- หน้าแรก
- ยอดสายลับพลังเทพเขย่าจักรวาลมาร์เวล
- บทที่ 28 - มนุษย์ม่วง
บทที่ 28 - มนุษย์ม่วง
บทที่ 28 - มนุษย์ม่วง
บทที่ 28 - มนุษย์ม่วง
หลังจากหลินเค่อพูดจบ ในใจเขากลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ถ้าในอนาคตโคลสันต้องถูกโลกิฆ่าตายจริงๆ แล้วกระดูกมังกรจะสามารถชุบชีวิตเขาให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ไหมนะ
เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะสามารถช่วยชีวิตโคลสันไว้ได้หรือเปล่า เพราะเขาไม่อยากจะเปิดเผยพลังที่แท้จริงของตัวเองให้ใครรู้ เอาเป็นว่าแค่โยนข้อมูลเรื่องกระดูกมังกรให้นิค ฟิวรี่ไปก็พอ ปล่อยให้หมอนั่นไปปวดหัวคิดหาวิธีเอาเองก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องที่ย่านเฮลส์คิตเชนจะถล่มลงมาหรือไม่นั้น เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก หลินเค่อไม่ใช่พ่อพระใจบุญที่ต้องมาคอยแบกรับความเป็นความตายของคนหมู่มาก มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาเสียหน่อย
หลังจากโคลสันฟังจบ เขาก็ตระหนักถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ได้ในทันที "เยี่ยมมาก คุณห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด ไฟล์เสียงต้นฉบับก็ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ห้ามทำสำเนาแจกจ่ายไปไหนทั้งนั้น"
"เข้าใจแล้วครับ ผมจะรอฟังข่าวจากคุณก็แล้วกัน" หลินเค่อวางสายไป ตอนนี้ถือว่าเขาว่างงานชั่วคราวแล้วล่ะ
ถ้างั้นก็ถึงเวลาออกล่าคิลเกรฟหรือไอ้มนุษย์ม่วงกันแล้ว!
ตกดึกหลินเค่อขึ้นไปบนดาดฟ้า เขากับเจสสิก้าถือแก้วไวน์เอนตัวนอนเล่นอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ หลินเค่อสูบซิการ์ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนอย่างเงียบๆ ในขณะเดียวกันเขาก็แอบเปิดใช้งานพลังการได้ยินขั้นสุดยอดไปด้วย
เขาเร่งประสาทสัมผัสเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างเต็มกำลัง การสืบหาเบาะแสของมนุษย์ม่วงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย เพราะหลังจากที่หมอนี่ได้รับพลังพิเศษมา มันก็เอาแต่ตระเวนกินหรูอยู่สบายไปทั่ว แถมยังชอบเสาะหาผู้หญิงหน้าตาดีๆ เพื่อเอามาสะกดจิตควบคุมอีกต่างหาก
ดังนั้นขอแค่ตามหาไอ้บ้าที่ชอบออกคำสั่งชี้นิ้วสั่งคนอื่นไปทั่วก็พอ ตอนนี้เสียงรอบข้างที่หลินเค่อได้ยินมีมหาศาลมาก เขาต้องใช้สมองระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและคัดกรองข้อมูลพวกนั้น
มนุษย์ม่วงมักจะเข้าออกแต่สถานที่หรูหรา ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ภัตตาคาร หรืออพาร์ตเมนต์ระดับไฮเอนด์ มันจะพักอยู่ที่นั่นแค่วันสองวันหรืออย่างมากก็ไม่กี่วันก่อนจะย้ายที่ใหม่ มันรู้จุดอ่อนของตัวเองดีว่าตราบใดที่ไม่มีใครทันระวังตัว มันก็คือผู้ไร้เทียมทาน
แต่ถ้าเจอกระสุนจากพลซุ่มยิงเจาะกบาลเข้าให้ล่ะก็ แค่นัดเดียวก็ส่งมันไปลงนรกได้แล้ว
ในนิวยอร์กมีเรื่องราวและอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน เพราะแบบนี้มนุษย์ม่วงถึงไม่เคยเป็นจุดสนใจของใคร หลินเค่อเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะต้านทานการถูกมันควบคุมจิตใจได้ไหม
เจสสิก้ามองดูหลินเค่อที่กำลังหลับตาพริ้ม เธอไม่ได้เอ่ยปากรบกวนเขา เธอเอนตัวนอนมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ช่วงนี้เธอเอาแต่เรียนรู้และฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก
ความคืบหน้าถือว่าดีเยี่ยมเลยล่ะ เมื่อก่อนเธอเอาแต่ต่อต้านพลังของตัวเอง ถ้ารู้แบบนี้เธอเริ่มฝึกฝนให้เร็วกว่านี้ก็คงจะดี
หลินเค่อค่อยๆ ตัดเป้าหมายที่ไม่ใช่ออกไปทีละคน จนในที่สุดเขาก็ล็อกตำแหน่งของมนุษย์ม่วงได้สำเร็จ หมอนี่อยู่ไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่นัก เพราะบริเวณรอบๆ เซ็นทรัลพาร์กมีอพาร์ตเมนต์หรูหราตั้งอยู่เพียบ
ไอ้หมอนี่มันรู้จักเสพสุขจริงๆ การที่มันมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร พอหลินเค่อล็อกเป้าหมายได้แล้ว เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
แต่เขายังไม่รีบร้อนลงมือ คืนนี้มนุษย์ม่วงคงจะพักอยู่ที่นั่น สิ่งที่หลินเค่อต้องคิดในตอนนี้ก็คือจะหาวิธีปลิดชีพมันยังไงดี
หลินเค่อไม่รีบพุ่งออกไปจัดการกับมนุษย์ม่วงในทันที เพราะถ้าขืนออกไปกลางดึกแบบนี้มันหาข้ออ้างอธิบายยาก เขายังคงนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายใจ และคอยดักฟังต่อไปเพื่อจดจำโทนเสียงของมนุษย์ม่วงให้ขึ้นใจ
...
เช้าวันต่อมาหลินเค่อขับรถไปส่งเจสสิก้าที่มูลนิธิการกุศลเพื่อเรียนรู้งานต่อ จากนั้นเขาก็ตรวจสอบตำแหน่งของมนุษย์ม่วงอีกครั้ง หมอนั่นยังคงอยู่ที่เดิม เดาว่ามันคงจะพักอยู่ที่นั่นอีกหลายวัน
ดังนั้นหลินเค่อจึงขับรถมุ่งหน้าไปที่ย่านเฮลส์คิตเชน เขาต้องหาปืนสไนเปอร์สักกระบอก ระหว่างที่กำลังตระเวนหาอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นสำนักงานทนายความขนาดเล็กแห่งหนึ่งเข้า
สำนักงานทนายความเนลสันแอนด์เมอร์ด็อก นี่คือสถานที่ที่หลินเค่อตั้งใจจะให้เจสสิก้าเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ตั้งแต่ตอนที่เขาเสนอไอเดียเรื่องก่อตั้งมูลนิธิการกุศลให้เธอฟัง
แมทธิว เมอร์ด็อกเป็นพวกพ่อพระโลกสวยขนานแท้ แน่นอนว่าหมอนี่เป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูงมาก ปากก็พร่ำบอกให้พึ่งพากระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย แต่ลับหลังกลับสวมหน้ากากตั้งตนเป็นศาลเตี้ยกลายเป็นแดร์เดวิลแห่งเฮลส์คิตเชนเสียเอง
ตัวเขาเองก็กำลังแหกกฎหมายอยู่ทนโท่ แต่หลินเค่อไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องพวกนี้หรอก เขาแค่ต้องการหางานให้เจสสิก้าทำ และในขณะเดียวกันก็เพื่อเอาไว้ใช้ลดหย่อนภาษีด้วย
การก่อตั้งมูลนิธิการกุศลและนำเงินไปลงทุน โดยหักกำไรห้าเปอร์เซ็นต์ของทุกปีมาใช้ในงานการกุศล ซึ่งการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายก็ถือเป็นการกุศลรูปแบบหนึ่ง
และมูลนิธิพวกนี้ก็สามารถได้รับการยกเว้นภาษีได้เกือบทั้งหมด ทายาทในอนาคตก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดก แถมยังสามารถเข้ามารับตำแหน่งบริหารกินเงินเดือนในมูลนิธิได้อีก พวกนายทุนกระเป๋าหนักถึงได้ชอบเล่นแร่แปรธาตุด้วยวิธีนี้กันนักไงล่ะ
มีคนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอีกตั้งเยอะที่หลงเชื่อว่าพวกเศรษฐีเหล่านี้ใจบุญสุนทาน ยอมบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อการกุศลจริงๆ
แต่ความจริงแล้วเงินทุนของมูลนิธิมันก็ยังเป็นเงินของพวกเขานั่นแหละ หลินเค่อไม่มีธุรกิจเป็นชิ้นเป็นอัน เขามีแต่เงินสด เขาไม่อยากวุ่นวายไปเปิดบริษัทในประเทศที่ปลอดภาษี และตัวเขาเองก็ไม่ชอบความยุ่งยากด้วย
เพราะฉะนั้นการตั้งมูลนิธิการกุศลนี่แหละคือทางออกที่ดีที่สุด ส่วนเรื่องของแดร์เดวิลหรือแมทธิว เมอร์ด็อกอะไรนั่น หลินเค่อไม่จำเป็นต้องไปสนใจหรอก
ดูทรงแล้วทีมดีเฟนเดอร์สแห่งย่านเฮลส์คิตเชนในอนาคตคงจะไปไม่รอดแน่ เพราะสมาชิกแต่ละคนก็มีพลังแค่พื้นๆ ทั่วไป
อย่างแมทธิว เมอร์ด็อกก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่มีหูทิพย์กับจมูกทิพย์ ทักษะการต่อสู้ก็เกิดจากการฝึกฝนล้วนๆ พละกำลังก็ยังสู้พวกฮอว์คอายหรือแบล็ควิโดว์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แถมหมอนนี่ยังยึดมั่นในกฎเหล็กห้ามฆ่าคนอีกต่างหาก เพราะแบบนี้หน่วยชีลด์ถึงได้เมินไม่ยอมดึงตัวเข้ามาร่วมทีมไงล่ะ
ส่วนเส้นทางชีวิตของเจสสิก้า โจนส์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ถึงเธอจะมีพละกำลังมหาศาลกับพลังกระโดดไกล แต่เธอกลับไม่มีทักษะการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย อาศัยแต่พละกำลังเข้าว่าล้วนๆ เอาไปเทียบชั้นกับกัปตันอเมริกาไม่ได้เลยสักนิด
ส่วนไอรอนฟิสต์ หมอนั่นถือครองหุ้นเกินครึ่งของกลุ่มบริษัทระดับโลก เป็นถึงมหาเศรษฐีระดับซูเปอร์ริช
ทักษะการต่อสู้ของหมอนั่นก็ถือว่าใช้ได้ แต่ท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือหมัดเหล็กนั่นแหละ ต่อยเปรี้ยงเดียวก็หมดก๊อกแล้ว พลังรบโดยรวมถือว่าธรรมดามาก เอาไปเทียบชั้นกับธอร์หรือฮัลค์ไม่ได้เลย
ส่วนลุค เคจถึงจะหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย ขีดจำกัดของหมอนี่ค่อนข้างต่ำ เป็นได้แค่กระสอบทรายเดินได้เท่านั้นแหละ
แถมอุปนิสัยของพวกหมอนี่ก็ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย
หลินเค่อจอดรถไว้ที่หน้าประตูแล้วเดินเข้าไปด้านใน สำนักงานนี้มีแค่สามห้องเท่านั้น พอเดินพ้นประตูเข้าไปก็จะเป็นห้องต้อนรับ คาเรน เพจทำงานอยู่ที่นี่มาตลอดตั้งแต่ตอนที่เธอได้รับการช่วยเหลือ
ซ้ายขวาเป็นห้องทำงานส่วนตัวของแมทธิว เมอร์ด็อกกับฟ็อกกี้ เนลสัน พวกเขาสองคนเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน พ่อของแมทธิว เมอร์ด็อกทิ้งมรดกไว้ให้เขาก้อนหนึ่ง ซึ่งเป็นเงินที่แลกมาด้วยชีวิตของพ่อเขาเอง
แมทธิว เมอร์ด็อกนำเงินก้อนนั้นมาเปิดสำนักงานทนายความแห่งนี้ ก็เพื่อหวังจะช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอ หมอนี่มักจะรับทำคดีให้ฟรีๆ โดยไม่คิดเงินอยู่เป็นประจำ
"สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ไม่ทราบว่ามีคดีความอยากจะให้เราช่วยเหลือหรือเปล่าคะ" คาเรน เพจเห็นการแต่งตัวของหลินเค่อปุ๊บก็รีบลุกขึ้นต้อนรับทันที ผู้ชายคนนี้ดูไม่น่าจะขัดสนเรื่องเงินทองแน่ๆ แต่ทำไมเขาถึงโผล่มาที่นี่ได้ เธอก็ขี้เกียจจะหาเหตุผลแล้ว เพราะตอนนี้สำนักงานกำลังช็อตเงินอย่างหนัก
หลินเค่อยิ้มแล้วตอบว่า "เปล่าครับ ผมแค่ได้ยินมาว่าสำนักงานทนายความแห่งนี้มักจะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายอยู่บ่อยๆ ผมก็เลยรู้สึกสนใจขึ้นมาน่ะครับ"
"วันนี้ผมก็เลยตั้งใจจะแวะมาดูสักหน่อย ไม่ทราบว่าคุณเมอร์ด็อกกับคุณเนลสันอยู่ไหมครับ"
"ตอนนี้พวกเขากำลังว่าความอยู่ที่ศาลค่ะ คุณเชิญนั่งรอก่อนได้นะคะ อีกเดี๋ยวพวกเขาก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะค่ะ" คาเรน เพจเริ่มสัมผัสได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นสปอนเซอร์ใจบุญ "เดี๋ยวฉันไปรินน้ำมาให้นะคะ"
สำนักงานของพวกเขายากจนถึงขั้นไม่มีแม้แต่เครื่องชงกาแฟ เธอทำได้แค่รินน้ำเปล่ามาให้หลินเค่อแก้วหนึ่งเท่านั้น หลินเค่อยังไม่ยอมนั่งลง เขากวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ออฟฟิศแทน
ดูท่าทางสภาพความเป็นอยู่จะย่ำแย่เอาการ ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็ดูเก่าซอมซ่อ สถานที่แบบนี้แหละที่ต้องการเงินทุนอุดหนุนอย่างเร่งด่วนที่สุด
[จบแล้ว]