- หน้าแรก
- สิ้นโลกนี้ ขอรอดไปกับนายหมาน้อย
- บทที่ 24: ผู้พักอาศัยบนชั้น 21
บทที่ 24: ผู้พักอาศัยบนชั้น 21
บทที่ 24: ผู้พักอาศัยบนชั้น 21
เจียงจือเซี่ยกำลังเสพเรื่องซุบซิบอย่างเมามันตอนที่ได้รับข้อความวีแชตจากเซี่ยหาน
นั่นก็เพราะแชตกลุ่มลูกบ้านของนิติบุคคลกำลังเดือดปุดๆ ขึ้นมาอีกแล้ว
ต้นเหตุก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสองแม่ลูกจากชั้น 14 นั่นเอง
เธอเลื่อนกลับขึ้นไปดูประวัติการแชตตั้งแต่บนสุด
6-14: พวกนิติฯ ทำงานชักช้ากันเกินไปแล้วนะ ฉันกับลูกชายติดอยู่ในนั้นตั้งชั่วโมงกว่า พวกคุณรู้ไหมว่ามันกระทบกระเทือนจิตใจเด็กแค่ไหน!
6-14: พอกลับมาถึงห้อง ลูกฉันก็ร้องไห้ไม่หยุด จิตใจดวงน้อยๆ อันเปราะบางของเขาบอบช้ำไปหมดแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่ายัยเด็กผู้หญิงสองคนจากชั้นบนเป็นใครมาจากไหน ถึงกล้ามาด่าลูกชายฉัน ลูกชายฉันเป็นทายาทสืบสกุลคนเดียวของตระกูลในรอบสามชั่วคนเชียวนะ ยัยเด็กพวกนั้นจะเอาอะไรมาเทียบ! ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!
6-14: แล้วช่างซ่อมที่พวกคุณหามาก็ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด พวกเราจ่ายค่าส่วนกลางตั้งแพง อย่างน้อยก็ช่วยหาคนที่เป็นมืออาชีพหน่อยได้ไหม! แถมยังพูดจาไม่เข้าหูคนอีก ฉันจะร้องเรียนเขา!
เดิมที ผู้จัดการนิติฯ เสี่ยวหลี่ ไม่อยากจะยุ่งเรื่องพวกนี้นัก ตอนนี้พวกเขาต้องคอยจดรายการของที่ลูกบ้านแต่ละคนต้องการซื้อในทุกๆ วัน แถมยังต้องจัดการปัญหาจุกจิกอีกสารพัด
ขนาดแค่โพสต์ประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการลงในกลุ่ม ก็ยังโดนด่าเลย
ยิ่งวันนี้มีการตัดน้ำ พนักงานนิติบุคคลทั้งหมดก็ถูกระดมกำลังมาช่วยกันทำงาน พวกเขาต้องคอยตรวจสอบตำแหน่งของลิฟต์แต่ละตัวและโทรเรียกคนมาช่วย แต่ก็ยังไม่วายโดนด่าอยู่ดี
อะไรนะ? ถามว่าทำไมเขาถึงไม่ลาออกงั้นเหรอ? ก็เพราะค่าจ้างมันสูงลิ่วไงล่ะ เดิมทีเขาก็เป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดา แต่ในยุคที่อากาศร้อนบรรลัยแถมข้าวของก็แพงหูฉี่แบบนี้ ทุกอย่างมันล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น ไม่ว่าจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าไฟ... มีอะไรได้มาฟรีๆ บ้างล่ะ?
เวลาที่รู้สึกท้อแท้ เขาก็จะมองไปที่เงินสวัสดิการค่าเสี่ยงภัยจากสภาพอากาศร้อนจัด นึกถึงหน้าลูกเมีย แล้วก็กัดฟันสู้ต่อไป จะให้ลาออกได้ยังไง?
แต่วันนี้ เขาเหลืออดแล้วจริงๆ ผู้จัดการนิติฯ เสี่ยวหลี่ จึงเริ่มเปิดฉากตอบโต้
ผู้จัดการนิติฯ เสี่ยวหลี่: สวัสดีครับลูกบ้าน ตอนนี้เกิดเหตุไฟดับเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีลูกบ้านอีกหลายท่านยังคงติดอยู่ในลิฟต์ เนื่องจากกำลังคนไม่เพียงพอ คนที่เข้ามาช่วยในโครงการของเราตอนนี้จึงเป็นอาสาสมัครจากที่อื่นที่มาช่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยนะครับ
เป็นความจริงที่ว่า เนื่องจากเหตุไฟดับครั้งใหญ่เกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาที่มีการแจกจ่ายเสบียงตามชุมชนต่างๆ พอดี จึงทำให้มีคนติดอยู่ในลิฟต์เป็นจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและช่างซ่อมบำรุงทุกคนต่างก็ระดมกำลังกันออกไปช่วยเหลือ และในเวลาต่อมาก็มีพลเมืองดีหลายคนอาสาเข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มคนนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของมนุษย์ป้าชั้น 14 เขาก็โดนด่าสาดเสียเทเสีย อุตส่าห์มาช่วยท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย แต่กลับต้องมาโดนด่าทอ ด้วยความโมโห เขาจึงสะบัดก้นหนีไปทันที
อาสาสมัครที่มาช่วยที่ลี่จิงการ์เดนมีทั้งหมดแค่สี่คน และสามคนในนั้นก็มาจากชุมชนอื่น
ตอนนี้หายไปคนหนึ่งแล้ว ภาระงานของอีกสามคนที่เหลือก็ย่อมเพิ่มขึ้น หมายความว่าการช่วยเหลือก็จะต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก
6-19: ถ้าลูกชายตัวหนักเป็นร้อยโลที่มี 'จิตใจเปราะบาง' ของป้าไม่ไปกระโดดโลดเต้นอยู่ในลิฟต์ ลิฟต์มันจะร่วงไหมล่ะ? แล้วนี่ยังมีหน้ามาตีบทเหยื่ออีกนะ ฉันว่าหน้าตาป้าก็ทุเรศพอๆ กับความเพ้อเจ้อของป้านั่นแหละ
6-19: ลูกตัวเองทำลิฟต์ร่วงแท้ๆ ยังจะมาทำตัวใสซื่อ คางคกที่ไหนมันช่างหลงตัวเองได้ขนาดนี้! นี่ยุคไหนแล้ว ยังมาทำตัวเหยียดเพศชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรองอยู่อีก สมองส่วนซีรีเบลลัมของป้าถูกพันด้วยผ้าพันเท้าสมัยราชวงศ์ชิงหรือไง? วัวควายที่ไหนก็คิดจะออกมาพ่นน้ำลายได้สินะ
ข้อความนั้นมาจากเซี่ยหาน หลังจากที่เธอโพสต์ไป คนอื่นๆ ที่ติดอยู่ในลิฟต์ด้วยกันก็เริ่มออกมาสมทบ
มาถึงจุดนี้ ความจริงก็กระจ่าง แต่ป้าชั้น 14 ก็ยังคงไม่ยอมลดราวาศอก จนกระทั่งผู้จัดการนิติฯ เสี่ยวหลี่แกล้งเปรยๆ ออกมาว่า ชายหนุ่มคนนั้นถูกด่าจนโมโหหนีไปแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าลงมาก
เมื่อเลื่อนดูลงมาอีก ลูกบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้วต่างก็พากันรุมด่าป้าชั้น 14 ในกลุ่ม ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องติดอยู่นานขนาดนั้น บางคนถึงขั้นต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะเป็นลมแดดเลยด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเองหรือครอบครัว ต่างก็ผูกใจเจ็บกับคนชั้น 14 และเริ่มสาดถ้อยคำด่าทอใส่อย่างบ้าคลั่ง
พอโดนคนรุมด่าเยอะเข้า ป้าชั้น 14 ก็ไม่กล้าหืออีกต่อไปและเริ่มแกล้งตายเงียบหายไปเลย
เจียงจือเซี่ยนั่งดูเรื่องสนุกอย่างออกรสออกชาติ ก็แน่ล่ะ ดูละครทีวีมากไปมันก็รู้สึกจำเจ ขาดอรรถรส สู้มานั่งดูดราม่าในชีวิตจริงแบบนี้ไม่ได้ สะใจกว่าเป็นไหนๆ
เธอเลื่อนลงไปจนสุดข้อความ ซึ่งก็มีแต่คำด่าทอล้วนๆ
ในที่สุดเธอก็กดออกจากกลุ่มลูกบ้านและตอบกลับเซี่ยหานไปว่า: "รับทราบ เธอเองก็ระวังตัวด้วยนะ"
จากนั้นเธอก็เข้าไปในมิติ ต้นไม้ผลที่เธอปลูกไว้ก่อนหน้านี้ออกผลสุกงอมเต็มต้นแล้ว ตอนนี้เวลาส่วนใหญ่ของเธอจึงหมดไปกับการเก็บผลไม้
เพราะถ้าเก็บเกี่ยว มันก็จะออกผลใหม่เรื่อยๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ มันก็จะคาต้นอยู่อย่างนั้น เธอจะปล่อยให้มันเสียของไปเปล่าๆ ไม่ได้หรอก
ตะกร้าผลไม้ถูกวางเรียงรายไว้ด้านหนึ่ง ผลไม้แต่ละชนิดมีปริมาณมากเอาการ
ประสิทธิภาพในการปลูกและเก็บเกี่ยวของเธอพัฒนาขึ้นมาก ทันทีที่หญ้าเลี้ยงสัตว์โตเต็มที่ เธอก็จัดการเกี่ยวมันทันที
เธอเก็บเกี่ยวผักที่โตเต็มที่ โดยไม่ลืมที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ของแต่ละชนิดแยกเอาไว้ด้วย
จากนั้นก็นำเมล็ดพันธุ์ใส่ขวดโหลตามป้ายชื่อที่ติดไว้ ตอนนี้ถึงไม่มีอะไร อย่างน้อยเธอก็เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีนีค้าเมล็ดพันธุ์รายใหญ่คนหนึ่งได้เลย
ต่อมา เธอก็ไปให้อาหารสัตว์และจัดการกับมูลสัตว์ มูลพวกนี้ไม่ได้ถูกทิ้งไปเปล่าๆ เธอปล่อยให้มันหมักบ่มตามธรรมชาติ เพราะนี่คือสุดยอดปุ๋ยชั้นดี
พวกหมู แกะ และวัว ตอนนี้โตขึ้นมาครึ่งตัวแล้ว ไม่ใช่แค่พืชพรรณที่เติบโตเร็วในมิติแห่งนี้ แต่อัตราการเจริญเติบโตของสัตว์ก็รวดเร็วกว่าปกติมากเช่นกัน
หมู วัว และแกะ โตได้ครึ่งทางแล้ว อีกแค่เดือนเดียวก็คงพร้อมเสิร์ฟขึ้นโต๊ะอาหารได้
ส่วนเป็ด ไก่ และห่าน ตอนนี้มีจำนวนรวมกันราวๆ เจ็ดแปดร้อยตัวแล้ว แต่พวกที่แพร่พันธุ์ได้เร็วที่สุดก็คือกระต่าย สองร้อยตัวที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ ป่านนี้คงขยายเผ่าพันธุ์ทะลุหลักพันไปแล้วมั้ง
กระต่ายมีความสามารถในการสืบพันธุ์สูงมาก ออกลูกครอกหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่าห้าตัว แถมระยะเวลาตั้งท้องก็สั้น และยังออกลูกได้หลายครั้งต่อปีอีกต่างหาก
ก่อนหน้านี้เธอจับพวกมันแยกไว้สองคอก แต่ตอนนี้แทบจะล้นทะลักออกมาแล้ว เธอต้องรีบจับพวกมันมากินบ้าง ไม่อย่างนั้นประชากรกระต่ายจะล้นคอกเอาได้
เธอจับกระต่ายมาห้าตัว พร้อมกับหยิบผักผลไม้จำนวนหนึ่งออกไปให้เจียงหว่านทำมื้อเที่ยง
มื้อเที่ยงวันนี้เป็นเมนูกระต่ายล้วนๆ มีทั้งหัวกระต่ายรสเผ็ด กระต่ายทอดกรอบ กระต่ายผัดพริกแห้ง และเนื้อกระต่ายหม้อไฟแห้ง
จังหวะที่ทั้งสองกำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆ ก็มีเสียงเตือนดังมาจากระบบกล้องวงจรปิด
เจียงหว่านเปิดแท็บเล็ตในห้องนั่งเล่นและเริ่มเช็กภาพจากกล้องวงจรปิดด้านนอก
"มีคนมา ดูเหมือนจะเป็นลูกบ้านชั้นบนสุดนะ" เจียงหว่านพูดพลางส่งแท็บเล็ตให้เจียงจือเซี่ย
"สภาพอากาศแบบนี้ แถมไฟก็ยังดับ ขืนอยู่ชั้นบนสุดมีหวังโดนอบแห้งตายพอดี" เห็นได้ชัดว่าเจียงจือเซี่ยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีใครย้ายเข้ามาอยู่ชั้นบนสุดในเวลาแบบนี้
เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กสภาพอากาศล่าสุด เวลา 11:37 น. อุณหภูมิ 53°C
ใครก็ตามที่สามารถปีนบันไดขึ้นมาถึงชั้น 21 ได้ในสภาพอากาศแบบนี้ นับว่าเป็นคนเก่งของแท้เลยทีเดียว
ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เขาสะพายกระเป๋าใบใหญ่สูงครึ่งตัวคนมาด้วยสองใบ ตามมาด้วยพนักงานนิติบุคคลอีกสองคนที่กำลังช่วยกันแบกเครื่องปั่นไฟ น้ำมันดีเซล และกระเป๋าเดินทางอีกสองใบ
สมกับคำกล่าวที่ว่า เงินบันดาลได้ทุกสิ่งจริงๆ แม้ในสภาพอากาศที่ร้อนทะลุปรอทขนาดนี้ ก็ยังมีคนยอมแบกหามรับใช้เขา
แต่ถ้ารวยขนาดนั้น แล้วมาอยู่ที่นี่ทำไมล่ะ?
เจียงจือเซี่ยมึนงงไปหมด
ระหว่างที่เจียงจือเซี่ยกำลังพยายามหาคำตอบ ผู้ชายชั้นบนก็สั่งให้คนวางของทิ้งไว้หน้าประตูห้อง ยัดเงินปึกหนาใส่มือพวกเขา แล้วไล่ให้กลับไป
วินาทีที่เขาผลักประตูเข้าไป คลื่นความร้อนระอุก็พัดโหมบานประตูออกมาปะทะร่าง
เย่จื่ออวี่รีบสตาร์ทเครื่องปั่นไฟและต่อสายเข้ากับเครื่องปรับอากาศทันที เมื่อแอร์เริ่มพ่นลมเย็นฉ่ำออกมา เขาถึงได้ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนโซฟาอย่างหมดสภาพโดยไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆ ทั้งสิ้น
"บ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรอรวบรวมของพวกนี้ให้ครบ ฉันจะถ่อรอกลับประเทศเอาป่านนี้ทำไมเนี่ย!" เย่จื่ออวี่สบถด่าอย่างหัวเสียหลังจากนอนพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่ง พลางเตะข้าวของพวกนั้นไปด้วยความหงุดหงิด
แน่นอนว่านั่นเป็นแค่การเตะระบายอารมณ์แบบหลอกๆ เท่านั้นแหละ กว่าเขาจะขนของพวกนี้กลับประเทศมาได้เลือดตาแทบกระเด็น แถมยังต้องทนลำบากมาตั้งเท่าไหร่
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องเผชิญตลอดหลายวันที่ผ่านมา มันก็ยิ่งทำให้ความตั้งใจของเขาแน่วแน่มากขึ้นไปอีก