- หน้าแรก
- เดี๋ยวก่อน นี่น่ะเหรอระบบประเมินรถยนต์
- บทที่ 7 - ไม่มีอะไรจะเสีย ลองดูสักตั้ง
บทที่ 7 - ไม่มีอะไรจะเสีย ลองดูสักตั้ง
บทที่ 7 - ไม่มีอะไรจะเสีย ลองดูสักตั้ง
บทที่ 7 - ไม่มีอะไรจะเสีย ลองดูสักตั้ง
จ้าวเสี่ยวหู่เงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ "นายจะช่วยยังไง?"
สวีปินถึงกับพูดไม่ออก เขาอธิบายเรื่องระบบไม่ได้
ก็เลยต้องเปลี่ยนเรื่อง
"ฉันหมายความว่า ตอนนี้นายขาดลูกค้าใช่ไหมล่ะ? ฉันมีวิธีช่วยนายเรียกลูกค้าได้นะ"
"เรียกลูกค้า?"
จ้าวเสี่ยวหู่ยิ้ม แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย เป็นรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้า
"เพื่อนรัก ฉันรู้ว่านายอยากช่วย แต่การจะหาลูกค้ามันต้องมีเงินทำโฆษณา ต้องมีเส้นสาย นายเพิ่งเรียนจบ งานก็ยังหาไม่ได้ จะไปมีเส้นสายอะไรวะ?"
สวีปินไม่ได้เถียง เขารู้ว่าเสี่ยวหู่พูดถูก
ในสายตาอีกฝ่าย เขาเป็นแค่เด็กเพิ่งจบใหม่ที่กำลังตกงานและมีอนาคตที่มืดมน
"ลองดูหน่อยสิ ถึงยังไงนายก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ จริงไหม? ร้านก็จะปิด เงินก็จะหมด อย่างแย่สุดก็แค่นี้แหละ ให้ฉันลองดูหน่อยเถอะ เผื่อมันเวิร์กล่ะ?"
คำพูดนี้ค่อนข้างแทงใจดำ
รอยยิ้มขื่นๆ บนใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหู่ค่อยๆ หายไป
เขามองสวีปิน มองอยู่นาน เหมือนกำลังทำความรู้จักกับเพื่อนที่โตมาด้วยกันคนนี้ใหม่
เขามองเห็นความจริงจังและความมั่นใจอะไรบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจในแววตาของสวีปิน
"ถ้านายอุตส่าห์อยากจะช่วยดึงฉันขึ้นมา งั้นก็ลองดูสิ แต่นายจะลองยังไงล่ะ?"
"อืม..."
สวีปินคิดหาคำพูด ก่อนจะหันไปมองเขา
"เอาล่ะ ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะมาช่วยงานที่ร้านนาย ฉันไม่เอาค่าจ้าง ขอแค่ข้าวสามมื้อก็พอ ฉันจะช่วยนายรับลูกค้า ช่วยตรวจดูอาการรถให้"
"นายเนี่ยนะ? จะไปรู้อะไร นายซ่อมรถไม่เป็นสักหน่อย"
แววตาของจ้าวเสี่ยวหู่เต็มไปด้วยความสับสน
"ฉันไม่ซ่อม ฉันมีหน้าที่แค่ดู พอรถลูกค้าเข้ามา ฉันจะดูให้ก่อน แล้วบอกนายว่าเสียตรงไหน จากนั้นนายก็ไปเช็ก ไปซ่อม เพื่อพิสูจน์ว่าที่ฉันบอกมันถูกหรือเปล่า"
"พับผ่าสิ! นายคิดว่าตัวเองเป็นเครื่องเอกซเรย์หรือเครื่องสแกนไฮเทคหรือไงวะ! มองปุ๊บก็รู้ปั๊บเนี่ยนะ?"
จ้าวเสี่ยวหู่หลุดขำ ความอมทุกข์บนใบหน้ากลมๆ จางหายไปนิดหน่อย
"นายก็คิดซะว่าฉันเป็นแบบนั้นละกัน"
สวีปินทำหน้าจริงจังสุดๆ
"ถ้าฉันพูดถูก นายก็เสนอราคาตามที่ฉันบอก ถ้าฉันพูดผิด ค่าเสียหายทั้งหมดฉันรับผิดชอบเอง"
จ้าวเสี่ยวหู่จ้องหน้าสวีปิน พยายามเดาว่านี่จริงจังหรือแค่ล้อเล่น
"อาปิน นายรู้ไหมว่าเรื่องซ่อมรถเนี่ย วิเคราะห์พลาดไปนิดเดียว ราคามันต่างกันเป็นร้อยเป็นพันหยวนเลยนะ"
สวีปินพยักหน้า "ฉันรู้ ฉันถึงไม่มั่วไง"
พูดเองเขาก็ยังแอบหวั่นๆ เอง รีบพูดเสริม นำข้ออ้างที่เตรียมไว้ออกมาใช้
"เสี่ยวหู่ ฉันไม่รู้จะอธิบายให้นายฟังยังไง ฉันบอกได้แค่ว่า ฉันน่าจะเป็นอัจฉริยะหนึ่งในหมื่นตามตำนาน จู่ๆ สมองก็แล่น เข้าใจเรื่องพวกนี้ขึ้นมาซะงั้น"
ยิ่งพูดก็ยิ่งไปกันใหญ่
พอพูดประโยคนี้ออกไป มันยิ่งฟังดูไม่สมเหตุสมผล ฟังดูเหมือนพวกนักต้มตุ๋นสิบแปดมงกุฎเข้าไปใหญ่
บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ มีเพียงเสียงรถวิ่งผ่านไปมาบนถนนเป็นระยะ
พอเห็นแบบนั้น สวีปินก็เริ่มหวั่นใจ
นี่ฉันเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่าวะเนี่ย?
เสี่ยวหู่จะหาว่าฉันมานั่งพูดจาเพ้อเจ้อเป็นบ้าเป็นบอหรือเปล่า...
ขณะที่เขากำลังคิดจะเปลี่ยนข้ออ้างใหม่ที่น่าเชื่อถือกว่านี้
"ตกลง"
จ้าวเสี่ยวหู่จู่ๆ ก็ตบเข่าตัวเองดังฉาด ตัดสินใจแน่วแน่
"แม่งเอ๊ย! ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ม้าตายก็ต้องลองรักษากันแบบม้าเป็นล่ะวะ! อาปิน เห็นแก่ความหวังดีของนาย ฉันจะเชื่อนายสักครั้ง! พรุ่งนี้นายมาช่วยฉันเลย!"
"เริ่มวันนี้เลยก็ได้"
จ้าวเสี่ยวหู่มองเขาแล้วยิ้ม
"วันนี้ก็ได้ ไป ตั้งแต่เช้าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย ไปหาข้าวกินกันก่อน กินอิ่มแล้วค่อยมาลุยกัน!"
เขาไม่ได้ดึงประตูม้วนลง แต่กอดคอสวีปินเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม
ฝั่งตรงข้ามมีร้านบะหมี่ที่เขาไปกินเป็นประจำ
จ้าวเสี่ยวหู่สั่งบะหมี่เนื้อ 2 เหลียงมาสองชาม แล้วยังสั่งเพิ่มเนื้ออีกสองถ้วยต่างหาก
ระหว่างรอ จ้าวเสี่ยวหู่ก็ล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบตามความเคยชิน
"อาปิน สรุปนายหางานได้ถึงไหนแล้วเนี่ย?"
สวีปินตอบกลับอย่างไม่ลังเล "ไม่หาแล้ว จะหาไปทำซากอะไร"
มือที่ถือบุหรี่ของจ้าวเสี่ยวหู่สั่นเล็กน้อย
"ลูกพี่ อย่าเพิ่งใจร้อน ร้านโทรมๆ ของฉัน เผลอๆ เดือนหน้าก็ต้องปิดแล้วนะ"
สวีปินยิ้มมุมปาก "งั้นก็ทำไปจนถึงเดือนหน้าค่อยว่ากัน อย่างน้อยเดือนนี้ฉันก็ไม่ต้องวิ่งหางานให้วุ่นวาย"
จ้าวเสี่ยวหู่สูดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยๆ พ่นควันออกมา
"ก็ตามใจนายแล้วกัน แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ ถ้ามันเวิร์กจนได้เงินขึ้นมา เราแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ถ้าขาดทุน..."
สวีปินชิงพูดต่อ "ถ้าขาดทุน ฉันรับผิดชอบเอง"
"นายรับผิดชอบเหรอ? นายจะเอาเงินที่ไหนมารับผิดชอบวะ! ค้นทั้งตัวตอนนี้นายมีถึงพันหยวนหรือเปล่าเหอะ?"
จ้าวเสี่ยวหู่คาบบุหรี่ไว้ในปาก ทำหน้าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาตบหน้าอกตัวเอง
"ถ้าขาดทุน เสี่ยวหู่คนนี้รับจบเอง!"
"ถึงยังไงฉันก็เป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่งที่เปย์ให้นายนี่หว่า ตอนนี้ฉันมีเงินติดตัวอยู่สี่พันกว่าหยวน นายจะทำอะไรก็ตามสบายเลย ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ตอนนั้นเอง บะหมี่เนื้อจัดเต็มก็มาเสิร์ฟ
น้ำซุปสีแดงมันย่อง หอมกลิ่นผักชีและต้นหอมเตะจมูก
ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกันอีก หยิบตะเกียบแล้วก้มหน้าก้มตาซัดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย
...
ทั้งสองคนจัดการบะหมี่จนเรียบวุธ ซดน้ำซุปไปเกินครึ่งชาม จ้าวเสี่ยวหู่สแกนจ่ายเงิน
พอกลับมาถึงร้าน
แดดตอนเที่ยงวันเริ่มแผดเผาจนอากาศร้อนอบอ้าว
พัดลมอุตสาหกรรมตัวใหญ่ส่ายหน้าเป่าลมส่งเสียงดังหึ่งๆ คลายร้อนไปได้บ้าง
ทั้งคู่นั่งอยู่ในร้าน คุยโม้สัพเพเหระไปพลาง ไถมือถือฆ่าเวลาไปพลาง รอให้มีลูกค้าเข้าร้าน
สวีปินไถดูคลิปสั้นๆ ไปสักพักก็เริ่มเบื่อ วางมือถือลงแล้วมองออกไปนอกร้าน
มองดูรถที่วิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว
มองดูก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยๆ บนท้องฟ้า
มองดู...
เอ๊ะ!
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ร่างๆ หนึ่ง
หญิงสาววัยรุ่นใส่กางเกงยีนส์ขาสั้นจุ๊ดจู๋ โชว์เรียวขาขาวเนียน กางร่มเดินผ่านหน้าร้านไป
จนกระทั่งหญิงสาวคนนั้นเดินผ่านไปจนลับสายตา
พอหันหน้ากลับมา
เอ๊ะ!
ลูกค้ามาแล้ว!
รถตู้เล็กสีเงินคันหนึ่งวิ่งมาจอดหน้าร้านพอดี
เขารวบรวมสมาธิเพ่งมองสามวินาที
หน้าจอกึ่งโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าสวีปิน:
[รายงานประเมินสภาพรถยนต์]
[เป้าหมายการประเมิน: Wuling Sunshine รุ่นปี 2015 เครื่องยนต์ 1.2L S รุ่นมาตรฐาน LSI]
[วันที่ผลิต: มิถุนายน 2015]
[ราคาแนะนำ: 32,300 หยวน]
[เลขไมล์ปัจจุบัน: 75,692 กิโลเมตร (เลขไมล์แท้)]
[จำนวนครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์: 0 ครั้ง]
[ปัญหาปัจจุบัน: ลิ้นปีกผีเสื้อมีคราบเขม่าเกาะหนา, หัวเทียนเสื่อมสภาพ]
[แนวทางการซ่อม: ล้างทำความสะอาดลิ้นปีกผีเสื้อ, เปลี่ยนหัวเทียน]
[ราคาประเมินตลาด: 7,800 หยวน]
...
ประตูฝั่งคนขับเปิดออก
ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าหก ผิวคล้ำแดดนิดๆ มุดตัวลงมาจากรถ
หม่าเสี่ยวชวน หนุ่มขับรถส่งของ เอามือปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางมองมาที่สวีปิน
"เถ้าแก่ จู่ๆ รถผมรอบเครื่องก็สวิง เร่งไม่ขึ้นเลย ช่วยดูให้หน่อยครับ"
"ไม่ต้องดูแล้วน้องชาย พี่รู้แล้วว่าสาเหตุเกิดจากอะไร"
"หา? เอาจริงดิ?"
หม่าเสี่ยวชวนชะงักไป มือที่กำลังเช็ดเหงื่อค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เบิกตากว้าง
"พี่ยังไม่ได้แตะรถผมเลย ยังไม่ได้ตรวจดูสักนิดก็รู้แล้วเหรอ? เทพขนาดนั้นเชียว?!"
"ลิ้นปีกผีเสื้อมีคราบเขม่าเกาะหนา หัวเทียนก็เสื่อมสภาพ ต้องล้างทำความสะอาดลิ้นปีกผีเสื้อ แล้วก็เปลี่ยนหัวเทียน ทำแค่นี้ก็หายแล้ว"
"จริงปะเนี่ย? พี่อย่ามาหลอกผมนะ!"
หม่าเสี่ยวชวนตกใจ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนสงสัย จ้องมองสวีปินที่อยู่ตรงหน้า
"น้องชาย ถ้าทำแล้วไม่หาย พี่จ่ายค่าชดเชยให้ 3 เท่าเลย แถมยอมให้นายตบหน้าพี่ฉาดใหญ่ได้เลย ตอนนี้นายจะเข้าไปนั่งตากพัดลมเย็นๆ ข้างใน หรือจะยืนดูช่างเขาเปลี่ยนล่ะ?"
คำพูดของสวีปินทำเอาหม่าเสี่ยวชวนถึงกับอึ้งไปเลย เขาลังเลอยู่สองวินาที
"งั้นพี่เรียกช่างมาซ่อมเลย พัดลมผมไม่เป่าละ ผมขอยืนดูตรงนี้แหละ"
"ตกลง"
สวีปินเห็นว่าลูกค้าอย่างหม่าเสี่ยวชวนรับปากแล้ว ก็หันไปหาจ้าวเสี่ยวหู่ที่เดินมายืนอยู่ข้างหลัง
"เสี่ยวหู่ ได้ยินปัญหาและวิธีซ่อมแล้วใช่ไหม ทีนี้ก็ตาเตรียมนายโชว์ฝีมือแล้วล่ะ"
จ้าวเสี่ยวหู่พยักหน้า เดินเข้าไปหา
เพื่อความชัวร์ เขาขอเช็กดูให้ละเอียดอีกรอบ
เขาหันไปมองสวีปินที่เข้าไปนั่งตากพัดลมไถมือถืออยู่ในร้านสลับกับหม่าเสี่ยวชวนที่จ้องทุกการกระทำของเขาตาไม่กะพริบ
"น้องชาย ปัญหามาจากตรงนี้แหละ ต้องล้างลิ้นปีกผีเสื้อ แล้วก็เปลี่ยนหัวเทียน"
"โอเค รู้เรื่อง พี่ช่างรีบจัดการเลยครับ"
...