- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมือปราบหน้าใหม่พร้อมกับพลังโกงแยกดวงจิต
- บทที่ 20 - มือปราบตัวน้อย อย่าบีบให้ข้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าเลย
บทที่ 20 - มือปราบตัวน้อย อย่าบีบให้ข้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าเลย
บทที่ 20 - มือปราบตัวน้อย อย่าบีบให้ข้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าเลย
บทที่ 20 - มือปราบตัวน้อย อย่าบีบให้ข้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าเลย
ใต้เท้าฉินที่กำลังโกรธจัดรีบลุกขึ้นยืนพรางเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มในพริบตา แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงก็ค้อมลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เขารีบก้าวเท้าออกไปนอกห้องเพื่อเชิญ ‘เด็กนิสัยเสียที่มิมิการสั่งสอน’ เข้ามาข้างใน
เซียวเหอ
เมื่อเห็นใบหน้านี้หนังตาของเซี่ยงหยวนก็กระตุกทันที เขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ดวงซวยทว่ามินึกเลยว่าจะซวยได้ถึงขนาดนี้
“ลูกพี่หยวน ข้าบอกให้ท่านไปรับร่มคืนที่บ้านทำไมท่านมิไปล่ะครับ หรือว่าท่านจะลืมไปแล้ว?”
เซียวเหอยิ้มแฉ่งพรางเดินวนเวียนรอบตัวเซี่ยงหยวน ทว่าเซี่ยงหยวนกลับนิ่งเงียบมิตอบโต้ ส่วนใต้เท้าฉินก็เดินยิ้มกริ้มวนรอบตัวเซียวเหอซึ่งฝ่ายหลังกลับมิมิแม้แต่จะปรายตามองและทำประดุจอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น
ช่างเหมือนกันอย่างมิมีผิดเพี้ยน!
เหล่าหลิวมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกใจ ด้วยความที่เป็นคนฉลาดเขาเดาออกทันทีว่าเซียวเหอต้องมีเบื้องหลังที่มิธรรมดาแน่นอนทว่าเขาก็มิเข้าใจว่าเซี่ยงหยวนที่เป็นเพียงคนเดินดินธรรมดาเหมือนกับเขาไปรู้จักกับบุคคลระดับนี้ได้อย่างไร
และที่สำคัญดูเหมือนทางนั้นจะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนเสียด้วย
ช่างน่าประหลาดใจนัก!
ตามความคิดของเหล่าหลิวหากเป็นตัวเขาเองมิต้องให้เซียวเหอเข้าหาก่อนหรอกเขาจะรีบเข้าไปประจบประแจงทันที
เหล่าหลิวมองไปที่เซี่ยงหยวนทว่าเซี่ยงหยวนกลับส่ายศีรษะเบาๆ และนิ่งเงียบมิมิคำพูดใดๆ
เซียวเหอเอาหน้าอุ่นๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ทว่าเขาก็มิมิเสียใจหรือโกรธเคืองเลยสักนิด เขาหันไปมองใต้เท้าฉินและใช้จมูกคุยกับอีกฝ่ายว่า “ท่านเป็นใครกัน ส่งเสียงเจื้อยแจ้วมิหยุดอยู่นั่นแหละ?”
“ผู้น้อยฉินอวิ๋น มือปราบใหญ่แห่งอำเภอเฟิ่งเซียนครับ คุณชายยังจำได้ไหมยามที่ท่านมาถึงที่นี่วันแรก ใต้เท้าซือหม่าและใต้เท้าอู๋ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับท่าน และผู้น้อยยังได้ดื่มคารวะท่านถึงสองจอกด้วยนะครับ!” ใต้เท้าฉินค้อมตัวต่ำลงไปอีกจนแผ่นหลังแทบจะขนานกับพื้น
“อ้อ ที่แท้ก็ท่านนี่เอง เหมือนจะมีเรื่องแบบนั้นอยู่บ้างนะ”
เซียวเหอกะพริบตาพลางแสดงท่าทางว่าข้าลืมไปแล้วว่าท่านเป็นใคร “คนใหญ่คนโตมักจะขี้ลืม หากมีสิ่งใดล่วงเกินไปขอได้โปรดใต้เท้าฉินยกโทษให้ด้วยนะครับ”
“คุณชายล้อเล่นแล้ว ที่นี่มิมิใต้เท้าที่ไหนหรอกครับ” ใต้เท้าฉินกล่าวประจบ
“อย่าเพิ่งหัวเราะสิ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินชัดเจนเลยนะว่าท่านถามว่าข้าเป็นใคร และถามว่าข้าเป็นเด็กที่มิมิการสั่งสอนจากบ้านไหนใช่ไหมล่ะ?”
เซียวเหอหรี่ตาลง “ท่านพ่อของข้าชื่อเซียวเหยียน นิสัยเสียๆ ของข้าทั้งหมดนี้ก็ท่านพ่อนั่นแหละเป็นคนสอนมา หากท่านมิเชื่อก็ลองไปถามท่านที่จวนเจิ้นเตียนที่กวานซานเต้าดูเอาเองสิครับ”
ในพริบตาเหงื่อของใต้เท้าฉินก็ไหลบ่าออกมาดุจน้ำป่า ร่างกายสั่นเทิ้มประดุจลูกนกใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษและละล่ำละลักว่า “ผู้น้อย...ผู้น้อยพูดจาเหลวไหลไปเอง หวังว่าคุณชายจะเมตตามิเอาความ และได้โปรดอย่าได้รบกวนเบื้องพระยุคลบาทของเจาอ๋องเลยนะครับ”
เจาอ๋อง!
เจ้าแผ่นดินแห่งแปดโจวและผู้กำกับดูแลกิจการทั้งหมดที่กวานซานเต้า
เจ้าเด็กนี่มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?
เซี่ยงหยวนอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ ภาพลักษณ์ของเซียวเหอตั้งแต่หัวจรดเท้ามิมิอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นคุณชายจากจวนอ๋องเลยแม้แต่นิดเดียว หรือว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่าพยัคฆ์พ่อสุนัขลูก หรือวีรบุรุษมักจะมีทายาทที่มิเอาถ่านกันนะ?
เหล่าหลิวเองก็ตกใจอย่างยิ่ง เขามีความรู้กว้างขวางกว่าเซี่ยงหยวนจึงพอจะเคยได้ยินเรื่องราวของจวนเจาอ๋องมาบ้างและรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของท่านอ๋องผู้นี้
เมื่อหลายปีก่อนมินักพรตคนหนึ่งเคยทำนายดวงชะตาให้เซียวเหยียนว่าเขามิดวงต้องมิมิบุตรถึงเก้าสิบเก้าคน และเมื่อครบจำนวนนั้นจึงจะบรรลุความสำเร็จในชีวิตได้
เซียวเหยียนจึงเร่งปั๊มบุตรอย่างหนักทว่าพอรู้สึกว่าช้าไปเขาก็เริ่มรับลูกบุญธรรมเข้ามามากมาย หากคำนวณดูแล้วยามนี้มิน่าจะต่ำกว่าเก้าสิบหรืออาจจะถึงแปดสิบคนแล้วด้วยซ้ำ
หากเป็นเช่นนั้นการส่งบุตรชายที่มิเอาถ่านและชอบสร้างปัญหาที่สุดมาอยู่ที่อำเภอเฟิ่งเซียนเพื่อมิให้เกะกะสายตาก็ดูจะสมเหตุสมผลและเข้าใจได้
สิ่งที่เหล่าหลิวประหลาดใจมิใช่เรื่องฐานะของเซียวเหอทว่าคือคำถามเดิมที่ว่าเซี่ยงหยวนไปคว้าโอกาสนี้มาได้ตอนไหน และยังทำให้อีกฝ่ายหลงใหลจนตามตื๊อขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
ทำไมเรื่องดีๆ แบบนี้มิเกิดกับข้าเหล่าหลิวบ้างนะ!
อีกด้านหนึ่งเซียวเหอคุมสถานการณ์ของใต้เท้าฉินไว้ได้อยู่หมัด เขาอาศัยบารมีของท่านพ่อที่กุมอำนาจแปดโจวมากลั่นแกล้งใต้เท้าฉินจนอีกฝ่ายแทบจะขาดใจตาย
เมื่อแกล้งจนพอใจแล้วเขาจึงเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ว่า “เสี่ยวฉิน ท่านจัดงานเลี้ยงที่นี่เพื่อต้อนรับใครกันล่ะ พี่ชายมือปราบท่านนี้กับลูกพี่หยวนของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ลูกพี่หยวน...”
ใต้เท้าฉินปรายตาไปมองเซี่ยงหยวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ในเมื่อเจ้ามีเบื้องหลังใหญ่ขนาดนี้ทำไมมิบอกกันแต่แรกล่ะ เรื่องมันเลยกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เดี๋ยวข้าต้องดื่มทำโทษให้ตนเองสามจอกและวันหน้าจะระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้แน่นอน
‘มือปราบตัวน้อย อย่าบีบให้ข้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าเลย!’
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของใต้เท้าฉินเซี่ยงหยวนต่อให้มิเต็มใจเพียงใดเขาก็จำต้องยอมรับน้ำใจของเซียวเหอที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายเซียว ข้ากับเหล่าหลิวตั้งใจทำงานและมีผลงานครั้งใหญ่ ใต้เท้าฉินจึงได้จัดเลี้ยงเพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราสองคนครับ”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ” ใต้เท้าฉินรีบพยักหน้าเห็นด้วยเป็นพัลวันพรางปาดเหงื่อเย็นๆ ออกจากหน้าฝากและพยายามปั้นยิ้มที่ดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา
เหล่าหลิวเป็นเพียงมือปราบตัวเล็กๆ มิมิสิทธิ์จะพูดอะไรจึงได้แต่พยักหน้าตามน้ำไปเพื่อยืนยันว่าวันนี้ใต้เท้าฉินเป็นเจ้ามือ
“ข้าก็ว่าแล้ว ลูกพี่หยวนนิสัยดีขนาดนี้จะไปล่วงเกินใครได้อย่างไร...”
เซียวเหอก้าวเข้าไปหาและคล้องแขนเซี่ยงหยวนไว้พรางพูดเสียงดังว่า “เรียกคุณชายเซียวทำไมกันเล่า พวกเราเห็นหน้ากันครั้งเดียวก็รู้สึกเหมือนเพื่อนเก่า รสนิยมพวกเราก็ตรงกันประดุจพี่น้องที่พลัดพรากกันไปนาน เช่นนั้นเรามาสาบานเป็นพี่น้องกันคืนนี้เลยดีไหม?”
นั่นเขาเรียกว่า ‘มีรสนิยมตรงกัน’ หากใช้สำนวนมิเป็นก็อย่าใช้เลย
และที่สำคัญ มิมิใครมีรสนิยมเดียวกับเจ้าเสียหน่อย!
เซียวเหอยังคงพล่ามมิหยุด “ท่านพ่อข้ายังขาดลูกบุญธรรมมาช่วยเติมให้เต็มจำนวนอยู่พอดี ตำแหน่งพี่น้องของข้ายังว่างอยู่ข้าว่าท่านเหมาะมากเลยนะ เดี๋ยวข้าเขียนจดหมายไปบอกเขา เขาเกลียดข้าจะตายไปเพื่อความสงบสุขเขาต้องตกลงทันทีแน่นอน แล้วเราสองคนก็จะได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ”
ข้อเสนอนี้มันใหญ่เกินไปเซี่ยงหยวนมิอาจรับไหวจึงทำเพียงนิ่งเงียบ
เซียวเหอเอาหน้าอุ่นๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ทว่าเขาก็มิมิขาดแคลนหน้าอุ่นๆ มาแนบก้นเย็นๆ ของเขาคืน ใต้เท้าฉินรีบเชิญเซียวเหอให้นั่งที่ประธานและเรียกบริกรมาสั่งอาหารเพิ่มโดยยอมเสียสละเงินก้อนใหญ่ทันที
ก่อนจะนั่งลงเหล่าหลิวแอบกระตุกแขนเสื้อเซี่ยงหยวนพรางกระซิบว่าวาสนาครั้งใหญ่มาถึงแล้วจงคว้าไว้ให้มั่น อย่าได้เป็นเพียงเศษธุลีเหมือนอย่างเขาเลย
ยามนี้เหล่าหลิวมีแผนในใจแล้ว ต่อให้เจาอ๋องจะมีบุตรมากมายเพียงใดทว่าเซียวเหอก็คือบุตรในไส้ หากเซี่ยงหยวนเกาะขานี้ไว้ได้อนาคตย่อมรุ่งโรจน์แน่นอน เงินห้าตำลึงที่ติดค้างอยู่นั้นมิต้องคืนแล้วข้าขอเพียงน้ำใจจากเซี่ยงหยวนสักครั้งยามที่เขาเป็นใหญ่เป็นโตก็พอ
มิต้องคืนก็มิเป็นไรแค่ห้าตำลึงเองกัดฟันนึกว่าแพ้พนันไปอีกรอบก็แล้วกัน
มันคือความรุ่งโรจน์จริงๆ ทว่า...
เซี่ยงหยวนมองดูเซียวเหอกับใต้เท้าฉินที่กำลังดื่มฉลองกันอยู่พรางคิดในใจว่าความรุ่งโรจน์นี้มันมาถึงอย่างประหลาดเกินไปราวกับการวางหมากไว้ล่วงหน้า
หากสมมติว่าเซียวเหอกับใต้เท้าฉินรู้จักกันมาก่อน และเห็นว่าเขามิธรรมดาพอคืนร่มมิสำเร็จก็เลยมาดักรอที่หน้าที่ว่าการ พอเขาออกมาก็ส่งคนรับใช้สองคนเข้าไปหาเรื่อง...จากนั้นก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ยามนี้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเซี่ยงหยวนก็เผลอขำออกมาคนเดียว
ใช่แล้ว เขาได้กราบอาจารย์ผู้ทรงภูมิและได้รับสุดยอดวิชาทว่ามินใครรู้เรื่องนี้สักหน่อย?
ลำพังแค่เซียวเหอที่เรียนหนังสือมิเอาถ่านและใช้สำนวนภาษาก็มิถูกจะมีความสามารถในการคำนวณเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?
มิมิทางหรอกนักพรตเชวียซินจัดการทุกอย่างได้สะอาดเอี่ยมอ่องไร้ร่องรอย เซียวเหอมิมิความสามารถและมิมิเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นหรอก
เซี่ยงหยวนหัวเราะความเพ้อฝันของตนเองที่พอเก่งขึ้นนิดหน่อยก็เริ่มยโสโอหังและคิดว่าทุกคนต้องคอยเอาใจและเข้าหาเขา เรื่องราวมันง่ายกว่านั้นมากเซียวเหอก็แค่คนกวนประสาทคนหนึ่งที่มีตรรกะประหลาด และเหตุการณ์วันนี้ก็เป็นเพียงความบังเอิญที่ประจวบเหมาะพอดีเท่านั้น
หากจะให้พูดจริงๆ ร่มคันนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างวาสนา การที่เขาช่วยพกร่มให้เซียวเหอคือเหตุ และการที่เซียวเหอมาช่วยเขาแก้ปัญหาในยามนี้คือผล
เมื่อคิดได้เช่นนั้นความคิดของเซี่ยงหยวนก็กระจ่างแจ้งในทันที เซียวเหอคือคนที่เป็นวาสนาพาพบพานในช่วงเปลี่ยนผ่านจริงๆ ร่มคันนั้นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและนำพาไปสู่ความสัมพันธ์กับเจาอ๋องเซียวเหยียนในอนาคต
นี่คือสิ่งที่นักพรตเชวียซินหมายถึงเกี่ยวกับอนาคตของเขา
ท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วครับ บัดนี้ข้าจะก้าวข้ามทุกอุปสรรคและหาหนทางไปทำความรู้จักกับ ‘ท่านพ่อบุญธรรม’ ให้ได้!
ทว่าความจริงแล้วในสนามรบการเมืองนี้ก็มิมิหนทางลัดหรอกนะ
“เหะ เหะ เหะ...”
หลังจากดื่มไปได้หลายรอบเซียวเหอก็เริ่มบ่นว่าอยากจะหาแม่นางสักคน ใต้เท้าฉินรีบควักเงินออกมาเรียกเหล่านางรำมาบรรเลงเพลงและขับกล่อมทันที
เป็นความบันเทิงที่ถูกกฎหมายนะ
เขาเป็นเพียงข้าราชการตัวเล็กๆ ระดับเก้าต่อให้ขอยืมความกล้ามาอีกสิบเท่าก็มิกล้าพาลูกอ๋องไปเที่ยวซ่องหรอก หากเรื่องแดงออกไปนอกจากจวนเจิ้นเตียนแล้วใต้เท้าซือหม่าที่เป็นตัวแทนของตระกูลใหญ่ก็คงมิมิทางปล่อยเขาไปแน่
เซี่ยงหยวนมิได้ดื่มสุรา ด้วยอายุของเขายามนี้การไปนั่งที่โต๊ะเด็กก็คงมิมีใครสงสัย ตลอดเวลาเขาเพียงก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียว มิว่าเซียวเหอกับใต้เท้าฉินจะคุยอะไรเขาก็ได้แต่เออออไปตามน้ำเท่านั้น
“เสี่ยวฉิน ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่อำเภอเฟิ่งเซียน ข้าก็ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือทุกวัน ยามว่างมิมิเพื่อนเล่นด้วยเลยข้าเหงาจนจะตายอยู่แล้วครับ”
“คุณชายเซียวหมายความว่าอย่างไรครับ?”
ใต้เท้าฉินตาเป็นประกายพรางรีบประจบ “ท่านมิดวงชะตาสูงส่ง ที่ว่าการสมควรส่งคนไปคุยและอารักขาความปลอดภัยของท่านครับ พวกคนแก่ๆ แม้จะรู้กฎระเบียบทว่ากลับคร่ำครึมิรู้จักพลิกแพลงเกรงว่าจะทำให้คุณชายมิสบอารมณ์เอาได้”
“มีเหตุผล”
“ผู้น้อยเห็นว่าน้องชายเซี่ยงคนนี้เหมาะมากเลยครับ จิตใจเฉลียวฉลาดพูดจาเก่งกาจแถมยังมีวรยุทธ์สูงส่งและมีความเที่ยงธรรม หากมีเขาคอยคุ้มครองยามว่างยังสามารถอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาให้คุณชายได้อีกด้วย”
“ลูกพี่หยวนเป็นมือปราบมิดวงชะตาข้าราชการติดตัว มันจะมิ...เหมาะสมหรือครับ?”
“เหมาะสมครับ เหมาะสมที่สุดแล้ว เดี๋ยวผู้น้อยจะกลับไปออกคำสั่งย้ายตัวเขาให้ไปทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยส่วนตัวของท่านเองครับ”
เพียงมิกี่คำพูดอำนาจรัฐก็ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเสียแล้ว
[จบแล้ว]