- หน้าแรก
- เสียงกระซิบจากแดนดารา
- บทที่ 47 - ประเมินข้อมูล
บทที่ 47 - ประเมินข้อมูล
บทที่ 47 - ประเมินข้อมูล
บทที่ 47 - ประเมินข้อมูล
เซี่ยจวงคิดว่าตัวเองมีเหตุผลมากพอ ทว่าแนวคิดอันแสนบ้าบิ่นนี้ย่อมไม่อาจนำมาปฏิบัติจริงได้ ในเมื่อสิ่งลี้ลับตัวนั้นไม่สามารถถูกกำจัดได้โดยง่าย มันจึงไม่ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนาขนาดนั้น และไม่ถูกจัดให้เป็นศัตรูตัวฉกาจของหน่วยควบคุมเมืองมุกดาหรอก
หลังจากที่รวบรวมซากแมลงไหม้เกรียมในจุดเกิดเหตุ และใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพร่องรอยการต่อสู้เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลและหลักฐานแล้ว ทั้งสองคนก็เดินทางกลับไปยังหน่วยควบคุม พวกเขาสำรวจเมืองมุกดาจนทั่วและกำจัดพวกโชคร้ายที่ถูกปนเปื้อนไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว ถือว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสมบูรณ์ลุล่วงด้วยดี
ถึงแม้ว่าในช่วงท้ายของภารกิจพวกเขาจะได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์การถือกำเนิดของสิ่งลี้ลับก็ตาม และสัญชาตญาณของเซี่ยจวงก็บอกเขาว่า ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ หรือก็คือผู้บงการแมลงวิญญาณอีเชี่ยนนั้น จะต้องมีความเชื่อมโยงกับลิเวียเอลรอนอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเขาไม่ถนัดเรื่องการสืบหาข้อมูลข่าวสาร ผนวกกับทางหน่วยควบคุมเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากจนต้องส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบเป็นจำนวนมาก เซี่ยจวงจึงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องนี้อีกต่อไป
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เซี่ยจวงก็ได้รับแต้มเชิดชูเกียรติมาสามพันแต้ม เขาสามารถนำแต้มเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นข้อมูลสำคัญ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือแม้กระทั่งอักขระปีศาจจากหน่วยควบคุมได้ เซี่ยจวงใช้เวลาคลุกตัวอยู่ในห้องสมุดของหน่วยควบคุมนานครึ่งค่อนวันเพื่อแลกเปลี่ยนอาวุธและข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีค่ายกลมาบางส่วน
สัญชาตญาณของเขาบอกว่าเทคโนโลยีค่ายกลเหล่านี้น่าจะมอบแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างให้กับเขาได้!
เมื่อกลับมาถึงหน้าประตูบ้าน เซี่ยจวงก็บอกลาเฉินเซียวเซียว เขาเปิดประตูบานเล็กเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ก็พบว่าเซี่ยหมิงปี้กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา
"กลับมาแล้วเหรอ วันนี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไร... ทำไมเปลี่ยนเสื้อผ้ามาล่ะ" เซี่ยหมิงปี้มองดูชุดที่เซี่ยจวงใส่อย่างแปลกใจและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วง "ไปสู้กับใครมาอีกแล้วเหรอ"
"ผมชนะน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก!" เซี่ยจวงหัวเราะ แน่นอนว่าเสื้อผ้าของเขาพังยับเยินไปหมดแล้วระหว่างการต่อสู้ ชุดที่ใส่อยู่นี้ก็เพิ่งไปแวะซื้อมาใหม่ก่อนจะเอาไปเบิกเงินคืนนั่นแหละ "แต่ว่า..."
"มีอะไรเหรอ" เมื่อเห็นท่าทีอึกอักของเซี่ยจวง เซี่ยหมิงปี้ก็รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก
"ช่วงนี้ร้านของเราปิดไปก่อนสักพักเถอะนะ!" เซี่ยจวงกล่าว เขายังคงรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับจอมบงการที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตราบใดที่หน่วยควบคุมยังจับตัวพวกมันมาลงโทษไม่ได้ เมืองมุกดาคงจะต้องวุ่นวายไปอีกพักใหญ่แน่ๆ
"ตกลง!" เซี่ยหมิงปี้เองก็รู้เรื่องราวของโลกเร้นลับอยู่บ้าง เธอจึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย
"แล้วก็นี่ด้วย!" เซี่ยจวงล้วงเอาปืนพก มีดสั้นที่ทำจากเหล็กกล้า และปืนกลมือขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวใหม่ นำมาวางเรียงกันบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเซี่ยหมิงปี้ "ช่วงนี้พี่น่าจะฝึกใช้อาวุธพวกนี้ไว้ป้องกันตัวบ้างนะ กระสุนมีเหลือเฟือเลยล่ะ พี่ลองไปฝึกยิงที่สนามซ้อมยิงปืนที่เพิ่งดัดแปลงใหม่ในห้องใต้ดินดูนะ พรุ่งนี้ผมจะสอนพี่เอง"
"อืม..." เซี่ยหมิงปี้มองดูอาวุธปืนเหล่านั้นเพียงแวบเดียว แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นขึ้นมาพิจารณาด้วยความสนใจ นิ้วมือเรียวยาวของเธอควงมีดเล่นอย่างคล่องแคล่ว "ช่วงนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่"
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มีพวกที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรบางอย่างอยู่ แต่เดี๋ยวหน่วยควบคุมก็จะลากคอพวกมันออกมาเองแหละ เราเป็นกังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก" เซี่ยจวงตอบ
"แล้วนายจะเข้าร่วมภารกิจด้วยไหม" เซี่ยหมิงปี้ถามด้วยความเป็นห่วง
"จริงๆ ผมก็อยากจะร่วมวงด้วยอยู่หรอกนะ พวกมันสร้างความแค้นกับผมไว้แล้ว แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก!" เซี่ยจวงคิดแบบนั้นจริงๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับของอักขระปีศาจและความสามารถของเขายังไม่สูงพอ ซึ่งส่งผลให้ความแข็งแกร่งของเขาถูกจำกัดไปด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาไม่อยากเสียเวลาไปกับการตามรอยพวกมัน เอาเวลาไปคิดหาวิธีพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองยังจะดีเสียกว่า
"ต้องระวังตัวให้มากๆ นะ ถ้ารู้ว่าไม่จำเป็นก็อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยง..." เซี่ยหมิงปี้พูดยังไม่ทันจบ เซี่ยจวงก็เข้าใจความหมายของเธอแล้ว
"อืม ผมรู้แล้วน่า! ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะพี่!" แม้ว่าเซี่ยจวงจะรู้สึกรำคาญใจนิดหน่อยที่ต้องมาคอยตอบรับความห่วงใยแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ บางทีนี่อาจจะเป็นความขัดแย้งในความต้องการทางจิตใจของมนุษย์ก็เป็นได้
"อย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ!" เซี่ยหมิงปี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มของเธอสว่างไสวราวกับดอกทานตะวันที่เบ่งบาน เธอขยับตัวนั่งตัวตรง ตบหน้าตักตัวเองเบาๆ แล้วพูดว่า "เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อยากจะนอนหนุนตักพี่พักผ่อนสักหน่อยไหม"
"ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับเข้าห้องแล้ว!" เซี่ยจวงกลอกตาบน ก่อนจะเดินผ่านโถงทางเดินกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง
เมื่อปิดประตูลง เขาก็ทิ้งตัวนอนแผ่หลาเป็นรูปตัวต้าบนเตียง จากนั้นเซี่ยจวงก็เข้าสู่มิติห้วงคำนึงของตนเองอย่างคุ้นเคย
ท่ามกลางพื้นที่สีดำอันไร้ขอบเขต อักขระหญ้าซากศพสีเขียวและอักขระอีกาหมอกสีเทาดำลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ นอกจากนี้สัมผัสวิญญาณที่ไร้รูปร่างและไร้ตัวตนของเซี่ยจวงยังแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งมิติ มันเริ่มมีแสงสีชมพูอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาให้เห็น นั่นคือผลลัพธ์ของการฝึกฝนเคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณ ผนวกกับการเติบโตของสัมผัสวิญญาณหลังจากที่รอดพ้นจากการปนเปื้อนของเทพเจ้ามาได้หลายต่อหลายครั้ง
การต่อสู้กับยัยผู้หญิงบ้าคนนั้นในวันนี้ทำให้เซี่ยจวงตระหนักถึงจุดอ่อนของตนเองอีกครั้ง และเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คืออัตราการฟื้นฟูพลังวิญญาณ
หลังจากที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในโลกเร้นลับมานานกว่าครึ่งเดือน เซี่ยจวงก็ได้พบเห็นทูตสวรรค์และสิ่งลี้ลับมามากมาย ผนวกกับการได้อ่านข้อมูลฟรีในหน่วยควบคุม ในที่สุดเขาก็สามารถประเมินข้อมูลเกี่ยวกับพลังวิญญาณให้กลายเป็นตัวเลขได้ชัดเจนขึ้น เมื่อนำมาผนวกกับสัมผัสวิญญาณของเขาที่พัฒนาความแม่นยำและขอบเขตได้กว้างไกลยิ่งขึ้น เขาก็สามารถรับรู้ข้อมูลของศัตรูล่วงหน้าได้มากยิ่งขึ้น
หากให้คะแนนอัตราการฟื้นฟูพลังวิญญาณสูงสุดต่อวินาทีของทูตสวรรค์ระดับวิญญาณมือใหม่เป็นมาตรฐาน ทูตสวรรค์ระดับวิญญาณทั่วไปจะสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ในอัตราหนึ่งถึงสิบหน่วยต่อวินาที ทูตสวรรค์ระดับแผ่ขยายจะอยู่ที่สิบถึงหนึ่งร้อยหน่วยต่อวินาที ส่วนทูตสวรรค์ระดับผู้สร้างจะสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ถึงหนึ่งร้อยถึงห้าร้อยหน่วยต่อวินาที
ครั้งแรกที่เซี่ยจวงใช้วิชาเพ่งจิต เขาฟื้นฟูพลังวิญญาณได้เจ็ดสิบสี่หน่วยต่อวินาที ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้เคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณ อัตราการฟื้นฟูสูงสุดของเขาอยู่ที่สองร้อยสี่สิบสามหน่วยต่อวินาที แต่หลังจากที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณ ตราบใดที่มีพลังงานความร้อนเพียงพอ เขาก็สามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ถึงสามร้อยหกสิบหน่วยต่อวินาที และในตอนนี้เขาก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยสามารถแปลงพลังวิญญาณได้ถึงสี่ร้อยสิบเจ็ดหน่วยต่อวินาที ทว่าในตอนที่อีเชี่ยนระเบิดพลังออกมา เธอสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ถึงห้าร้อยหน่วยต่อวินาที
ในทำนองเดียวกันอัตราการผลาญพลังวิญญาณและประสิทธิภาพในการใช้งานของอักขระปีศาจแต่ละระดับก็มีความแตกต่างกันออกไป แม้ว่าเซี่ยจวงจะใช้วิธีโอเวอร์คล็อกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอักขระระดับวิญญาณให้สามารถแสดงอานุภาพได้เทียบเท่ากับระดับมรรคาวิถี หรือแม้กระทั่งอักขระระดับเมือง แต่การสูญเสียพลังวิญญาณก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อเปรียบเทียบกับพลังทำลายล้างที่ไล่เลี่ยกัน ความคุ้มค่าในการใช้อักขระระดับวิญญาณนั้นต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นหากไม่นับรวมพลังวิญญาณที่กักเก็บเอาไว้ ขีดจำกัดสูงสุดในการใช้พลังของอักขระอีกาหมอกด้วยวิธีโอเวอร์คล็อกของเซี่ยจวงก็อยู่ที่แปดเท่าเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะย่อยสลายมันได้เลยด้วยซ้ำ
หากเป็นในนิยายกำลังภายในแบบดั้งเดิม ยิ่งมีระดับการฝึกตนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของพลังวิญญาณ หรือความเร็วในการฟื้นฟูลมปราณก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในโลกใบนี้ ทูตสวรรค์หรือสิ่งลี้ลับทุกตนต่างก็สามารถแลกสัมผัสวิญญาณเพื่อดึงพลังวิญญาณปริมาณมหาศาลมาใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ ข้อได้เปรียบเรื่องการฟื้นฟูพลังของเซี่ยจวงในการต่อสู้จึงเหลือเพียงแค่ความสามารถในการยืนหยัดได้นานกว่าเท่านั้น
แต่ถ้าหากเป็นการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายกับศัตรูที่แข็งแกร่ง พลังโจมตีของศัตรูเหนือล้ำกว่าพลังป้องกันของเขามาก หากไม่สามารถยื้อเวลาการต่อสู้ให้ยืดเยื้อออกไปได้ ต่อให้เป็นผู้ชายที่อึดถึกทนแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!
ปัญหาอีกประการหนึ่งของเซี่ยจวงก็คือเรื่องร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นนิยายของสำนักสายรวบรวมลมปราณหรือสายบ่มเพาะกายาที่เขาเคยอ่านมา ผู้บ่มเพาะเซียนล้วนแต่สามารถใช้พลังวิญญาณในการหล่อเลี้ยงร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายควบคู่กันไป ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบ่มเพาะพลังเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่พลังวิญญาณที่เขาได้รับมากลับทำได้แค่เก็บเอาไว้ในอักขระหญ้าซากศพอย่างไร้ประโยชน์ เมื่อถึงเวลาต่อสู้เขาก็ทำได้เพียงแค่ผลาญพลังวิญญาณเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
"ทำยังไงถึงจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและสามารถกักเก็บพลังวิญญาณได้นะ"
เซี่ยจวงทอดสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังไปยังอักขระสีเขียวเข้ม เขาไม่คิดจะใช้อีกาหมอกเป็นตัวทดลองในครั้งนี้
เพราะเวลาไม่คอยท่า ผู้บ่มเพาะเซียนต้องแข่งขันกับเวลา
ตัดสินใจเลือกแกนี่แหละ หญ้าซากศพ!
[จบแล้ว]