฟมาถือไว้ เนื่องจากปิดผนึกพลังหยางมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายรู้สึกหนาวเย็นและแข็งทื่อเล็กน้อย
แสงไฟสาดส่องลงบนใบหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวของเขา สะท้อนให้เห็นสีเขียวจางๆ อันน่าสยดสยอง
หากได้สวมชุดกงเต๊กเพิ่มเข้าไปอีกสักชุด เขาก็คงดูไม่ต่างอะไรกับศพคนตายที่เพิ่งจะสิ้นลม
เขาถือโคมไฟเดินออกจากห้อง ทันทีที่เปิดประตู ก็มีลมหยินพัดปะทะใบหน้า หนาวเหน็บจนเข้ากระดูก รอบด้านมืดมิดและเต็มไปด้วยหมอกหนา
จังหวะนั้น อวี้เจิ้นเซิงก็ถือโคมไฟเดินออกมาเช่นกัน
"ตามมาให้ดีๆ ครั้งนี้ไม่ใช่เส้นทางหยินหยาง แต่มันอันตรายยิ่งกว่าเส้นทางหยินหยางเสียอีก"
พูดจบเขาก็เดินมุ่งหน้าไป ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี แสงไฟดวงเล็กๆ นั้นดูเหมือนจะถูกกลืนกินและจมหายไปได้ทุกเมื่อ
โจวเซิงรีบเดินตามไปติดๆ
"จำทางเอาไว้ให้ดี ครั้งแรกข้าจะเป็นคนพาเจ้าเข้าประตู แต่ครั้งต่อๆ ไปเจ้าต้องเป็นคนเดินมาเองแล้ว"
อวี้เจิ้นเซิงเดินไปพลาง กำชับไปพลาง
"ไส้ตะเกียงในโคมไฟนี้ทำมาจากไขมันปลาวาฬ สามารถจุดได้สว่างตลอดทั้งคืนโดยไม่ดับ ก่อนที่ฟ้าจะสาง เจ้าต้องถือโคมไฟดวงนี้กลับมาให้ได้ มิฉะนั้นเจ้าจะหลงทาง และถ้าหลงทาง..."
"ก็ยากที่จะได้กลับมาแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวเซิงก็ยิ่งกำโคมไฟในมือแน่นขึ้น เขาเดินไปตามถนนที่ไร้ผู้คน รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งใจ
ไม่มีคนยามตีฆ้อง ไม่มีทหารลาดตระเวน แม้แต่บ่อนพนันและหอคณิกาที่ควรจะคึกคักที่สุดในยามค่ำคืนก็กลับมืดสนิท
ทั่วทั้งเมืองสวินหยางกลายเป็นเมืองที่เงียบเหงาราวกับเมืองร้าง ภาพที่เขาเคยเห็นในตอนกลางวัน บัดนี้กลับให้ความรู้สึกแปลกตาอย่างบอกไม่ถูก
"สวินหยาง เป็นสถานที่ที่พิเศษมาก"
จู่ๆ อวี้เจิ้นเซิงก็เอ่ยปากพูดขึ้น "เมืองสวินหยางที่เจ้าเข้าไปในตอนกลางวัน เป็นเมืองสำหรับคนเป็น ส่วนเมืองที่เรากำลังจะไปนั้น เป็นอีกเมืองหนึ่งของสวินหยาง คนในวงการเรียกมันว่า... เมืองปรโลกน้อย"
เมืองปรโลกน้อยหรือ
โจวเซิงสูดลมหายใจลึก หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เฟิงตูคือชื่อเรียกของยมโลก เป็นเมืองผีที่มีชื่อเสียงที่สุดในใต้หล้า
และเมืองสวินหยางอีกแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี กลับถูกเรียกว่าเมืองปรโลกน้อย แสดงให้เห็นเลยว่ามันต้องอันตรายและน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
และก็เป็นไปตามคาด ยิ่งทั้งสองเดินลึกเข้าไป ไอหยินรอบด้านก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งปรากฏเมืองโบราณอันน่าขนลุกอยู่เบื้องหน้า บนประตูเมืองที่สูงตระหง่าน มีโคมไฟหัวคนแขวนอยู่สิบกว่าหัว
ตอนที่โจวเซิงและอาจารย์เดินเข้าไปใกล้ โคมไฟหัวคนเหล่านั้นยังกะพริบตาได้อีกด้วย
ประตูเมืองเปิดกว้าง บนบานประตูเต็มไปด้วยคราบเลือดด่างดำ ธงเรียกวิญญาณสองผืนปลิวไสวไปตามลม ราวกับมีพลังเวทมนตร์บางอย่างที่ดึงดูดวิญญาณ ทำให้โจวเซิงรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน
โชคดีที่พลังเวทในตัวกระเพื่อมขึ้นมา ทำให้เขากลับมามีสติแจ่มใสได้ในทันที
หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป สภาพจิตใจคงถูกแทรกแซงโดยไม่รู้ตัวไปแล้วเมื่อมาถึงที่นี่
บนประตูเมือง ตัวอักษรสีเลือดโบราณคำว่าสวินหยางแผ่กลิ่นอายอันแปลกประหลาด หากจ้องมองนานๆ ตัวอักษรเหล่านั้นดูเหมือนจะไหลเวียนได้ ราวกับสามารถรับรู้ได้ถึงการจ้องมองของผู้คน
โจวเซิงพบว่า นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ยังมีคนอื่นถือโคมไฟเดินเข้าเมืองด้วยเช่นกัน เพียงแต่ถูกบดบังด้วยหมอกและแสงไฟ จึงทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก
"อย่าใช้เนตรธรรมไปมองคนอื่น นี่คือกฎของที่นี่"
อวี้เจิ้นเซิงกล่าวเตือน "คนพวกนั้นส่วนใหญ่ไปที่ตลาดผีของเมืองปรโลกน้อย ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา"
"ตลาดผีหรือขอรับ"
"อืม ตลาดผีคือพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองปรโลกน้อย และเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดด้วย วันหลังเจ้าอย่าเฉียดไปแถวนั้นเชียวล่ะ"
...
ทั้งสองเดินต่อไปได้สักพัก ไม่นานก็แยกทางกับคนกลุ่มนั้น
ทว่าเดินไปได้สักพัก โจวเซิงก็สังเกตเห็นว่าท่ามกลางสายหมอกบางๆ รอบตัวกลับมีผู้ร่วมทางเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย
พวกเขาแต่งกายด้วยชุดสีดำ แววตาเลื่อนลอย ทั้งที่เป็นคนกลุ่มใหญ่เดินมาด้วยกัน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย และไม่มีใครพูดคุยกันเลยสักคำ
คนพวกนี้ดูเหมือนจะมีจุดหมายปลายทางเดียวกับเขา ในมือของทุกคนล้วนกำตั๋วเอาไว้แน่น
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า โจวเซิงได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมาจางๆ
ตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแว่วขึ้นข้างหูของเขา
"ทำไมบนตัวเจ้าถึงไม่มีกลิ่นเลยล่ะ"
"เพิ่ง... ตายใหม่ๆ อย่างนั้นหรือ"
...
[จบแล้ว]