- หน้าแรก
- ยอดกุนซือทะลุมิติ ช่วยจิ๋นซีสร้างมหาอาณาจักร
- บทที่ 25: กระต่ายป่า จิ้งจอกป่า และอีกา
บทที่ 25: กระต่ายป่า จิ้งจอกป่า และอีกา
บทที่ 25: กระต่ายป่า จิ้งจอกป่า และอีกา
บทที่ 25: กระต่ายป่า จิ้งจอกป่า และอีกา
จูเซียงนั่งรถม้าเดินทางไปยังสนามรบฉางผิง ลอดผ่านกำแพงหินยาวร้อยลี้ที่กองทัพฉินปักหลักอยู่
หวังเฮ่อเอาตัวเข้าแลกเป็นเหยื่อล่อ ถอยร่นมายังกำแพงหินร้อยลี้ เมื่อวงล้อมปิดสนิท กองทัพฉินก็ตั้งแนวป้องกันยาวเหยียด เขาจึงสามารถผลัดเวรเฝ้ายามกับผู้อื่นได้ตามปกติ
เวลานี้เป็นรอบผลัดเวรของซือหม่าจิ้นและหวังเฮ่อ หวังเฮ่อออกไปที่ปากหุบเขา ส่วนซือหม่าจิ้นรออยู่ที่กำแพงหินร้อยลี้เพื่อรอรับทัพหนุนจากแคว้นเจ้า จะได้ดำเนินการตามแผน "ล้อมเมืองตีทัพหนุน" ทว่าพวกเขามิได้รอทัพหนุนจากแคว้นเจ้า แต่ซือหม่าจิ้นกำลังรอคนส่งสารที่จูเซียงส่งล่วงหน้ามาต่างหาก
จูเซียงกังวลว่าจะถูกระดมยิงด้วยลูกธนูของทัพฉินก่อนจะได้เข้าใกล้แนวรบ จึงส่งคนล่วงหน้าไปแจ้งทัพฉินเพื่อให้เปิดทางให้เขาผ่านไปได้
เดิมทีเขาคิดจะส่งผู้ติดตามของเหลียนปัวไปส่งข่าว แต่ศิษย์ของเซียงเหอขันอาสา โดยกล่าวว่าตนพูดภาษาถิ่นฉินได้และยินดีรับหน้าที่เป็นทูตส่งสาร
เจ็ดแคว้นมีภาษาแตกต่างกัน ราชวงศ์โจวมี "หย่าเหยียน" หรือภาษาทางการ ซึ่งบัณฑิตที่ออกเดินทางเจรจาทางการทูตเพียงเรียนรู้หย่าเหยียนก็สามารถสื่อสารกับขุนนางต่างแคว้นได้รู้เรื่อง
อย่างไรก็ตาม หากต้องการส่งข่าวผ่านค่ายทหารฉิน การใช้คนส่งสารที่พูดภาษาถิ่นฉินได้ย่อมส่งสารได้สัมฤทธิ์ผลกว่า
แม้การเป็นคนส่งสารจะอันตราย แต่ในบรรดาผู้ติดตามมาในขบวนนี้ มีใครบ้างที่ไม่ตกอยู่ในอันตราย? จูเซียงไม่เสแสร้งโยกโย้ เขามอบป้ายยืนยันตัวตนของศิษย์เซียงเหอให้ พร้อมทั้งเศษทองคำ เงิน และทองแดงจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ทหารฉินอำนวยความสะดวกได้ง่ายขึ้น
เซียงเหอทำท่าจะทักท้วงว่ากฎอัยการศึกของทัพฉินนั้นเข้มงวด ทหารฉินย่อมไม่กล้ารับสินบน แต่เมื่อไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงพยักหน้าให้ศิษย์รับเงินที่จูเซียงมอบให้ แล้วยื่นป้ายคำสั่งเจ้าสำนักให้แก่ศิษย์ผู้นั้นพลางกำชับว่า "ใช้ข้ออ้างเรื่องการมอบเงินเพื่อแสดงสิ่งนี้"
ก่อนที่ศิษย์สำนักม่อจื๊อจะออกเดินทาง สวีหมิงได้ยื่นป้ายสัมฤทธิ์ให้อีกชิ้น "ข้ากับท่านอู่-อันจวินเคยพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง ทว่าลูกศิษย์ข้าฝีปากไม่ดีเท่าเจ้า รับป้ายนี้ไปเถิด"
ศิษย์สำนักม่อจื๊อโค้งคำนับทันที ประคองป้ายสัมฤทธิ์ด้วยสองมืออย่างนอบน้อมพร้อมกล่าวว่า "ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
สำนักม่อจื๊อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของช่างฝีมือรายย่อย สำนักหนงเจียเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาวนา พวกเขามีข้อเรียกร้องทางการเมืองของตนเอง แต่ก็ตระหนักดีว่าความหวังที่จะบรรลุข้อเรียกร้องเหล่านั้นมีน้อยเหลือเกิน
นอกเหนือจากอุดมการณ์สูงสุดแล้ว สำนักม่อจื๊อและหนงเจียยังมีอุดมการณ์พื้นฐานที่สุด นั่นคือการช่วยให้ช่างฝีมือรายย่อยและชาวนา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เอาชีวิตรอดได้ยากที่สุดในยุคกลียุค สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
แม้แนวคิดการปกครองของแคว้นฉินจะห่างไกลจากอุดมการณ์ของทั้งสองสำนัก แต่แคว้นฉินในยามนี้มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะรวบรวมแผ่นดินยุติความวุ่นวาย และยังเป็นเพียงหนึ่งในเจ็ดแคว้นที่เปิดโอกาสให้สามัญชนได้ไต่เต้า ดังนั้นทั้งสำนักม่อจื๊อและหนงเจียจึงเข้ามาในแคว้นฉินตั้งแต่เนิ่นๆ
การใช้คันไถเหล็กเทียมวัวในแคว้นฉินแพร่หลายกว่าอีกหกแคว้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากความพยายามของสำนักหนงเจีย
ทุกครั้งที่ไป๋ฉี่ตีเมืองได้ จำเป็นต้องมีผู้มาฟื้นฟูระเบียบในเมืองที่บอบช้ำจากสงคราม การเพาะปลูกเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง สำนักหนงเจียจึงมักปรากฏตัวพร้อมเครื่องมือการเกษตร สวีหมิงเคยร่วมงานกับไป๋ฉี่มาก่อนที่จะเดินทางเข้าแคว้นเจ้า
ทั้งสองฝ่ายมิได้มีความเห็นลงรอยกัน อุดมการณ์และสถานะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จึงไม่มีมิตรภาพส่วนตัวต่อกัน เพียงแต่ไป๋ฉี่ตระหนักถึงความสำคัญของสำนักหนงเจียที่มีต่อแคว้นฉิน จึงอาจไว้หน้าสวีหมิงอยู่บ้าง
หลังจากศิษย์สำนักม่อจื๊อพรรณนาคุณงามความดีของจูเซียงให้ซือหม่าจิ้นฟัง เขาก็มอบทองคำ เงิน ป้ายคำสั่งเจ้าสำนัก และป้ายสัมฤทธิ์ให้แก่ซือหม่าจิ้น
เขาจำซือหม่าจิ้นได้ และรู้ว่าซือหม่าจิ้นเป็นรองแม่ทัพของไป๋ฉี่
ซือหม่าจิ้นนำสิ่งของที่ห่อผ้าไว้ทั้งหมดเข้าไปนำเสนอ ราชาแห่งแคว้นฉินในคราบที่ปรึกษาคนสนิทของไป๋ฉี่ชะโงกหน้าเข้ามา ลูบเคราพลางอุทานด้วยความประหลาดใจ "ท่านแม่ทัพ นี่คือป้ายคำสั่งเจ้าสำนักม่อจื๊อและป้ายของสวีหมิงแห่งหนงเจียนี่นา!"
ไป๋ฉี่เกือบหลุดมาดขรึมเมื่อได้ยินคำว่า "ท่านแม่ทัพ" จากปากฝ่าบาท เคราะห์ดีที่ถูกรองแม่ทัพและทหารผ่านศึกปั่นป่วนประสาทอยู่เป็นนิตย์ ใบหน้าตายด้านของเขาจึงฝังรากลึก
"สำนักม่อจื๊อและหนงเจียไปข้องเกี่ยวกับจูเซียงได้อย่างไร" ไป๋ฉี่ขมวดคิ้ว ครู่ต่อมาคิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายลง "สำนักม่อจื๊อและหนงเจียหูตาไว จูเซียงมีชื่อเสียงดีงามในหมู่ราษฎร ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมาตรวจสอบด้วยตนเองเมื่อได้ยินข่าว"
ราชาฉินสวมบทบาทที่ปรึกษาอย่างแนบเนียน "การที่สำนักม่อจื๊อและหนงเจียส่งป้ายสองชิ้นนี้มา คงหมายความว่าพวกเขาต้องการขอความเมตตาให้จูเซียง ไฉนท่านแม่ทัพไม่ปิดข่าวเรื่องทัพเจ้ายอมจำนนไว้ก่อน ให้คนพาจูเซียงและคณะเข้ามา แล้วค่อยแยกฟังความจากเซียงเหอและสวีหมิงเล่า?"
ท่านคือฝ่าบาท ท่านตัดสินใจเถิด... ไป๋ฉี่บ่นพึมพำในใจ ก่อนจะพยักหน้าหน้านิ่ง "ท่านที่ปรึกษากล่าวมีเหตุผล ทำตามที่ท่านว่าเถิด"
ซือหม่าจิ้นและหวังเฮ่อ "..."
พวกท่านสองคนยังจะเล่นละครกันอยู่อีกหรือ? ต่อไปพวกข้าต้องเรียกฝ่าบาทว่าอะไร? ท่านที่ปรึกษาหรือ? ฟังดูพิลึกพิกล...
ไป๋ฉี่มองไปยังทิศทางที่ทหารเจ้าผู้ยอมจำนนถูกกักกันตัวอยู่
พวกเขามีอาการแตกตื่นอย่างหนักเมื่อทราบข่าวการมาถึงของจูเซียง ไป๋ฉี่สั่งให้คุมตัวพวกเขาออกห่างจากกระโจมบัญชาการ ก่อนจะสอบถามเหตุการณ์ต่อจากนั้นจากซือหม่าจิ้น
เขามองฝ่าบาทเงียบๆ อีกครั้ง
สรุปแล้ว ฝ่าบาท ที่นี่ไม่มีคนนอก ทำไมท่านจู่ๆ ถึงเริ่มเล่นละคร?
ราชาฉินปรายตามองเขา "มองอะไร?"
ไป๋ฉี่กลืนคำพูดที่อยากจะเอ่ยลงคอ แล้วกล่าวว่า "ฝ่าบาท ไฉนท่านไม่เรียกพบจูเซียงในฐานะราชาฉินเล่า?"
ราชาฉินแย้มสรวล "เราอยากจะเห็นนักว่า เขาจะกลัวจนพูดไม่ออกหรือไม่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับท่านอู่-อันจวินผู้มีชื่อเสียงโหดเหี้ยม ท่านอู่-อันจวิน ท่านห้ามเปิดเผยฐานะของเราเด็ดขาด"
ไป๋ฉี่บ่นในใจอีกครั้ง หากพูดเรื่องชื่อเสียง ข้าอู่-อันจวินยังเทียบฝ่าบาทไม่ได้เลย
ไป๋ฉี่พลันรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ
เขามักออกรบอยู่เสมอ ไม่ค่อยได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทเป็นเวลานาน บัดนี้เขายิ่งเลื่อมใสอัครมหาเสนาบดีฟ่านมากขึ้นไปอีก อัครมหาเสนาบดีฟ่านทำตัวตามสบายเช่นนั้นต่อหน้าฝ่าบาทได้อย่างไร? ความกล้าหาญและไหวพริบของอัครมหาเสนาบดีฟ่านช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
"รับทราบพะย่ะค่ะ" ไป๋ฉี่รับคำอย่างจำยอม
หลังจากศิษย์สำนักม่อจื๊อมารายงานว่าทหารฉินอนุญาตแล้ว จูเซียงก็เดินทางต่อไปตามแนวเชิงเขาไท่หาง
เส้นทางภูเขานั้นขรุขระ ล้อรถม้าทำจากไม้ไร้ซึ่งการลดแรงกระแทก แม้กองทัพจะสร้างทางรถม้าเลียบเชิงเขาไว้ แต่จูเซียงก็ถูกเหวี่ยงไปมาในรถจนเวียนหัว นานๆ ครั้งเขาจึงลงมาขี่ม้าเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์
การปฏิรูป "สวมชุดคนเถื่อน ฝึกขี่ม้ายิงธนู" ของพระเจ้าอู่หลิงแห่งแคว้นเจ้า ไม่เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แต่ยังคัดเลือกหน่วยทหารม้าจากทหารรถศึกอีกด้วย
ยุคนี้ยังไม่มีโกลน แต่มีบังเหียนและอานม้าแล้ว ทหารม้าแคว้นเจ้าสร้างวีรกรรมสะท้านสนามรบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ทุกแคว้นเริ่มฝึกทหารม้าตาม โดยเฉพาะแคว้นฉินที่มีเขตแดนติดต่อกับพวกหรงตะวันตก สามารถปรับตัวได้รวดเร็วที่สุด
หลังจากพระเจ้าอู่หลิงแห่งแคว้นเจ้าฝึกทหารม้า ชาวบ้านที่มีฐานะก็เริ่มสวมชุดคนเถื่อนและขี่ม้าเวลาเดินทาง เมื่อจูเซียงมาเป็นผู้ติดตามของหลินเซียงหรู หลินเซียงหรูได้สอนเขาขี่ม้ายิงธนู
ความแม่นยำในการยิงธนูของจูเซียงนั้นเหมือนกับฝีมือรำกระบี่ของเขา คือทำให้ซวินขวงผู้มารับช่วงสอนจูเซียงในภายหลังต้องกุมขมับทุกครั้งที่เห็น แต่ทักษะการขี่ม้าของเขาก็นับว่าพอถูไถ ทว่าแม้การนั่งรถม้าจะโคลงเคลง แต่ก็ช่วยประหยัดแรงกายได้มากกว่าการขี่ม้า จูเซียงจึงใช้เวลาส่วนใหญ่โยกเยกอยู่บนรถม้า
เมื่อออกมาขี่ม้า จูเซียงก็ทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทาง
เชิงเขาไท่หางเป็นพื้นที่แย่งชิงระหว่างแคว้นเว่ย หาน และเจ้ามาตั้งแต่ต้นยุคจั้นกั๋ว สงครามไม่เคยว่างเว้น แคว้นฉินส่งทหารมายังซ่างตังเกือบสามปี พื้นที่แถบนี้จึงประสบภัยสงครามติดต่อกันสามปี หมู่บ้านใกล้เคียงทรุดโทรมรกร้าง ปกคลุมด้วยวัชพืช
ขบวนรถที่ผ่านไปทำให้กระต่ายป่าตัวอ้วนพีตื่นตกใจวิ่งออกมาจากพงหญ้า ใบหญ้าที่ไหวเอนเผยให้เห็นกระดูกขาวโพลนหักท่อนที่ซ่อนอยู่ภายในดงวัชพืช
สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกหรือสุนัขป่า คลานออกมาจากกองกระดูก จ้องมองขบวนรถ หากไม่มองกระดูกมนุษย์ที่มันคาบอยู่ในปาก ท่าทางส่ายหัวไปมาของมันคงดูไร้เดียงสาไม่น้อย
อีกาหลายตัวบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า ส่งเสียงร้องแหบแห้งน่ารำคาญ
ในขณะที่ราษฎรใกล้เมืองหานตานต้องกังวลว่ามื้อนี้จะมีอะไรกิน ที่นี่กลับมีสัตว์ป่าที่กินได้อุดมสมบูรณ์ไปทั่ว
จูเซียงยังสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า หญ้าป่าที่ขึ้นอยู่ข้างบ้านเรือนที่พังทลายไปครึ่งแถบนั้นคือต้นถั่วงอกที่ยังไม่มีใครเก็บเกี่ยว
ท่ามกลางดงถั่วงอก มีโครงกระดูกสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง โครงกระดูกถูกสัตว์กัดแทะจนกระจัดกระจาย แต่มือกระดูกที่ยังกำตะกร้าสานที่พังยับเยินอยู่นั้นช่างสะดุดตายิ่งนัก
จูเซียงละสายตา บังคับม้าให้เดินตามขบวนไปช้าๆ พลางแหงนหน้ามองฟ้า
ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆดำ ฝนฤดูใบไม้ร่วงคงกำลังจะตก
หลังฝนฤดูใบไม้ร่วง โคลนและน้ำจะกลบฝังซากศพ วัชพืชจะเลื้อยคลุมหลุมศพ บางทีทุ่งรกร้างแห่งนี้อาจดูน่าสยดสยองน้อยลงบ้าง
"นายท่านจูเซียง ฝนจะตกแล้ว ขอรับ เชิญกลับขึ้นรถม้าเถิด" สวีหมิงเงยหน้ามองฟ้าเช่นกันและเอ่ยเตือน "ท่านจะป่วยก่อนได้พบท่านอู่-อันจวินไม่ได้นะขอรับ"
"ได้สิ" จูเซียงรับคำแต่โดยดี
ไม่ถึงหนึ่งเค่อหลังจากเขากลับขึ้นรถ เม็ดฝนขนาดใหญ่ก็เริ่มกระหน่ำลงมาบนหลังคารถม้า ลมกรรโชกแรงราวกับเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวและเสียงร้องไห้อาลัย เสียงฝนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงอาวุธปะทะกัน
จูเซียงหลับตาลง
เขาได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบฉางผิงแล้ว
เมื่อมาถึงกำแพงหินร้อยลี้ กองทัพฉินได้จัดกำลังทหารหน่วยหนึ่งมาช่วยชาวเจ้าคุ้มกันเสบียง
ทีแรกจูเซียงกังวลว่าชาวเจ้าจะปะทะกับทหารฉิน เขาขี่ม้าวนรอบขบวนเสบียงและพบว่าชาวเจ้าแทบไม่แสดงความโกรธแค้นต่อทหารฉิน มีเพียงสีหน้าด้านชา
ในทำนองเดียวกัน ทหารฉินก็ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความดูแคลน และไม่มีอารมณ์ด้านลบใดๆ ต่อชาวเจ้า
พวกเขาไม่อาจมีอารมณ์ด้านบวกเช่นกัน ทำเพียงหน้าที่ของตนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
แคว้นฉินและแคว้นเจ้าเพิ่งทำสงครามกัน ศพทหารฉินและเจ้าจำนวนมากยังคงถูกทิ้งร้างในสนามรบแห่งนี้ แต่ทหารฉินและชาวเจ้ากลับปฏิบัติต่อกันเหมือนคนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่เฉยชาต่อกัน ไร้แม้กระทั่งความโกรธหรือความเศร้า
จูเซียงรู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง
เขาขบคิดอยู่นาน จนกระทั่งมองเห็นกระโจมบัญชาการจึงเข้าใจ
ชาวฉินและชาวเจ้าต่อสู้เพื่อประมุขของตน ในดินแดนที่มิใช่ทั้งแคว้นฉินและแคว้นเจ้า ชัยชนะมิได้นำมาซึ่งความปีติ และความพ่ายแพ้ก็มิอาจก่อให้เกิดความเกลียดชัง
ไม่สิ ชาวฉินคงยังรู้สึกยินดีอยู่บ้าง พวกเขาเป็นฝ่ายรุกราน ได้รับบำเหน็จความชอบทางทหารและได้ครอบครองที่ดิน
ส่วนชาวเจ้าที่ถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างแคว้นฉินและแคว้นหานอย่างงงงวย สู้ตายถวายหัวกับกองทัพฉินอย่างงงงวย และสุดท้ายก็ถูกราชาเจ้าทอดทิ้งอย่างงงงวย จนจูเซียงที่เป็นเพียงสามัญชนต้องติดสินบนคนโปรดของราชาเจ้าเพื่ออาสามาเป็นทูต บางทีในใจพวกเขาอาจเต็มไปด้วยความสับสนและด้านชามากกว่าความเกลียดชัง
ทหารในยุคศักดินาจะมีความรู้สึกรักชาติหวงแหนแผ่นดินสักเพียงใดกันเชียว พวกเขาล้วนถูกต้อนให้ลงสนามรบ เป็นเพียง "สัตว์ร้ายที่ใช้เข่นฆ่า" ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนสู้เพื่อสิ่งใด
จูเซียงขี่ม้าในช่วงสุดท้ายของการเดินทาง เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ลงจากหลังม้า และเดินก้าวเท้าอย่างมั่นคงตรงไปยังกระโจมบัญชาการ
ประตูกระโจมเปิดกว้าง นายพลผู้หนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตู
เซียงเหอโน้มตัวกระซิบข้างหูจูเซียง "นั่นคือซือหม่าจิ้น รองแม่ทัพของไป๋ฉี่"
ดวงตาของจูเซียงไหววูบเล็กน้อย
ไฉนเซียงเหอจึงรู้จักแม่ทัพกองทัพฉิน?
เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ยืนหยัดอย่างมั่นคงหน้ากระโจมใหญ่ และโค้งคำนับซือหม่าจิ้น "สามัญชนจูเซียง คารวะท่านแม่ทัพซือหม่า"
ซือหม่าจิ้นชี้ที่จมูกตัวเองแล้วหัวเราะร่า "เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ? ดูท่าข้าจะดังไม่เบา!"
จูเซียง "?"
จูเซียงงุนงงอย่างยิ่งกับปฏิกิริยาประหลาดของซือหม่าจิ้น เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าท่านแม่ทัพซือหม่าผู้นี้ดูจะไม่ค่อยเต็มเต็งนัก?
อย่างไรก็ตาม ไม่อาจตัดสินคนจากภายนอก รองแม่ทัพของไป๋ฉี่ย่อมไม่ใช่คนโง่ จูเซียงรักษากิริยานอบน้อมและกล่าวว่า "ผู้น้อยเคยได้ยินทหารฉินระหว่างทางเอ่ยถึงท่านแม่ทัพ"
ซือหม่าจิ้นปรายตามองทหารฉินด้านหลังจูเซียง
ทหารฉินส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้ทำ ท่านแม่ทัพอย่าไปฟังมันพล่าม! พวกข้าจะไปคุยกับชาวเจ้าเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร!
ซือหม่าจิ้นมองคนข้างกายจูเซียงที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ติดตามอีกครั้ง
เขาเห็นคนหน้าคุ้นเคยแล้วหนังตากระตุก
นี่ไม่ใช่ท่านเจ้าสำนักม่อจื๊อแห่งฉินที่หายสาบสูญไปหลายปีหรอกหรือ? เหตุใดไปอยู่กับชาวเจ้าได้! ไม่ใช่แค่ป้ายเจ้าสำนักอยู่ที่จูเซียง แต่ตัวเจ้าสำนักก็อยู่ที่นั่นด้วย?!
เซียงเหอเห็นสีหน้าของซือหม่าจิ้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายจำตนได้
เขาเงยหน้ามองซือหม่าจิ้นแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง รักษท่าทีนอบน้อมไว้
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเล็กน้อยของเซียงเหอ ซือหม่าจิ้นเดาว่าจูเซียงอาจยังไม่รู้สถานะแท้จริงของเซียงเหอ เขาจึงกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพรอเจ้าอยู่ข้างในแล้ว ให้เจ้าเข้าไปเพียงคนเดียว กลัวหรือไม่?"
ซือหม่าจิ้นขยับตัวหลีกทางเปิดช่องให้
จูเซียงตอบตามตรง "กลัวขอรับ"
พูดจบ เขาก็ปลดกระบี่ส่งให้เซียงเหอที่อยู่ด้านหลัง
ซือหม่าจิ้นตะลึงงันไปชั่วขณะกับคำตอบของจูเซียง กว่าจะได้สติจูเซียงก็เดินผ่านเขาไปแล้ว
เขากวาดตามองกลุ่มคณะทูตแคว้นเจ้าที่ไม่มีใครแต่งกายแบบบัณฑิตสักคน พลางพึมพำกับตัวเอง "ราชาเจ้ากำลังหยามพวกเราอยู่หรือ?" จากนั้นจึงพากลุ่มคนไปพักยังกระโจมใกล้เคียง แสร้งทำเป็นแจ้งกฎระเบียบค่ายทหารฉินแก่ชาวเจ้า แล้วเรียกเซียงเหอออกมา
เมื่อเซียงเหอออกมา สวีหมิงก็ตามออกมาด้วย
ทั้งสองได้เปิดเผยสถานะว่าเป็นศิษย์สำนักม่อจื๊อและหนงเจียแล้ว ในคณะทูตแคว้นเจ้าที่ไร้บัณฑิต สองคนนี้จึงเปรียบเสมือนรองทูตของจูเซียง ชาวเจ้าจึงไม่สงสัยที่ทั้งสองจะไปพบแม่ทัพฉินพร้อมกัน
เมื่อมาถึงที่ลับตาคน ซือหม่าจิ้นตบไหล่เซียงเหอแล้วกล่าวว่า "ท่านเจ้าสำนักม่อจื๊อ ไฉนจึงไปโผล่ที่แคว้นเจ้าได้เล่า?"
เซียงเหอทำหน้าเคร่งขรึม "ได้ยินว่านายท่านจูเซียงช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน ข้าจึงไปดูให้เห็นกับตา"
ซือหม่าจิ้นทำหน้าพิกล "ท่านไปดูตั้งหลายปี? ทำไมไม่ส่งข่าวบอกพวกเรา? ข้าจะได้นำทหารไปลักพาตัวเขากลับมาเสียเลย!"
สวีหมิงอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้น "ท่านแม่ทัพซือหม่า นั่นเป็นคำพูดของท่าน หรือพระประสงค์ของราชาฉิน?"
ซือหม่าจิ้นมองสวีหมิงอยู่นานกว่าจะขุดชื่อหนึ่งขึ้นมาจากความทรงจำได้ "สวีหมิงแห่งหนงเจีย ท่านก็หนีไปแคว้นเจ้า... อืม หนีไปบ้านจูเซียงด้วย จูเซียงผู้นี้ยอดเยี่ยมปานนั้นเชียว?"
สวีหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "สำนักหนงเจียของข้า จากบนลงล่าง ยินดีปกป้องนายท่านจูเซียงด้วยชีวิต"
"ไม่ต้องเครียดน่า ท่านแม่ทัพของข้าไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ตราบใดที่จูเซียงไม่หันคมกระบี่ใส่ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพก็ไม่ทำร้ายเขาหรอก" ซือหม่าจิ้นพูดติดตลก "เดิมทีท่านแม่ทัพต้องการเรียกพวกท่านมาสอบถามสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยพบจูเซียง แต่ชาวเจ้าเกิดแตกตื่นเมื่อรู้ว่าจูเซียงมาถึง ท่านแม่ทัพไม่อาจปล่อยให้จูเซียงรอนาน จึงต้องส่งข้ามาถามข่าวคราวจากพวกท่านแทน"
สวีหมิงและเซียงเหอตกใจ "ชาวเจ้ารู้เรื่องนายท่านจูเซียงมาถึง? ชาวเจ้ารู้ได้อย่างไร... หรือเพื่อทำลายขวัญกำลังใจทหารเจ้า?"
ซือหม่าจิ้นยิ้ม "ไม่ใช่ ทัพเจ้าวางอาวุธยอมจำนนแล้วต่างหาก"
จูเซียงเดินเข้าไปในกระโจมบัญชาการ ไป๋ฉี่นั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อ มีชายชราผู้หนึ่งดูท่าทางเป็นที่ปรึกษานั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง
ไป๋ฉี่จัดเตรียมเสื่อไว้ให้จูเซียงแล้ว
หลังจากจูเซียงคารวะไป๋ฉี่ เขาก็นั่งคุกเข่าลงอย่างสงบเผชิญหน้ากับไป๋ฉี่
จูเซียงสบตาตรงกับไป๋ฉี่ เทพสงครามผู้เลื่องชื่อลือนามไปทั่วหล้า แล้วเอ่ยถาม "ทัพเจ้าวางอาวุธยอมจำนนแล้วกระมัง"
ไป๋ฉี่กำลังสงสัยว่าจูเซียงจะใช้คำพูดใดมาหยุดยั้งไม่ให้เขาฆ่าล้างทัพเจ้า ทันทีที่จูเซียงเอ่ยปาก เขาก็มองจูเซียงด้วยความประหลาดใจ สายตาพินิจพิเคราะห์ชายหนุ่มผู้นี้ไม่วางตา
เมื่อเห็นไป๋ฉี่เงียบ จูเซียงจึงกล่าวต่อ "ข้าได้ยินว่าทัพเจ้าถูกล้อม ด้วยภูมิประเทศแถบฉางผิงและกำลังทหารของทั้งฉินและเจ้า หากทัพฉินจะล้อมทัพเจ้าได้ ย่อมต้องเป็นที่หุบเขาทางเหนือของแม่น้ำตานเท่านั้น ทว่ากระโจมบัญชาการของทัพฉินกลับตั้งอยู่ใต้กำแพงหินร้อยลี้ นั่นหมายความว่าทัพเจ้าได้ยอมจำนนแล้ว เลยจากจุดนี้ลงไปทางใต้คือค่ายเชลยศึกทัพเจ้าสินะ"
ไป๋ฉี่ยืดตัวตรง จ้องมองจูเซียงเขม็ง
เขาจงใจเร่งย้ายกระโจมบัญชาการมาที่นี่ก็เพราะไม่อยากให้จูเซียงผ่านจุดที่มองเห็นทัพเจ้า เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าทัพเจ้าได้ยอมจำนนแล้ว
หากจูเซียงรู้ว่าทัพเจ้ายอมจำนน เขาจะเสียเปรียบในการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการที่ฝ่าบาทจะทรงพิจารณาความสามารถที่แท้จริงของจูเซียง
"เจ้ารู้พิชัยสงครามหรือ" ไป๋ฉี่ถาม
จูเซียงส่ายหน้า "ข้าเพียงแต่ถกพิชัยสงครามบนแผ่นกระดาษ ไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคุมทัพ"
ไป๋ฉี่กล่าว "การที่เจ้าอนุมานสถานการณ์รบได้เพียงแค่กวาดตามองภูมิประเทศฉางผิง ก็นับว่าเก่งกว่าเจ้าคั่วแล้ว"
จูเซียงส่ายหน้าอีกครั้ง "เจ้าคั่วน่าจะคุมทัพได้เก่งกว่าข้า ความเมตตาไม่อาจใช้คุมทัพ ต่อให้ข้ารู้วิธีเอาชนะ ข้าก็คงไม่มีจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะสั่งให้ขุนพลและทหารไปตายได้"
สีหน้าของไป๋ฉี่ยังคงราบเรียบ แต่มุมปากของราชาฉินกระตุกยิก
ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนจูเซียงกำลังด่าไป๋ฉี่ว่าโหดเหี้ยมอำมหิต ที่ใช้หวังเฮ่อเป็นเหยื่อล่อเพื่อชัยชนะ? อย่างไรก็ตาม แม้จูเซียงจะอนุมานได้ว่าทัพเจ้ายอมจำนน แต่เขาก็ไม่น่าจะรู้รายละเอียดในสนามรบ
ไป๋ฉี่ถาม "เจ้าลองทายซิว่าข้าล่อทัพเจ้าเข้าสู่หุบเขาได้อย่างไร"
จูเซียงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "แม้เจ้าคั่วจะขาดประสบการณ์คุมทัพจริง แต่เขาก็เชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม ย่อมรู้ดีว่าหุบเขาเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตี หากเขาจะส่งทหารเข้าไป จะต้องมีเหยื่อล่อที่ไม่อาจต้านทานได้ บางทีท่านอู่-อันจวินอาจให้แม่ทัพใหญ่คนเดิมของทัพฉินอย่างหวังเฮ่อ นำกำลังทหารอย่างน้อยสามถึงสี่ส่วน แล้วสร้างความโกลาหลใหญ่โตด้วยกิ่งไม้หรือเสียงฆ้องกลอง ลวงให้เจ้าคั่วเชื่อว่าเป็นทัพหลักของทัพฉินที่มีแม่ทัพหวังเฮ่อนำทัพเองกำลังเคลื่อนพลเข้าสู่หุบเขา"
มือของราชาฉินที่วางอยู่บนตักขยุ้มผ้าคลุมแน่น
เขาตั้งคำถามกับจื่อฉู่ในใจ "นี่หรือที่เจ้าบอกว่าจูเซียงเก่งแต่เรื่องทำนา?!"
อ้อ หลานชายของพระองค์ไม่ได้บอกว่าจูเซียงเก่งแต่เรื่องทำนา เขาบอกว่านอกจากเรื่องทำนาแล้ว เรื่องอื่นที่เขาทำมักจะพังไม่เป็นท่าเพราะความริษยาของผู้อื่น
ไป๋ฉี่เงียบไปนาน ก่อนจะถามอีกครั้ง "เมื่อเจ้าเห็นแม่ทัพใหญ่ทัพฉินตีฝ่าวงล้อมด้วยตนเอง เหตุใดเจ้าจึงไม่ไล่ตาม?"
น้ำเสียงของจูเซียงแฝงแววประชดประชันเล็กน้อย "ท่านอู่-อันจวินแม้มิได้อยู่ในสนามรบ แต่ก็ยังไม่ตาย ต่อให้ข้าไม่ได้รับข่าวว่าท่านอู่-อันจวินมาถึงสนามรบ แต่เมื่อเห็นแม่ทัพใหญ่ทัพฉินพาตัวเองเข้าไปในจุดที่ถูกล้อมได้ง่าย ข้าย่อมต้องคิดว่า นอกจากท่านอู่-อันจวินแล้ว ยังจะมีใครหน้าไหนกล้าใช้เขาเป็นนกต่ออีก?"
ไป๋ฉี่กล่าว "อาจจะไม่ใช่นกต่อ แต่เป็นเพราะทัพฉินไม่อาจตีฝ่าแนวป้องกันของทัพเจ้าได้ จึงต้องเสี่ยงเดินทัพอ้อมไปด้านหลังค่ายทัพเจ้าจากทางเหนือ"
คราวนี้เป็นฝ่ายจูเซียงที่เงียบไป
เขากัดฟันถาม "ข้าเดาถูกใช่ไหม แม่ทัพหวังนำทหารเข้าสู่หุบเขา เจ้าคั่วคิดว่าทัพฉินโง่เขลาเอาตัวมาให้ฆ่าถึงที่ จึงสั่งทัพทั้งหมดไล่ตาม?"
ไป๋ฉี่กล่าวเนิบช้า "ข้าสั่งให้ทัพฉินสู้พลางถอยพลาง แสร้งทำเป็นพ่ายแพ้ และทัพเจ้าก็รุกคืบด้วยความลำพองใจ"
จูเซียงสูดหายใจลึกหลายเฮือก ข่มความโกรธและความเศร้าในใจ "โง่เขลาบัดซบ!"
เจ้าคั่วพูดจาฉะฉานเรื่องพิชัยสงคราม ไฉนจึงทำผิดพลาดตื้นเขินเช่นนี้ในสนามรบ? ฝีมือของเขาช่างห่างชั้นจากตอนคุยโวเรื่องกลยุทธ์ลิบลับ! เขาเชื่อไปได้อย่างไรว่าหวังเฮ่อ ขุนศึกผู้ช่ำชองของฉินและมีผลงานมากมาย จะโง่เขลาถึงขนาดเดินเข้าสู่กับดักมรณะด้วยตนเอง?!
ไป๋ฉี่เห็นด้วย "โง่เขลาบัดซบจริงๆ นั่นแหละ ทว่าการบุกเต็มกำลังของเขาก็สร้างปัญหาให้ข้าไม่น้อย"
สีหน้าของจูเซียงดูแปลกพิกล "ท่านล้อมพวกเขาไว้แต่ไม่อาจเผด็จศึก จึงทำได้เพียงรอทัพหนุน?"
ไป๋ฉี่ถอนหายใจ "เจ้าเข้าใจการทหารอย่างถ่องแท้ การนำทัพฝึกฝนกันได้ เจ้าลองดูไหม"
จูเซียง "..."
นี่ข้าควรจะท้าวสะเอวยืดอกสักหน่อยไหมที่ได้รับคำชมจากท่านอู่-อันจวิน?
จูเซียงเก็บความคิดประหลาดในใจ แล้วถามว่า "ตามการอนุมานของข้า ทัพเจ้าน่าจะยังพอต้านทานได้ และเจ้าคั่วจะไม่ยอมจำนน ยิ่งไปกว่านั้น หากเขายอมจำนน คนในตระกูลที่เหลืออยู่ในหานตานย่อมถูกประหารทั้งโคตร ทัพเจ้ายอมจำนนได้อย่างไร"
ไป๋ฉี่กล่าว "ลองเดาดูอีกสิ"
จูเซียง "?"
หากไม่ใช่เพราะสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของไป๋ฉี่ เขาคงคิดว่าไป๋ฉี่กำลังล้อเล่นกับเขา!
จูเซียงตอบ "ข้าเดาไม่ออก"
ไป๋ฉี่พยักหน้า "ยังมีเรื่องที่เจ้าเดาไม่ได้เหมือนกัน เจ้ามาแลกเปลี่ยนเชลยศึก เตรียมวาทศิลป์อะไรมาบ้าง"
จูเซียงหยิบปึกกระดาษที่พับไว้ออกมาจากอกเสื้อ เข่าเดินหน้าเข้าไปสองก้าว แล้วยื่นส่งให้ด้วยสองมือ "ทุกสิ่งที่ข้าอยากพูด ล้วนอยู่ในกระดาษเหล่านี้"
ไป๋ฉี่ไม่กลัวว่าจูเซียงจะลอบสังหาร เขารับกระดาษมาอย่างใจเย็น ขณะคลี่ออกก็เอ่ยถาม "กระดาษคือสิ่งใด"
จูเซียงตอบ "เป็นของที่ทำจากพืช ใช้สำหรับเขียนหนังสือ ท่านอู่-อันจวินเห็นแล้วจะทราบเอง"
ไป๋ฉี่มองลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยบนกระดาษแล้วกล่าว "เป็นเช่นนี้นี่เอง กระดาษเขียนและเก็บรักษาง่ายกว่าไม้ไผ่หรือไม้ซีก"
มือของราชาฉินกำเข้าคลายออก ขยุ้มชายเสื้อใต้โต๊ะจนยับยู่
กระดาษอะไร? ทำไมจื่อฉู่ไม่เคยบอกเรา!
หลังจากอ่านเนื้อหาจบ ไป๋ฉี่ก็ส่งกระดาษให้ราชาฉินที่นั่งไม่ติดที่ "ท่านที่ปรึกษา ท่านเป็นบัณฑิต ท่านเข้าใจสิ่งเหล่านี้ดีกว่าข้า"
ราชาฉินรีบคว้ากระดาษไป ลูบคลำทั้งสองด้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงยหน้าขึ้นถาม "กระดาษนี้ทำยากหรือไม่"
จูเซียงตอบ "ทั้งยากและไม่ยาก ข้าได้มอบวิธีทำกระดาษแก่เซียงเหอแห่งสำนักม่อจื๊อไปแล้ว ท่านสอบถามจากเขาได้"
ราชาฉินกล่าวอย่างตื่นเต้น "เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิธีทำกระดาษนี้สำคัญเพียงใด? เจ้ามอบให้แคว้นฉินง่ายๆ เช่นนี้เลยหรือ?!"
จูเซียงพยักหน้า "วิธีทำกระดาษก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ข้าขอร้องให้แคว้นฉินไม่ฝังทั้งเป็นทหารเจ้าที่ยอมจำนน ถือเสียว่าเป็นมัดจำได้ไหม"
ราชาฉินกระแอมไอ แสร้งทำท่านิ่งเฉย "ชาวเจ้ายอมจำนนแล้ว แคว้นฉินของเราจะฝังทั้งเป็นทหารยอมจำนนได้อย่างไร"
จูเซียงกล่าว "กองทัพฉินเองก็กำลังขาดแคลนเสบียง แคว้นฉินละเลยการเพาะปลูกเนื่องจากสงครามต่อเนื่องหลายปี หากแคว้นฉินไม่ฆ่าชาวเจ้า จะส่งพวกเขากลับไปเป็นทาสที่แคว้นฉิน ให้ชาวฉินอดอยากเพื่อเลี้ยงดูชาวเจ้าหรือ? หรือจะส่งชาวเจ้ากลับแคว้นเจ้า รอให้แคว้นเจ้านำทหารผ่านศึกเหล่านี้ไปจัดตั้งกองทัพอีกครั้ง?"
ราชาฉินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ "จูเซียง เจ้ามาเพื่อขอให้แคว้นฉินไว้ชีวิตทหารเจ้า หรือมาเพื่อให้แคว้นฉินฆ่าพวกเขากันแน่"
จูเซียงถอนหายใจยาวและกล่าว "สิ่งที่ข้าพูดคือความยากลำบากที่แคว้นฉินกำลังเผชิญ และนี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นข้าจะไม่หลอกตัวเองหวังลมๆ แล้งๆ ว่าแคว้นฉินจะละเว้นทหารเจ้า ในสายตาท่านอู่-อันจวิน แคว้นฉินและชาวฉินต้องมาก่อน ชื่อเสียงเป็นเรื่องรอง"
ราชาฉินปรายตามองไป๋ฉี่และกล่าว "ท่านอู่-อันจวินเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถูกแล้ว ท่านอู่-อันจวินตั้งใจจะฆ่าทหารที่ยอมจำนน เจ้าจะเกลี้ยกล่อมท่านอู่-อันจวินด้วยกระดาษแผ่นเดียวนี้หรือ?"
ท่านอู่-อันจวินไป๋ฉี่ "?"
เมื่อกี้เราเพิ่งบอกว่าจะไม่ฆ่าไม่ใช่หรือ? เอาเถิด ท่านคือฝ่าบาท ท่านตัดสินใจเถิด หากท่านบอกว่าข้าอยากฆ่า ข้าก็อยากฆ่า
ไป๋ฉี่พยักหน้า รับสมอ้างแต่โดยดี
จูเซียงกล่าว "โปรดดูข้อความที่เขียนในกระดาษเถิด"
เขาสงสัยว่าคนผู้นี้เป็นใคร ถึงได้รับความเคารพจากไป๋ฉี่ถึงเพียงนี้ แม้แต่เรียกขานว่า "ท่านที่ปรึกษา"? หรือจะเป็นผู้ตรวจการกองทัพฉิน?
ราชาฉินเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้อ่านสิ่งที่จูเซียงเขียน จึงรีบก้มลงอ่าน
เนื้อหาที่จูเซียงเขียนคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขาหารือกับผู้อาวุโสอย่างหลินเซียงหรู เหลียนปัว และซวินขวงก่อนเดินทางมา
ทัพเจ้าได้ตัดหัวเจ้าคั่วและยอมจำนนโดยสมัครใจ ทำให้ยากที่ราชาฉินจะหน้าด้านสั่งฆ่าทหารเหล่านี้ เนื้อหาในกระดาษของจูเซียงมอบทางลงอันสง่างามแก่ราชาฉิน ให้พระองค์ก้าวลงจากหลังเสือได้อย่างสบายใจ
สีหน้าของราชาฉินอ่อนลง "เจ้าสามารถปลูกเสบียงให้พอเลี้ยงทั้งทัพฉินและทัพเจ้าได้ภายในสามเดือนจริงหรือ? ด้วยมันฝรั่งของเจ้าน่ะรึ?"
จูเซียงไม่แปลกใจที่ชาวฉินรู้เรื่องมันฝรั่งแล้ว จึงตอบว่า "ใช่ขอรับ"
ราชาฉินอุทาน "หากปลูกมันฝรั่งไปทั่วหล้า ใต้หล้าก็คงไร้ผู้หิวโหยมิใช่หรือ"
จูเซียงส่ายหน้า "มันฝรั่งต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์มากและเสี่ยงต่อการเสื่อมสายพันธุ์ ด้วยเทคนิคการปลูกในปัจจุบัน ไม่สามารถปลูกติดต่อกันได้นาน ใช้ได้เพียงเพื่อบรรเทาภัยพิบัติเท่านั้น"
เขาอธิบายข้อดีและข้อเสียของมันฝรั่งอย่างละเอียด รวมถึงวิธีปลูกอย่างพิถีพิถัน
ราชาฉินและไป๋ฉี่ต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
นอกกระโจมบัญชาการ ทหารฉินที่เฝ้ายามอดไม่ได้ที่จะถอยออกมาสองสามก้าว เงี่ยหูฟัง
เมื่อจูเซียงอธิบายคร่าวๆ จบ ไป๋ฉี่ก็ลุกขึ้น รินน้ำให้จูเซียงด้วยตนเอง แล้วกล่าวว่า "จูเซียง ชื่อเสียงของเจ้าสมคำร่ำลือจริงๆ"
จูเซียงจิบน้ำแก้กระหาย น้ำนั้นกลับอุ่นอยู่
"ความสามารถเดียวที่ข้าพอจะอวดได้คือการทำนา" จูเซียงกล่าว "นอกจากมันฝรั่ง ข้ายังนำเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีชั้นดี และความรู้ทางการเกษตรของข้า มามอบให้แคว้นฉินทั้งหมด"
แม้แต่คนเย็นชาอย่างไป๋ฉี่ แววตาของเขาก็ยังฉายแววระอาใจออกมาวูบหนึ่ง
องค์ชายจื่อฉู่เคยตรัสว่า จูเซียงมีพรสวรรค์ของผู้ช่วยกษัตริย์แต่ขาดซึ่งความเฉลียวฉลาดของผู้ช่วยกษัตริย์ พระองค์เข้าใจจูเซียงอย่างถ่องแท้จริงๆ
ทูตประเภทไหนกันที่เปิดเผยไพ่ตายของฝ่ายตนจนหมดเปลือก แสดงความจริงใจต่อศัตรูอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้?
จูเซียงโง่เขลากว่าที่ไป๋ฉี่จินตนาการไว้เสียอีก เขาหยิบม้วนหนังอีกม้วนออกมาแล้วกล่าว "นี่คือรายชื่อเมืองที่ราชาเจ้าต้องการยกให้แคว้นฉินก่อน แต่ท่านอู่-อันจวินอย่าเพิ่งตั้งความหวัง ราชาเจ้าแค่พูดส่งเดชไปอย่างนั้น เดี๋ยวก็ต้องกลับคำแน่นอน"
ไป๋ฉี่มองราชาฉิน
ราชาฉินมองไป๋ฉี่
สีหน้าของกษัตริย์และขุนนางผสมปนเปไปด้วยความพูดไม่ออก ระอาใจ และ... ความเมตตาเอ็นดูเล็กน้อย พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
เด็กโง่คนนี้ ทำไมถึงมาเป็นทูตได้? ปล่อยให้ออกไปซื้อของข้างนอกก็คงถูกพ่อค้าหน้าเลือดหลอกต้มจนเปื่อยแน่?!
จูเซียงมองสีหน้าของพวกเขาแล้วรู้ว่าพวกเขากำลังด่าเขาว่าโง่ในใจ
จูเซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านอู่-อันจวินคิดว่าข้าโง่มากใช่ไหมที่พูดทุกอย่าง?"
ไป๋ฉี่และราชาฉิน "..."
เจ้าไม่โง่หรือ?
จูเซียงกล่าว "สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความจริงใจของข้า เป็นมัดจำเพื่อขอให้แคว้นฉินละเว้นการฝังทั้งเป็นทหารเจ้า หากไม่มีมัดจำเหล่านี้ สามัญชนอย่างข้าจะทำให้ท่านอู่-อันจวินเชื่อถือได้อย่างไร?"
ไป๋ฉี่กล่าว "แค่ค่ามัดจำ?"
จูเซียงพยักหน้า "สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งเหล่านี้"
เขาสังเกตการสบตากันระหว่างไป๋ฉี่และชายชรา และเดาบางอย่างได้ บางอย่างที่ทำให้เขาดีใจมาก
เขาขยับเข่าหันไปทางชายชราแล้วก้มกราบ "สามัญชนจูเซียง คารวะราชาฉิน"
ราชาฉิน "...?!"
ไป๋ฉี่ "...เขาไม่ใช่ฝ่าบาท"
ราชาฉินส่งสายตาว่างเปล่าให้ไป๋ฉี่ รู้ซึ้งว่าไป๋ฉี่โกหกไม่เก่งเอาเสียเลย
ราชาฉินจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วกล่าว "ลุกขึ้นเถิด เจ้าเดาฐานะของเราได้อย่างไร?"
จูเซียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเดิมพันถูก
เขายืดตัวขึ้นและกล่าว "ในแคว้นฉินไม่มีแม่ทัพคนใดเหลือพอจะมาหนุนช่วยท่านอู่-อันจวินได้ และไม่น่าจะมีทหารผ่านศึกเหลือพอเช่นกัน การจะนำทหารเกณฑ์ใหม่รุดมาเสริมทัพท่านอู่-อันจวินอย่างรวดเร็ว บารมีเช่นนี้มีเพียงราชาฉินเท่านั้น ดังนั้นข้าจึงเดาว่าราชาฉินเสด็จมายังสนามรบด้วยพระองค์เอง และเมื่อดูปฏิสัมพันธ์ระหว่างท่านอู่-อันจวินและราชาฉิน ผู้อาวุโสที่ท่านอู่-อันจวินให้ความเคารพยำเกรงเช่นนี้ นอกจากราชาฉิน ก็มีเพียงอัครมหาเสนาบดีฟ่านเท่านั้น"
ราชาฉินยิ้มและกล่าว "เช่นนั้นไฉนจึงไม่ใช่ท่านอัครมหาเสนาบดีฟ่าน"
จูเซียงกล่าว "อัครมหาเสนาบดีฟ่านมีความขุ่นเคืองต่อท่านอู่-อันจวิน และคงไม่สนิทสนมกับท่านอู่-อันจวินเพียงนี้"
ไป๋ฉี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
สีหน้าของราชาฉินดูประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านที่ปรึกษาขุ่นเคืองไป๋ฉี่รึ? เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าพยายามจะยุแยงตะแคงรั่วหรือ?"
เห็นสีหน้าของพวกเขา ความมั่นใจในชัยชนะของจูเซียงก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ
เขากล่าว "ข้ามิได้ยุแยงตะแคงรั่ว"
ทว่าคำพูดต่อมาของเขา มิใช่การพูดเรื่องอัครมหาเสนาบดีฟ่านและไป๋ฉี่ต่อ แต่กลับเป็นการตั้งคำถาม "ราชาฉิน ท่านมีความปรารถนาที่จะรวบรวมใต้หล้า ให้แสงจันทร์ทุกแห่งหนสาดส่องลงบนดินแดนของชาวฉินหรือไม่"
ราชาฉินกล่าวอย่างเคร่งขรึม "ย่อมแน่นอน!"
จูเซียงกล่าว "ราชาฉินมีปณิธานจะทำให้แผ่นดินใต้หล้าเป็นของฉิน แต่ท่านมีปณิธานที่จะทำให้ราษฎรทั่วใต้หล้าเป็นชาวฉินหรือไม่"
ราชาฉินมองจูเซียงอย่างลึกซึ้งและกล่าว "ต่างกันอย่างไร"
จูเซียงกล่าว "ย่อมต่างกัน! หากราษฎรทั่วใต้หล้ากลายเป็นชาวฉิน ราชาฉินต้องคำนึงว่าในกระบวนการรวบรวมแผ่นดิน จะทำอย่างไรให้ราษฎรแคว้นอื่นค่อยๆ โหยหาแคว้นฉิน เต็มใจเป็นชาวฉิน และไม่ถูกขุนนางเก่าของหกแคว้นยุยงให้ก่อกบฏ! ราชาฉินได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้หรือยัง? ไม่ ราชาฉินยังไม่ได้เตรียม และในแคว้นฉินก็ไม่มีใครเตรียม"
"การรวบรวมใต้หล้ามิใช่เพียงการตีเมืองชิงแผ่นดิน แต่ยังเป็นการรวมความคิดจิตใจ ในเบื้องบนของแคว้นฉินเวลานี้ มีขุนนางอาคันตุกะต่างแคว้นมากกว่าคนจากฝั่งตะวันออกของด่านหานกู่เสียอีก ราชาฉินเคยพิจารณาหรือไม่ว่า แม้พวกเขาจะช่วยแคว้นฉินตีเมืองชิงแผ่นดิน แต่พวกเขาเต็มใจที่จะเห็นแคว้นฉินทำลายแคว้นบ้านเกิดของตนจริงหรือ?!"
ราชาฉินกริ้ว "เจ้ากำลังจะบอกว่าอัครมหาเสนาบดีฟ่านมิได้จริงใจในการช่วยเหลือกู?!"
จูเซียงส่ายหน้า "อัครมหาเสนาบดีฟ่านย่อมจริงใจ แต่เขาเคยผ่านการถูกทรยศหักหลัง และเขาให้ความสำคัญกับราชาฉินมาก การให้ความสำคัญนี้มิใช่เพียงเรื่องอำนาจ แต่ยังรวมถึงความหวังที่ว่าตำแหน่งของเขาในใจราชาฉินจะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ ท่านอู่-อันจวินสร้างความดีความชอบมหาศาล แม้เขากับอัครมหาเสนาบดีฟ่านจะเป็นฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น ไม่น่าขัดแย้งกัน แต่จะมีคนจากอีกหกแคว้นส่งคนมาปล่อยข่าวลือร้ายกาจใส่อัครมหาเสนาบดีฟ่านหรือไม่ ว่าไป๋ฉี่ในฐานะคนฉินสร้างความดีความชอบไว้มากปานนี้ ตำแหน่งในใจราชาฉินไม่ช้าก็เร็วย่อมแซงหน้าท่านที่เป็นคนแคว้นเว่ย?"
ไป๋ฉี่ "..."
เขาเพิ่งจะรู้สึกตะหงิดๆ ว่าคำพูดเหล่านี้ช่างยุแยงตะแคงรั่วชอบกล
ราชาฉินไม่รู้สึกแปลกใจ พระองค์ขมวดคิ้วครุ่นคิด "ท่านที่ปรึกษายังคงกังวลเรื่องนี้อยู่อีกหรือ?"
จูเซียงกล่าว "ความยากลำบากที่อัครมหาเสนาบดีฟ่านเคยเผชิญ ราชาฉินย่อมเข้าพระทัยดีกว่าใคร ดังนั้นราชาฉินย่อมเข้าใจดีว่าพระองค์ในฐานะผู้มีพระคุณ มีน้ำหนักในใจอัครมหาเสนาบดีฟ่านมากเพียงใด"
ราชาฉินถอนหายใจ "ก็จริงดังว่า"
ไป๋ฉี่ "..."
เดี๋ยวนะ ฝ่าบาท ท่านคล้อยตามง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ?!
แม้จูเซียงจะแปลกใจที่ราชาฉินพูดคุยด้วยง่ายดาย แตกต่างจากราชาฉินผู้เย่อหยิ่งตามคำบอกเล่าของท่านหลินโดยสิ้นเชิง แต่เขาก็กล่าวต่อ "ข้าเพียงยกตัวอย่างอัครมหาเสนาบดีฟ่านเพื่อบอกราชาฉินว่า แคว้นฉินยังไม่พร้อมที่จะรวบรวมหกแคว้น ความพร้อมนี้มิใช่อานุภาพทางทหาร แต่เป็นใจคน ใจของคนในราชสำนักฉิน แม้พวกเขาจะอยู่บนแผ่นดินฉิน แต่พวกเขายังไม่ได้เป็นชาวฉิน พวกเขายังไม่ได้วางผลประโยชน์ของแคว้นฉินไว้เป็นที่หนึ่ง"
จูเซียงถาม "ข้าคาดว่าท่านอู่-อันจวินคงต้องการฉวยโอกาสจากชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางผิง ให้ทัพหน้านำกำลังบุกตรงไปยังหานตาน เพื่อสร้างวีรกรรมบีบให้แคว้นฉู่ย้ายเมืองหลวงซ้ำรอยเดิมอีกครั้งกระมัง?"
ไป๋ฉี่ยอมรับ "ถูกต้อง"
จูเซียงกล่าว "เวลานี้แคว้นเจ้าเกิดความโกลาหลตั้งแต่บนลงล่าง นับเป็นโอกาสดีที่ทัพฉินจะตีหานตาน หากพลาดโอกาสนี้ แคว้นเจ้าไม่เพียงแต่จะฟื้นตัวได้ แต่ยังจะใช้ศึกฉางผิงปลุกระดมความแค้นในหมู่ทหาร ปลุกขวัญกำลังใจทัพเจ้า แคว้นเจ้าก็จะมีเวลาเพียงพอที่จะขอความช่วยเหลือจากอีกห้าแคว้น"
จูเซียงมองราชาฉินแล้วกล่าว "ราชาฉิน หากมิใช่แผนการของอัครมหาเสนาบดีฟ่าน ที่ช่วยกล่อมเกลาคณะทูตจากแคว้นเจ้าที่มาเจรจาสงบศึก ทำให้อีกห้าแคว้นเชื่อว่าแคว้นฉินได้สงบศึกกับแคว้นเจ้าแล้ว และอีกห้าแคว้นฉวยโอกาสส่งทหาร ทัพฉินจะยังชนะได้อยู่หรือ?"
ราชาฉินลูบเคราแล้วกล่าว "ความดีความชอบของท่านที่ปรึกษาย่อมยิ่งใหญ่"
จูเซียงกล่าว "ดังนั้น หากทัพฉินเปิดโอกาสให้แคว้นเจ้าขอความช่วยเหลือจากอีกห้าแคว้น ทัพฉินจะยังตีหานตานแตกหรือไม่? ยามริมฝีปากสิ้น ฟันย่อมหนาวสั่น อีกห้าแคว้นคงไม่ได้โง่เง่าไปเสียหมด"
ราชาฉินงุนงง "เจ้าเป็นชาวเจ้ามิใช่หรือ? ไฉนตอนนี้จึงมายุยงให้กูตีหานตาน?"
จูเซียงส่ายหน้า "ข้ามิได้บอกให้ราชาฉินตีหานตาน ข้าเพียงต้องการบอกราชาฉินว่า เวลานี้เป็นโอกาสดีที่จะตีหานตาน แต่ไม่เพียงราชาฉินจะตีไม่ได้ ท่านอู่-อันจวินจะยังนำภัยมาสู่ตัวเพราะเรื่องนี้ด้วย"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ท่านอู่-อันจวินเคยใช้ทหารม้าเจ็ดหมื่นบีบให้แคว้นฉู่ย้ายเมืองหลวงมาแล้ว นี่ท่านตั้งใจจะล้างบางแคว้นเจ้าจริงๆ หรือ? ขุนนางอาคันตุกะของทุกแคว้นล้วนอาศัยสงครามระหว่างเจ็ดแคว้นเพื่อแสวงหาลาภยศ ท่านอู่-อันจวินคิดจะตัดเส้นทางทำมาหากินของพวกเขาหรืออย่างไร?"
ไป๋ฉี่ขมวดคิ้ว "เพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ พวกเขาถึงกับจะขัดขวางแคว้นฉินไม่ให้ตีหานตาน และจะเอาชีวิตข้าเชียวหรือ? ฝ่าบาทไม่มีทางเชื่อพวกเขาหรอก"
จูเซียงกล่าว "มาพนันกันเถิด หากแจ้งกลับไปที่เสียนหยางว่าท่านอู่-อันจวินประสงค์จะตีหานตาน ลองดูสิว่าจะมีคนคัดค้านราชาฉินกี่คน? ข้าคิดว่าแม้แต่อัครมหาเสนาบดีฟ่านก็จะคัดค้านท่านอู่-อันจวินเรื่องตีหานตาน แม้เขาจะไม่แยแสแคว้นเจ้า แต่เขาใส่ใจอย่างยิ่งเรื่องที่ตำแหน่งของท่านอู่-อันจวินในใจราชาฉินจะแซงหน้าเขา"
ไป๋ฉี่ถาม "หากเจ้าชนะพนันแล้วจะเป็นอย่างไร"
จูเซียงกล่าว "หากพวกเขาคัดค้านหัวชนฝา ต่อให้ท่านอู่-อันจวินอยากตีหานตาน ก็ต้องถูกขัดขวาง เวลานี้ทัพฉินอ่อนล้า ขาดแคลนเสบียงและอาวุธ การตีหานตานเปรียบเสมือนการเดินไต่ลวดข้ามหน้าผา พลาดเพียงก้าวเดียวก็แหลกเหลว หากปราศจากการสนับสนุนจากขุนนางฉินอื่นๆ ท่านอู่-อันจวิน ท่านจะตีหานตานได้จริงหรือ?"
ไป๋ฉี่ขมวดคิ้วมุ่น
จูเซียงโขกศีรษะให้ราชาฉินอีกครั้งแล้วกล่าว "ราชาฉินย่อมทราบสถานการณ์ในราชสำนักฉินดีกว่าท่านอู่-อันจวิน ข้าพูดถูกหรือไม่? หากทัพฉินเดินทางนับพันลี้เพื่อตีหานตาน แม้มีข้อผิดพลาดด้านการส่งกำลังบำรุงเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ท่านอู่-อันจวินไม่อาจคว้าชัยชนะได้โดยเร็ว เปิดโอกาสให้อีกห้าแคว้นส่งทหารมาช่วย"
ราชาฉินมิได้ตอบคำถามจูเซียง แต่ย้อนถามกลับว่า "แต่นี่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เจ้าต้องการไถ่ตัวทหารเจ้าที่ยอมจำนน?"
จูเซียงยิ้มแล้วกล่าว "เกี่ยวยิ่งนัก แคว้นฉินย่อมไม่อาจตีหานตานได้แน่นอน แต่หลังจากพักฟื้นสักสองสามปี ต่อให้ฆ่าทหารเจ้าที่ยอมจำนนทิ้งเสีย แคว้นเจ้าก็ยังอยู่รอดได้ด้วยความช่วยเหลือจากอีกห้าแคว้น ข้ามีแผนการหนึ่งที่รับประกันได้ว่า หลังจากราชาฉินกลับไปเสียนหยางเพื่อจัดระเบียบขุนนางและปรับความเข้าใจกับอัครมหาเสนาบดีฟ่านแล้ว จะยังสามารถเอาชนะแคว้นเจ้าได้อย่างง่ายดาย ยิ่งกว่าศึกฉางผิงเสียอีก"
จูเซียงชี้ที่คอของตนเองแล้วกล่าว "ข้ามีชื่อเสียงในหมู่ชาวเจ้าอยู่บ้าง มัดจำที่ข้าเสนอมานั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าชื่อเสียงและความสามารถของข้านั้นมิใช่เรื่องเท็จ หากข้าสามารถนำทหารเจ้าที่ยอมจำนนกลับไปได้ ในยามที่แม้แต่ราชาเจ้ายังถอดใจ ชื่อเสียงของข้าในแคว้นเจ้าจะพุ่งทะยานเสียดฟ้าปานใด"
"หากราชาเจ้าฆ่าข้าหลังจากข้ากลับไปแคว้นเจ้า ชาวแคว้นเจ้าจะยังยอมสู้ตายถวายหัวเพื่อเขาอยู่อีกหรือ?"
"เหตุใดแคว้นฉิน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว จึงเสื่อมถอยลงอย่างกะทันหันเป็นเวลานานปีเล่า?"
จูเซียงท่องบทกวี
"โอ้ฟ้าเบื้องบน พระองค์ทรงทำลายยอดคนของข้า! หากไถ่ตัวเขาคืนมาได้ ข้ายินดีแลกด้วยร้อยชีวิต!"
สีหน้าอันสงบนิ่งของราชาฉินและไป๋ฉี่พังทลายลงในที่สุด