- หน้าแรก
- เนตรเทวะเบิกพิภพ
- บทที่ 41 - ระเบียบแห่งธรรมชาติ
บทที่ 41 - ระเบียบแห่งธรรมชาติ
บทที่ 41 - ระเบียบแห่งธรรมชาติ
บทที่ 41 - ระเบียบแห่งธรรมชาติ
༺༻
ริวขมวดคิ้วขณะปล่อยให้คำพูดของพี่สาวคนโตค่อยๆ ซึมซับเข้าไป แต่แม้จะผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ยังยากที่จะยอมรับสมมติฐานนี้ได้
ในโลกแห่งวรยุทธ์มีทั้งหมดหกแดน แบ่งเป็นแดนมนุษย์สามแดนและแดนอมตะสามแดน แดนที่อาณาจักรทอร์ตั้งอยู่อาจจะเป็นเพียงแดนมนุษย์ แต่มันคือแดนมนุษย์ระดับสูงสุดในบรรดาสามแดน ซึ่งหมายความว่าในหมู่ผู้บ่มเพาะระดับมนุษย์ ยอดฝีมือจากนิกายระเบียบแห่งธรรมชาตินั้นเก่งกาจที่สุด พูดง่ายๆ คือไม่มีใครในแดนนี้ที่มีพลังพอจะทำลายพวกเขาได้ โดยเฉพาะการทำลายอย่างรวดเร็วเสียจนไม่มีข่าวการโจมตีรั่วไหลออกมาก่อนข่าวการล่มสลาย
นี่หมายความได้อย่างเดียวเท่านั้น: ใครก็ตามที่ทำลายนิกายนี้ได้ทำลงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบจนกระทั่งไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
องค์หญิงรองแสดงสีหน้าจริงจังที่หาได้ยาก ในขณะที่มืออันเหี่ยวแห้งของแม่นมหลวงมิเรียมสั่นเทา หลานสาวตัวน้อยของริวดูเหมือนจะไม่เข้าใจความร้ายแรงของข้อมูลนี้ เธอจึงยังคงเล่นต่อไปอย่างสนุกสนาน แต่เห็นได้ชัดว่าท่าทางของเธอไม่ได้สะท้อนความรู้สึกของทุกคน
องค์หญิงใหญ่ปล่อยลูกชายของเธอ ให้ลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยทั้งสองได้เล่นด้วยกัน ขณะที่รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าอันงดงาม และถูกแทนที่ด้วยความกังวล
"ใครกันที่ทำเรื่องแบบนี้ได้?" อิสลาเอ่ยถามขึ้นในที่สุด
ดาห์เลียจะมีคำตอบได้อย่างไร? เหตุผลเดียวที่เธอรู้ข้อมูลนี้ก็เพราะสามีของพวกเธอส่งสัตว์สื่อสารมา ในจดหมายนั้น พวกเขาแทบจะสั่งแกมบังคับไม่ให้ภรรยาทั้งสองเดินทางกลับไปยังนิกายในตอนนี้ เผื่อว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังยังคงลอยนวลอยู่ ความจริงก็คือหากนิกายระเบียบแห่งธรรมชาติยังเอาตัวไม่รอด อาณาจักรทอร์ก็ไม่มีทางสู้ได้เลย แต่อย่างน้อยการอยู่ในวังก็ยังปลอดภัยกว่าการเดินทางเพียงลำพังบนท้องถนน
"น่าจะเป็นยอดฝีมือจากแดนอมตะ"
เสียงที่ฟังดูผ่อนคลายและไม่ทุกข์ร้อนนั้นทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดลง หลังจากพูดจบ ริวก็กลับไปนั่งสมาธิต่อราวกับว่าคำพูดของเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม
จู่ๆ แรงบิดที่หูก็ทำให้เขาหลุดออกจากสมาธิ "อย่าปล่อยให้พี่สาวของเจ้าค้างคาใจสิ อยากโดนสั่งสอนหรือไง เจ้าเด็กแสบ?"
"อ๊ะ อ๊ะ โอเคครับ" ริวถูหูตัวเองด้วยความน้อยใจ พี่สาวคนหนึ่งของเขาเป็นเด็กเตาะแตะในร่างผู้ใหญ่ ส่วนอีกคนก็ยังเป็นพวกชอบแกล้งไม่เปลี่ยน เมื่อไหร่พวกเธอจะโตกันสักทีนะ?
"ไม่มีอะไรต้องอธิบายมากหรอกครับ แดนมนุษย์ไม่มีอดฝีมือที่มีความสามารถพอจะกวาดล้างนิกายได้ ต่อให้สามนิกายที่เหลือรวมกำลังกันโจมตีนิกายเดียว แม้นิกายนั้นจะพ่ายแพ้แน่นอน แต่มันก็ไม่จบลงเร็วขนาดที่ข่าวการโจมตีจะส่งมาไม่ถึงเรา"
"แล้วถ้าเป็นฝูงสัตว์อสูรล่ะ?" องค์หญิงรองถาม
ริวส่ายหัวอีกครั้ง "นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ แม้แต่สัตว์อสูรระดับ 'ราชา' ของแดนนี้ก็อยู่แค่ระดับสี่หรือห้าเท่านั้น แม้แต่สัตว์อสูรระดับหกก็ยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจนี้ได้สะอาดสะอ้านและเงียบเชียบขนาดนี้"
"เจ้ามั่นใจได้ยังไง?" องค์หญิงใหญ่ดาห์เลียอดไม่ได้ที่จะถาม แม้เธอจะรักน้องชายคนนี้ แต่เขาก็เป็นเพียงคนพิการที่ตาบอดและไม่เคยบ่มเพาะเลยสักวัน ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งของแต่ละนิกายยังเป็นความลับที่ปิดบังอย่างมิดชิด ไม่มีใครรู้ขีดจำกัดของพวกเขานอกจากคนในนิกายเอง
"ความลับของพวกเขามันไม่ได้มองออกยากขนาดนั้นหรอกครับ" ริวอธิบายอย่างใจเย็น "สามนิกาย หรือตอนนี้อาจจะเหลือแค่สอง ต่างก็เกรงกลัวนิกายกายสวรรค์ของเรา เพราะตระกูลทอร์ให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์ระดับระดับปฐพีถึงสามคน นี่เป็นเรื่องที่รู้กันทั่ว ใครๆ ก็รู้"
"ท่านพ่อกำลังจะอายุครบหกสิบสามปีในเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่ถูกรับตัวไปที่นิกาย นั่นหมายความว่าท่านยังไม่เข้าสู่ขอบเขตการตัดวิญญาณ นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้กันทั่ว"
"จากจุดนั้น เราบอกได้ว่าพรสวรรค์ระดับปฐพีนั้นหายาก เรายังสามารถตัดสินความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขาได้โดยใช้พี่สาม ท่านพ่อ และท่านปู่เป็นเกณฑ์วัด หากเราคำนวณจากอายุขัยของพวกเขา การคาดคะเนที่ใกล้เคียงก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ผมประเมินสูงเกินไป ผมก็ยังคงคาดการณ์ได้ถูกต้อง"
องค์หญิงทั้งสองและแม่นมหลวงมิเรียมต่างถอนหายใจ ทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะมีบทสนทนาสักครั้งกับเด็กน้อยคนนี้โดยไม่รู้สึกทึ่ง? เขาพยายามจะบอกพวกเธอจริงๆ หรือว่าความลับที่ถูกเฝ้าพิทักษ์อย่างแน่นหนาเหล่านั้นถูกเปิดเผยออกมาง่ายๆ เพียงแค่ใช้ความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรจะรู้? บรรพบุรุษเฒ่าเหล่านั้นของนิกายคงอยากจะฆ่าตัวตายแน่ถ้าได้รับรู้เรื่องนี้
"นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราทุกคนจบสิ้นแล้วงั้นเหรอ?" องค์หญิงรองพูดอย่างกังวล "ถ้าเรื่องนี้เกิดจากยอดฝีมือแดนอมตะ พวกเราที่เหลือจะมีโอกาสรอดได้ยังไง?"
ริวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความจริงก็คือแดนอมตะจะไม่มีวันเข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งของแดนมนุษย์ตราบใดที่ความสมดุลบางอย่างยังคงอยู่ อันที่จริง ระบบปัจจุบันของแดนมนุษย์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยนิกายและตระกูลจากแดนอมตะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของผู้มีพรสวรรค์เข้าสู่กลุ่มยอดฝีมือของพวกเขา
เมื่อหลายยุคสมัยก่อน แดนมนุษย์เต็มไปด้วยสงครามและเลือด ในตอนแรก แดนอมตะเพิกเฉยต่อเรื่องเหล่านี้เพราะไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่ในไม่ช้าแม้แต่แดนอมตะเองก็ติดร่างแหไปกับการต่อสู้ของตัวเอง เป็นผลให้ตระกูลและนิกายอมตะต่างๆ เริ่มมองหาผู้มีพรสวรรค์จากแดนเบื้องล่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คนล้มตายบ่อยครั้งเช่นนี้ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ แดนอมตะจึงลงมือปฏิรูปแดนมนุษย์ ในที่สุด ระบบสี่อาณาจักรและสี่นิกายก็ถูกจัดตั้งขึ้น แต่ละอาณาจักรจะได้รับการสนับสนุนจากนิกายเพียงแห่งเดียว แยกเรื่องของผู้บ่มเพาะและสามัญชนออกจากกัน อาณาจักรจะส่งทรัพยากรให้กับนิกายด้วยวิธีต่างๆ ในขณะที่นิกายจะให้การคุ้มครองขั้นพื้นฐาน
ระบบนี้สร้างความสมดุลที่ละเอียดอ่อน ช่วยให้นิกายและอาณาจักรแข่งขันกันในลู่วิ่งของตัวเอง และยังควบคุมระดับการนองเลือดให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ดังนั้น จึงชัดเจนว่าในขณะที่พี่สาวของเขากังวลเกี่ยวกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ทำลายนิกายปริศนาคนนี้ ริวกลับกังวลมากกว่าเกี่ยวกับผลกระทบที่ความไม่สมดุลของระบบนี้จะก่อขึ้น เมื่อไม่มีผู้สนับสนุนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรโอเปส? อาณาจักรอื่นจะตอบโต้ยังไง? กฎโบราณจะยังคงถูกปฏิบัติตามอยู่หรือไม่?
ในที่สุด ริวก็ส่ายหัวและหัวเราะออกมาจู่ๆ
"หัวเราะอะไรของเจ้า?" องค์หญิงใหญ่ขมวดคิ้ว พลางดึงหูที่แดงอยู่แล้วของน้องชาย
ริวไอเบาๆ แล้วผละตัวออก "ผมแค่มีความคิดตลกๆ น่ะครับ มันจะไม่น่าขันไปหน่อยเหรอถ้าเหตุผลเดียวที่นิกายระเบียบแห่งธรรมชาติถูกทำลาย เป็นเพราะชื่อของพวกเขาโอหังเกินไป?"
༺༻