- หน้าแรก
- สิ้นโลกนี้ ขอรอดไปกับนายหมาน้อย
- บทที่ 25: เย่จื่ออวี่
บทที่ 25: เย่จื่ออวี่
บทที่ 25: เย่จื่ออวี่
พูดตามตรง หากมีใครมาบอกเย่จื่ออวี่ก่อนหน้านี้ว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง ให้ตายเขาก็ไม่มีทางเชื่อ
ตั้งแต่เขาลาออกจากโรงเรียนมัธยมต้น เขาก็ใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่ในสังคม แต่ด้วยความที่ยังเด็กเกินไป จึงไม่ค่อยมีใครกล้ารับเขาเข้าทำงาน
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงทำได้เพียงเป็นลูกน้องของพวกอันธพาลปลายแถว คอยเก็บค่าคุ้มครองอะไรทำนองนั้น เพื่อให้พอประทังชีวิตไปวันๆ
ทว่าไม่นานเขาก็เจอดีเข้าจนได้ อีกฝ่ายส่งพวกเขาทั้งแก๊งเข้าโรงพักไปโดยตรง คนอื่นๆ ถูกกักตัวอยู่หลายวัน แต่เขาได้รับการปล่อยตัวออกมาหลังจากเขียนหนังสือรับรอง เนื่องจากอายุยังน้อย
ต่อมา เขาได้ยินจากเพื่อนว่าการชกมวยใต้ดินสามารถทำเงินได้มหาศาล เขาจึงโกงอายุและลองไปดู อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่เพื่อนของเขาพูดเอาไว้เลย
เขายังเด็ก รูปร่างจึงไม่สูงใหญ่นัก แถมยังไม่มีประสบการณ์หรือทักษะอะไรเลย
เมื่ออยู่บนเวที เขาจึงเป็นได้แค่กระสอบทราย นานวันเข้า ทุกคนก็รู้ว่าเขาเป็นแค่อ่อนหัด และไม่มีใครสนใจอยากดูเขาชกอีกต่อไป
ไม่มีคนดูก็หมายความว่าไม่มีรายได้ บางครั้งเงินที่เขาหาได้ทั้งวันยังไม่พอซื้อยาดองสักขวดด้วยซ้ำ
ช่วงที่ตกต่ำที่สุด เขามีเงินติดกระเป๋าเพียงแค่สองหยวน เงินสองหยวนจะซื้ออะไรกินได้?
ด้วยความบังเอิญ เขาเหลือบไปเห็นร้านขายลอตเตอรี่จึงซื้อใบที่ถูกที่สุดเพื่อลองเสี่ยงโชคดู นึกไม่ถึงว่าเขาจะถูกรางวัลจริงๆ ถึงแม้จะได้เงินมาแค่สองพันหยวนก็ตาม
เขาใช้เงินรางวัลที่ได้มาไปกับมื้ออาหารร้อนๆ ที่โหยหามานาน หลังจากกินอิ่ม เขาก็ตระหนักได้ว่าวงการมวยใต้ดินคือทางตัน เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เขาก็มีบาดแผลเต็มตัวไปหมด หากยังขืนทำต่อไป เขาคงอดตายแน่ๆ
ในเมื่อความพยายามไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เขาก็แค่เลิกทำมันซะ
เขาใช้เงินอีกห้าร้อยหยวนไปกับการซื้อลอตเตอรี่ เขามีลางสังหรณ์ว่าใบไหนจะถูกรางวัล
ด้วยการพึ่งพาสัญชาตญาณนี้ ยิ่งซื้อ เขาก็ยิ่งได้เงินมากขึ้น จากนั้นเขาก็เริ่มหันมาเล่นหุ้น
ในที่สุดเขาก็สามารถซื้อหุ้นในบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่งได้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เขาทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และถึงขั้นมีอพาร์ตเมนต์อยู่ที่นี่
วันหนึ่งขณะกำลังท่องอินเทอร์เน็ต เขาบังเอิญไปเจอโพสต์ที่พูดถึงวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึง
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่าสิ่งที่โพสต์นั้นเขียนไว้คือเรื่องจริง
ความรู้สึกนี้ทำให้เขานอนไม่หลับทั้งคืน อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตในฝันอย่างที่หวังไว้แล้วเชียว กลับต้องมาได้ยินว่าโลกกำลังจะแตกในไม่ช้านี้ เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับมันเลยจริงๆ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ?
ลางสังหรณ์ของเขามักจะช่วยให้เขาตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ และในครั้งนี้ ลางสังหรณ์มันรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาจึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดให้คนอื่น
เขาเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเตรียมอาวุธปืนกลับมา
เขานำของทุกอย่างออกจากกระเป๋าและเก็บไว้ในห้องนอน ของพวกนี้มีไว้เพื่อเอาชีวิตรอด
เดิมทีเขาวางแผนจะกลับประเทศทันทีที่ได้ของมา แต่ก็มีธุระอื่นมาทำให้ล่าช้าออกไป จนกระทั่งอากาศเริ่มร้อนระอุขนาดนี้
เขาเดินทางกลับมากับเรือลักลอบขนของเถื่อน อากาศกลางทะเลร้อนผิดปกติ เขาจึงทำได้เพียงพักผ่อนในตอนกลางวันและเดินทางในตอนกลางคืน ซึ่งทำให้ใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองหรือสามเท่า
เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาสิบกว่าวันที่ต้องลอยคออยู่กลางทะเล ความรู้สึกพะอืดพะอมนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเจออีกเป็นครั้งที่สอง ในช่วงท้ายๆ อาหารบนเรือแทบจะหมดเกลี้ยง เขาเริ่มสัมผัสได้ว่าสายตาของคนบนเรือที่มองมาที่เขามันดูแปลกๆ โชคดีที่ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงจนได้
อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ถูกตกแต่งใหม่เสร็จไปตั้งนานแล้ว และสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน
เขากักตุนอาหารไว้มากมายตอนที่อยู่ต่างประเทศ ทั้งในห้องนอนทั้งสองห้องและห้องนั่งเล่น ล้วนเต็มไปด้วยน้ำดื่มบรรจุขวด อาหารแห้ง และของใช้ในชีวิตประจำวัน
ห้องนอนใหญ่ก็ถูกยัดเยียดไปด้วยข้าวของเช่นกัน
เมื่อเห็นอากาศที่นับวันยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของเขาจะแม่นยำเหมือนเช่นเคย
ตัดภาพมาที่เจียงจือเซี่ยกับเจียงหว่าน พวกเขายังคงกินข้าวกันตามปกติ โดยไม่สนใจผู้มาใหม่ที่อยู่ชั้นบนเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเก็บล้างจานชามเสร็จ ทั้งสองคนก็นั่งกินแตงโมอยู่บนพรมพลางดูทีวีไปด้วย
ตอนนี้ไฟยังคงดับอยู่ ทีวีจึงไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต
พวกเขาทำได้เพียงเชื่อมต่อหน้าจอโทรศัพท์เข้ากับคอมพิวเตอร์
พวกเขากำลังดูหนังตลก เจียงจือเซี่ยเคยดูเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว แต่เธอก็ยังกลับมาดูใหม่ทุกปี
แม้จะรู้ว่าฉากต่อไปจะเป็นอย่างไร เธอก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ
ดูไปได้ครึ่งเรื่อง จู่ๆ หน้าจอทีวีก็ขึ้นข้อความว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายขัดข้อง
"ไม่มีเน็ตเหรอ?" เจียงจือเซี่ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู และพบว่าขีดสัญญาณที่เคยเต็มเปี่ยม ตอนนี้กลับหายไปหมด
เจียงหว่านหยิบแล็ปท็อปที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาเช็กดู ก็พบว่าไม่มีสัญญาณจริงๆ ด้วย
ไม่มีไฟ ไม่มีเน็ต แถมอากาศยังร้อนจัดขนาดนี้ เหมือนโดนคำสาปคอมโบเซ็ตใหญ่เลยทีเดียว
คราวนี้ก็ไม่มีเรื่องซุบซิบในกลุ่มนิติบุคคลให้ติดตามอีกแล้ว
โชคดีที่เธอให้เจียงหว่านโหลดซีรีส์เอาไว้เยอะแยะตั้งแต่เนิ่นๆ แถมพวกเขายังมีแผงโซลาร์เซลล์อีก
เธอสงสัยว่าเมื่อไหร่อินเทอร์เน็ตจะกลับมาใช้งานได้
ทันทีที่เธอคิดจบ สัญญาณบนโทรศัพท์ก็กลับมาอีกครั้ง ราวกับว่าเมื่อกี้เป็นแค่ภาพลวงตา
แล้วมันก็หายไปอีกครั้ง หลังจากกะพริบติดๆ ดับๆ อยู่สองรอบ สัญญาณก็ขาดหายไปอย่างถาวร
พวกเขาฉายภาพซีรีส์ที่โหลดไว้ในโทรศัพท์ขึ้นจอทีวีและดูต่อไป
ดูไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตู เจียงหว่านหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาดูแล้วบอกกับเจียงจือเซี่ยว่า "ผู้ชายจากชั้นบนน่ะ"
ทั้งสองคนเดินไปที่ประตูเหล็กนิรภัยตรงบันได เมื่อเปิดประตูบานหนึ่งออกไป ก็พบว่ามีชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ
คลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วโถงทางเดินในตอนเที่ยงวัน ผู้ชายตรงหน้าดูอายุประมาณ 24 หรือ 25 ปี สวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ
เย่จื่ออวี่เพิ่งจะหายใจได้ทั่วท้องตอนที่เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วพบว่าไม่มีสัญญาณ
แต่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาที่โทรศัพท์ของเขาหรือเป็นที่สัญญาณกันแน่
ตอนที่ขึ้นมา เขาเห็นประตูเหล็กกั้นอยู่บนชั้น 20
การติดประตูเหล็กไว้ที่โถงบันได ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไร เขาก็ทำได้เพียงเรียกคนพวกนี้ว่า "คนจริง"
และในเวลานี้ ทั้งสามคนต่างก็มองอีกฝ่ายว่าเป็น "คนจริง" ขณะจ้องหน้ากันผ่านประตูเหล็ก
"สวัสดีครับ ผมอยู่ชั้นบนเหนือห้องพวกคุณ เพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้ โทรศัพท์ผมไม่มีสัญญาณเลย ก็เลยอยากรู้ว่าของพวกคุณเป็นเหมือนกันไหม"
หลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า เจียงจือเซี่ยก็รู้สึกว่าพวกคนไร้สมองยังถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อย
"โทรศัพท์ฉันก็ไม่มีสัญญาณเหมือนกันค่ะ น่าจะเป็นปัญหาที่เครือข่าย ส่วนจะกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
เย่จื่ออวี่พยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น ตราบใดที่ไม่ได้เป็นปัญหาที่โทรศัพท์ของเขาก็ถือว่าโอเค เขากล่าวขอบคุณเจียงจือเซี่ยแล้วเดินกลับไป
เมื่อกลับมาถึงห้อง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเย่จื่ออวี่คือ สองคนชั้นล่างนั้นดูไม่เหมือนคนที่จะเข้าไปยุ่งด้วยได้ง่ายๆ
แม้จะดูอายุยังน้อย แต่ออร่าบางอย่างในตัวกลับไม่อาจปิดบังได้
ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ
เจียงจือเซี่ยกลับไปดูซีรีส์ที่ยังค้างอยู่ต่อ
เจียงหว่านกลับเข้าไปในห้อง หยิบถุงใส่ของออกมา แล้วค่อยๆ วางทีละชิ้นลงในห้องนั่งเล่น
"นั่นอะไรน่ะ?" เจียงจือเซี่ยถามด้วยความสงสัย
"ตอนนี้เน็ตใช้ไม่ได้ และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ ผมเลยกะจะประดิษฐ์เครื่องรับสัญญาณขนาดเล็กดูน่ะครับ" มือของเจียงหว่านไม่ได้หยุดพักเลยในขณะที่พูด
เวลาผ่านไปไม่นาน เครื่องรับสัญญาณขนาดเล็กก็เสร็จสมบูรณ์ เจียงหว่านบอกให้เจียงจือเซี่ยลองเช็กดูว่าตอนนี้โทรศัพท์มีสัญญาณหรือยัง
เจียงจือเซี่ยลองเช็กดู "มีสัญญาณจริงๆ ด้วย แต่ช้าไปหน่อยนะ"
ในกลุ่มนิติบุคคลยังมีแต่ข้อความเก่าๆ แต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแห่งหนึ่งยังพอมีความเคลื่อนไหวของผู้คนอยู่บ้าง แม้จะไม่มากนักก็ตาม
ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ใช่ที่เดียวที่ไม่มีสัญญาณ
เจียงจือเซี่ยหมดอารมณ์จะดูทีวี เธอจึงลากเจียงหว่านเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหารเสียเลย
ด้วยความที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร เธอจึงเป็นได้แค่ลูกมือของเจียงหว่านเท่านั้น
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้วัตถุดิบทั้งผลไม้ ผัก และเนื้อสัตว์จากในมิติไปสักชุดหนึ่ง